Money on Mild

  • Home
  • Money on Mild
Call Contact the business

Money on Mild 📥 สนใจวางแผนการเงิน วางแผนประกัน
รบกวน add line : ได้เลยค่า

📍ที่ปรึกษาการเงิน AFPT | ตัวแทนประกัน AIA

MDRT Global conference วันที่ 1-2 ค่า 🫶🏻ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้มางาน MDRT รู้สึกแฮปปี้และชอบ vibes งานมากกได้เจอพี่ๆตัวแทนจ...
24/08/2026

MDRT Global conference วันที่ 1-2 ค่า 🫶🏻

ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้มางาน MDRT รู้สึกแฮปปี้และชอบ vibes งานมากก
ได้เจอพี่ๆตัวแทนจากหลากหลายบริษัทและหลายประเทศมาหมดเลยย🥹 ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเก๊า เกาหลี มาเลเซีย

เดี๋ยวไว้แชะภาพมาฝากเยอะๆนะค้า (+เดี๋ยวจะมาเขียนสรุปของแต่ละ session ด้วยย ขอเรียบเรียงก่อนนะค้า🙏🏻💌)

22/08/2026

เปิดแนวทางจัดพอร์ทลงทุนหุ้นอเมริกายังไงให้มีกระแสเงินสดไว้เลี้ยงตัวเองก่อนเกษียณ เพราะการวางแผนที่ดี จะช่วยให้คุณอยู่รอดจนถึงเป้าหมายปลายทาง 💸 Money on Mild

#หุ้นเทคโนโลยี #หุ้นอเมริกา #ลงทุน #หุ้นต่างประเทศ #หุ้นพอร์ทระเบิด #เกษียณ

21/08/2026

ในยุคที่เทคโนโลยีและ AI เข้ามา Disrupt ทุกอุตสาหกรรม... อาชีพ “นักวางแผนการเงิน” จะก้าวข้ามความท้าทายนี้และยกระดับสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินยุคใหม่ได้อย่างไร ?
บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จึงได้ร่วมมือกับ สมาคมนักวางแผนการเงินไทย จัดงาน PhillipCapital Thailand Financial Advisors Symposium 2026
ภายใต้หัวข้อ "The New Era of Financial Advisors: อยู่รอด • เติบโต • สร้างความแตกต่างในยุค AI" ขึ้น เพื่อมุ่งยกระดับและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบวิชาชีพทางการเงินก้าวทันโลกยุคใหม่
หลังจากที่เราได้เปิดประชาสัมพันธ์งานดังกล่าวออกไป ทางคณะผู้จัดงานต้องขอขอบพระคุณท่านนักวางแผนการเงิน CFP®, ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™ และผู้ประกอบวิชาชีพทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่ให้ความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก จนทำให้ยอดลงทะเบียนเต็มทุกที่นั่งแล้วค่ะ
สำหรับท่านที่ได้ลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ขอเรียนเชิญมาร่วมอัปเดตองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกตามวันและเวลาดังนี้:
🗓️ กำหนดการจัดงาน: วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569
⏰ เวลา: 13.30–16.30 น.
📍 สถานที่: Paragon Cineplex ชั้น 6 Cinema 8
ทางคณะผู้จัดงานขอขอบพระคุณในความสนใจและการสนับสนุนของทุกท่าน และยินดีที่จะได้ต้อนรับทุกท่านสู่งานสัมมนาในครั้งนี้ค่ะ

เจอตึกนี้ที่ซิดนี่ พี่ๆว่าตึกนี้อ่านว่าอะไรคะะะ (มายอ่านยังไงก็ อำพล)🤣
21/08/2026

เจอตึกนี้ที่ซิดนี่ พี่ๆว่าตึกนี้อ่านว่าอะไรคะะะ

(มายอ่านยังไงก็ อำพล)🤣

20-28 นี้ มายขออนุญาตมางานประชุม MDRT 2026 ที่ Sydney นะคะะ🇦🇺📍ลูกค้าท่านไหนมีเรื่องด่วน ปรึกษาอะไร โทรหามายได้เลย จะไลน์...
21/08/2026

20-28 นี้ มายขออนุญาตมางานประชุม MDRT 2026 ที่ Sydney นะคะะ🇦🇺

📍ลูกค้าท่านไหนมีเรื่องด่วน ปรึกษาอะไร โทรหามายได้เลย จะไลน์หรือเบอร์โทรก็ได้ค่า ซื้อแพคเกจแบบเต็มมาเผื่อฉุกเฉินเรียบร้อยค่า 🙏🏻🙏🏻

18/08/2026

เป็นแผนที่มายซื้อให้ตัวเองแล้วมองว่าดีมากๆและครอบคลุมระยะยาวจริงๆค่า❤️🫶🏻

#โรคร้ายแรง #มะเร็ง #ตัวแทนประกันชีวิต

17/08/2026

เมื่อวานเราไม่ได้มานั่งทายว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่พยายามตอบคำถามเดียวกันว่า “เราจะลงทุนยังไงให้มีเหตุผลมากขึ้น”

เมื่อวานเป็นอีกวันที่ผมสนุกมากครับ เพราะได้มานั่งคุยเรื่องการลงทุนแบบเต็มวันร่วมกับพี่แชมป์จาก Money Champ และพี่ลิงจาก ลิงเล่นหุ้น รวมถึงพี่นิจาก TradingLens.app ที่มาช่วยให้มุมมองเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่ผมชอบคือ ถึงทั้งสาม Session จะเริ่มจากคนละมุม แต่พอเอามาต่อกันจริง ๆ มันกลายเป็นกระบวนการลงทุนชุดเดียวกันพอดี ตั้งแต่ อ่านภาพใหญ่ → เลือกธุรกิจ → ดูจังหวะ → ประเมินราคา → จัดการความเสี่ยง

เลยอยากเอา Key Message สำคัญ ๆ จากเมื่อวานมาสรุปให้อ่านกันอีกครั้ง เผื่อหลายคนอยู่ในงานแล้วจดไม่ทัน หรืออยากกลับมาทบทวนว่าจริง ๆ แล้วแต่ละ Session พยายามสื่ออะไรครับ

📈 Session ของผม - หุ้นดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้ด้วยว่า “มันอยู่ตรงไหนของ Cycle”

ช่วงของผมพูดอยู่สองเรื่องหลัก ๆ คือ 7 Powers กับ Wyckoff ซึ่งจริง ๆ แล้วตอบคนละคำถามกัน

7 Powers เอาไว้ตอบว่า “ธุรกิจนี้ดีจริงไหม และดีเพราะอะไร” ส่วน Wyckoff เอาไว้ตอบว่า “ราคาตอนนี้กำลังอยู่ช่วงไหน และจังหวะนี้ควรทำอะไร” เพราะต่อให้เป็นบริษัทที่ดีมาก ถ้าเราเข้าไปตอนราคากำลัง Distribution หรือคนทั้งตลาดกำลัง Euphoric ก็อาจต้องทน Drawdown หนักก่อน Thesis จะกลับมาทำงาน ในทางกลับกัน กราฟที่ดูดีแต่ข้างในธุรกิจไม่มีความได้เปรียบอะไรเลย ก็อาจเป็นแค่ Momentum ชั่วคราวได้เหมือนกัน

ฝั่ง 7 Powers ผมอยากให้ทุกคนมอง “คูเมือง” ให้ลึกกว่าแค่คำว่าแบรนด์แข็งหรือบริษัทใหญ่ เพราะบริษัทที่แข็งจริงต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คู่แข่ง อยากลอกแต่ลอกไม่ได้ หรือไม่อยากลอกเพราะลอกแล้วทำร้ายธุรกิจตัวเอง

คูเมืองแต่ละแบบก็มีหน้าตาต่างกัน เช่น Scale Economies คือยิ่งใหญ่ต้นทุนยิ่งต่ำ, Network Economies คือยิ่งมีคนใช้เยอะสินค้ายิ่งมีค่า, Switching Costs คือย้ายออกแล้วเสียเงิน เสียเวลา หรือเสี่ยงกับระบบงาน, Counter-Positioning คือโมเดลใหม่ที่เจ้าเดิมไม่กล้าทำตาม, Cornered Resource คือมีทรัพยากรหรือเทคโนโลยีบางอย่างที่คนอื่นเข้าถึงไม่ได้ ขณะที่ Branding และ Process Power มักแข็งขึ้นเมื่อธุรกิจโตและสะสมความได้เปรียบมาเป็นเวลานาน

สิ่งที่สำคัญคือ Power ไม่ได้เกิดพร้อมกันทุกอย่าง บริษัทระยะเริ่มต้นอาจชนะด้วยเทคโนโลยีหรือ Business Model ใหม่ แต่พอโตขึ้น สิ่งที่ต้องตามมาอาจเป็น Scale, Network Effect หรือ Switching Cost แล้วเมื่อธุรกิจเข้าสู่ช่วง Mature จริง ๆ สิ่งที่ทำให้กำไรอยู่ได้นานอาจกลายเป็น Brand หรือ Process ที่สะสมมาหลายสิบปี

ดังนั้นเวลาเราเห็นหุ้น Revenue โต 50–100% อย่าเพิ่งหยุดที่คำว่า “โตเร็ว”

ต้องถามต่อว่า โตแล้วกำไรดีขึ้นไหม ส่วนแบ่งตลาดอยู่ไหม ลูกค้าย้ายออกง่ายหรือเปล่า คู่แข่งตามทันไหม และสิ่งที่บริษัทมีวันนี้จะยังมีค่าในอีก 5 ปีไหม

แล้วค่อยเอาฝั่งธุรกิจมาประกบกับ Cycle ของราคา

Wyckoff พยายามมองตลาดเป็นช่วง ๆ ตั้งแต่ Accumulation → Markup → Distribution → Markdown และอ่านผ่าน Supply & Demand, Volume และพฤติกรรมของราคา จุดที่ผมอยากให้จำไม่ใช่ชื่อ Pattern ทุกอัน แต่คือหลักง่าย ๆ ว่า แรงที่ใส่เข้าไปกับผลที่เกิดขึ้นควรสอดคล้องกัน ถ้า Volume เพิ่มมหาศาลแต่ราคาขึ้นไม่ไหว หรือราคาวิ่งต่อแต่ Volume เริ่มแห้ง นั่นคือข้อมูลที่เราควรใส่ใจ

จุดที่ผมชอบที่สุดคือเวลาเอาสองอย่างมาวางทับกัน

ถ้าธุรกิจกำลังเข้าสู่ Takeoff, Power เริ่มแข็งขึ้น และราคากำลังออกจาก Accumulation เข้าสู่ Markup ต้น ๆ แบบนี้ Risk/Reward มักน่าสนใจ เพราะ Fundamental กับ Price Cycle กำลังเดินไปทางเดียวกัน

แต่ถ้าธุรกิจเริ่มเข้าสู่ Stability ขณะที่ราคาวิ่งมาไกลและเข้าสู่ Distribution สิ่งที่ควรคิดอาจไม่ใช่ “ขึ้นต่อได้อีกเท่าไร” แต่เริ่มถามว่า Risk ของเราใหญ่ขึ้นหรือยัง

NVIDIA เป็นเคสที่เห็นภาพดีมาก เพราะก่อนตลาดจะพูดเรื่อง AI กันเต็มไปหมด บริษัทก็มี Power หลายชั้นอยู่แล้ว ทั้ง CUDA ที่เป็นทรัพยากรสำคัญของ Ecosystem, Switching Cost ที่ทำให้นักพัฒนาย้ายออกยาก และ Scale + Network ที่ยิ่งโตยิ่งแข็ง ขณะที่ราคาปี 2022 กลับผ่านช่วง Markdown และ Accumulation ก่อนเข้าสู่ Markup แรงในปีถัดมา

แก่นของ Session ผมจึงไม่ได้อยู่ที่การหาจุดซื้อเป๊ะ ๆ

แต่อยู่ที่การถามสองคำถามพร้อมกันว่า “ธุรกิจอยู่ตรงไหนของวงจร?” และ “ราคาอยู่ตรงไหนของวงจร?” เพราะหุ้นดีไม่ใช่เหตุผลให้ซื้อทุกราคา และราคาที่กำลังขึ้นก็ไม่ใช่หลักฐานว่าธุรกิจข้างในดีเสมอไป

🚀 Session พี่แชมป์ - คัดหุ้นให้มีเหตุผล ไม่ใช่เลือกจาก Story ที่ฟังดีที่สุด

ช่วงของพี่แชมป์พาไปดู AI Infrastructure และ SaaS แบบลงถึงหุ้นรายตัว แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ที่สุดไม่ใช่โพยหุ้น แต่มันคือวิธีคิดก่อนตัดสินใจซื้อ

ภาพใหญ่คือเงินลงทุนใน AI ยังไหลแรงมาก Hyperscaler อย่าง Amazon, Microsoft, Alphabet และ Meta ยังทุ่มเงินกับ Data Center และ Infrastructure ต่อเนื่อง เม็ดเงินที่ลงไปจึงไม่ใช่แค่ Narrative แต่เป็น Demand ที่กำลังไหลต่อไปยัง Server, Networking, Software, Cybersecurity และ Infrastructure อีกหลายชั้น

แต่คำว่า “AI โต” ไม่ได้แปลว่า “ซื้อหุ้น AI ตัวไหนก็ได้”

หุ้นแต่ละตัวต้องตอบให้ได้ว่า ตัวเองอยู่ตรงไหนของ Value Chain และจะเปลี่ยน Demand เหล่านั้นให้เป็นกำไรได้มากแค่ไหน

อย่างกลุ่ม AI Infrastructure เราอาจเห็น Backlog ใหญ่มาก แต่ถ้า Revenue โตแล้ว Gross Margin ถูกกดหนัก การเติบโตแบบนั้นก็อาจสร้างมูลค่าต่อผู้ถือหุ้นน้อยกว่าที่ตัวเลขรายได้บอก เช่น DELL มี Backlog และ Demand ที่แข็งมาก แต่คำถามต่อคือ Margin จะตามทัน Growth หรือไม่ ส่วน HPE ก็มีโจทย์คล้ายกันว่าการขยายจาก Server ไป Networking จะช่วยยกระดับ Economics ของธุรกิจได้จริงแค่ไหน

ฝั่ง SaaS ก็มีอีกมุมที่น่าสนใจ เพราะช่วงก่อนหน้านี้ตลาดกลัวว่า AI จะเข้ามาทำลาย Software หลายประเภท แต่สิ่งที่เริ่มเห็นคือบางบริษัทกลับได้ประโยชน์จาก AI ผ่าน Usage ที่เพิ่มขึ้น ลูกค้าเดิมใช้บริการมากขึ้น หรือมี Product ใหม่ที่เอา AI ไปต่อยอดได้ เพราะฉะนั้น AI อาจเป็นทั้ง Disruptor และ Demand Accelerator ขึ้นอยู่กับบริษัทว่าอยู่ฝั่งไหนของการเปลี่ยนแปลงนี้

แต่พอ Business ดีแล้ว ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่ต้องถามเสมอคือ “ราคาที่เราจ่าย กำลังบังคับให้เราเชื่ออะไร?”

ตรงนี้ PLTR เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ธุรกิจโตแรง ตัวเลข Commercial แข็ง และ Momentum ดี แต่ Valuation ก็สูงมากเหมือนกัน หมายความว่าตลาดไม่ได้ให้เราซื้อ Growth แบบฟรี ๆ ราคาปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังไว้สูงแล้ว ถ้า Growth ชะลอเร็วกว่าที่ตลาดคิด ต่อให้บริษัทยังโต หุ้นก็สามารถลงแรงจาก Multiple Compression ได้

ผมชอบวิธีคิดเรื่อง Thesis-Killer มาก คือก่อนซื้อหุ้น เราต้องตอบให้ได้ว่ามีอะไรหนึ่งหรือสองอย่างที่ถ้าเกิดขึ้นแล้วเราจะยอมรับว่า Thesis เดิมไม่ใช่แล้ว

ถ้า PLTR โตช้าลงแรง

ถ้า AI Server Margin ของ HPE ไม่ดีขึ้น

ถ้าลูกค้ารายใหญ่ลด Capex แล้ว ANET กระทบหนัก

ถ้าหุ้น Cyclical อย่าง Advantest กำลังอยู่ Peak Cycle

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข่าวร้ายเล็ก ๆ แต่คือเหตุการณ์ที่อาจเปลี่ยน Thesis ทั้งก้อน

สุดท้ายจึงไม่ใช่คำถามว่า “หุ้นไหนดีสุด”

แต่คือ

ธุรกิจดีแค่ไหน ราคาสะท้อนอะไรไปแล้ว และถ้าเราผิด เราจะรู้ได้ยังไงว่า Thesis พัง

เพราะบางครั้งหุ้นที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่หุ้นที่ควรซื้อที่สุด ณ ราคานั้น และหุ้นที่ดูธรรมดากว่าอาจมี Risk/Reward ดีกว่าถ้าความคาดหวังของตลาดไม่สูงเกินไป

🌎 Session พี่ลิง - ก่อนเลือกหุ้นรายตัว ต้องรู้ก่อนว่าตลาดกำลังเล่นเกมอะไรอยู่

พี่ลิงเริ่มจากการถอยออกมาดูภาพใหญ่ก่อนเลยว่า ก่อนจะลงไปถึงหุ้นหนึ่งตัว เราควรไล่จาก Macro → Market → Sector → Stock เพราะบริษัทไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ ต่อให้บริษัทดี ถ้า Environment กำลังสวนกับมัน การลงทุนก็เหนื่อยขึ้นหลายเท่า

กรอบหลักที่ใช้ดูตลาดมี 4 เรื่องคือ Interest Rate, Liquidity, Earnings และ Valuation

ดอกเบี้ยบอกต้นทุนของเงิน

Liquidity บอกว่ามีเงินพร้อมไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงมากน้อยแค่ไหน

Earnings บอกว่าภาคธุรกิจกำลังทำเงินดีขึ้นหรือแย่ลง

ส่วน Valuation บอกว่าตลาดกำลังให้ราคากับกำไรเหล่านั้นแพงแค่ไหน

บางช่วงดอกเบี้ยอาจยังสูง แต่ Liquidity เริ่มดีขึ้น หุ้นก็สามารถขึ้นได้ บางช่วงดอกเบี้ยลด แต่ Earnings กำลังลงแรง ตลาดก็อาจไม่ได้ตอบสนองเชิงบวกอย่างที่คิด ดังนั้นการมอง Macro จึงไม่ควรยึดตัวเลขตัวเดียวแล้วสรุปทันทีว่าตลาดต้องขึ้นหรือลง

จากนั้นต้องเอา Trend ของตลาด เข้ามาประกบด้วย เพราะ Primary Trend กับ Secondary Trend เป็นคนละเรื่องกัน

ตลาดขาขึ้นสามารถมี Correction ได้

ตลาดขาลงสามารถเด้งแรงได้

ถ้าภาพใหญ่ยังเป็น Primary Uptrend แต่ระยะสั้นกำลังลง เราอาจกำลังเห็นแค่ Pullback แต่ถ้าภาพใหญ่เป็นขาลงแล้วราคากำลังเด้งขึ้น สิ่งที่ดูเหมือนการกลับตัวอาจเป็น Technical Rebound หรือ Bull Trap ก็ได้

อีกเรื่องที่ผมคิดว่าควรจำมากคือ อย่าอ่าน P/E แยกจาก Cycle

P/E ต่ำไม่ได้แปลว่าถูกเสมอไป และ P/E สูงก็ไม่ได้แปลว่าแพงเสมอไป เพราะ Earnings ที่อยู่ข้างล่างสามารถขึ้นลงตามวัฏจักรได้มาก

สมมติบริษัทปกติกำไร $5 ต่อหุ้น แต่ช่วงเศรษฐกิจบูมกำไรขึ้นเป็น $10 ถ้าราคาหุ้น $100 P/E จะเหลือ 10 เท่า ดูเหมือนถูกมาก แต่ถ้า $10 คือ Peak Earnings และกำไรกำลังจะกลับไป $5 จริง ๆ เราไม่ได้ซื้อหุ้นที่ 10 เท่าในระยะยาวเลย

กลับกัน ช่วง Recession กำไรอาจเหลือ $2 ทำให้ P/E กระโดดเป็น 50 เท่า ดูแพงมาก แต่ถ้ากำไรกำลังอยู่ Bottom และกำลังจะฟื้นกลับไป $5 หุ้นนั้นอาจไม่ได้แพงอย่างที่ P/E 50 เท่าบอก

คำถามที่มีประโยชน์กว่าการถามว่า

“P/E เท่าไร?”

จึงเป็น

“กำไรตอนนี้อยู่ตรงไหนของ Cycle?”

ตรงนี้ยังเชื่อมไปถึง Market Rotation ด้วย เพราะเงินไม่ได้รัก Growth หรือ Value ไปตลอด การนำตลาดหมุนเวียนกันได้ตาม Growth, Earnings, Rate และ Valuation Spread เมื่อฝั่งหนึ่งถูกให้ Premium สูงมากเป็นเวลานาน แล้วส่วนต่าง Valuation เริ่มหดลง ก็ต้องเริ่มคิดแล้วว่า Leadership ของตลาดกำลังเปลี่ยนหรือไม่

ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้ให้เราทาย Macro ให้ถูกทุกครั้ง แต่มีไว้ตอบว่า ตอนนี้ตลาดอยู่ในสภาพที่เราควรเปิดความเสี่ยงมากขึ้น หรือควรระวังมากขึ้น แค่นั้นก็มีประโยชน์มากแล้ว

🧩 พอเอาทั้งสามช่วงมาต่อกัน มันกลายเป็นระบบเดียวกันพอดี

สิ่งที่ผมชอบที่สุดจากเมื่อวานคือมันไม่ได้จบที่ “นี่คือหุ้นที่ต้องซื้อ”

แต่มันจบที่วิธีคิดก่อนจะซื้อหุ้นสักตัว

เริ่มจากภาพใหญ่ก่อนว่า Macro และ Market Environment เป็นยังไง เงินกำลังไหลไปทางไหน Sector ไหนกำลังได้เปรียบ

จากนั้นค่อยลงมาที่บริษัทว่า ธุรกิจนี้มี Thesis อะไร มี Power อะไร ตัวเลขที่ต้องตามคืออะไร และอะไรคือ Thesis-Killer

แล้วค่อยกลับมาที่ราคาอีกทีว่า Valuation แพงไหม ตลาดคาดหวังอะไรไปแล้ว Stock Cycle อยู่ช่วงไหน และ Position ที่เราจะใส่ควรใหญ่แค่ไหน

Macro บอกว่าลมพัดทางไหน

Fundamental บอกว่าเรากำลังถือเรือแบบไหน

Valuation บอกว่าเราซื้อเรือลำนั้นมาแพงหรือถูก

Price Action บอกว่าตอนนี้คนในตลาดกำลังทำอะไร

ส่วน Portfolio Management มีไว้ตอบคำถามสุดท้ายว่า

ถ้าเราคิดผิด เราจะเสียได้เท่าไร

ผมว่าถ้าเอากลับไปใช้ได้แค่นี้ งานเมื่อวานก็คุ้มแล้วครับ

❤️ สิ่งที่อยากฝากจากงานเมื่อวาน

ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนกลับบ้านแล้วจำได้ว่าหมอชายชอบหุ้นอะไร พี่แชมป์เลือกตัวไหน หรือพี่ลิงมองตลาดขึ้นหรือลง

แต่อยากให้หลังจากนี้ เวลาเห็นหุ้น P/E ต่ำ เราหยุดถามก่อนว่ากำไรกำลังอยู่ Peak หรือเปล่า

เวลาเห็นหุ้น AI วิ่งแรง เราไม่หยุดที่ Story แต่ไปดูว่า Revenue, Margin, Backlog และ Cash Flow รองรับแค่ไหน

เวลาเห็นตลาดลง เราแยกให้ออกว่าเป็น Correction ในขาขึ้น หรือ Trend ใหญ่เริ่มเปลี่ยนแล้ว

เวลาเจอบริษัทดี เราถามต่อว่ามันมีคูเมืองอะไร และคูเมืองนั้นกำลังแข็งขึ้นหรืออ่อนลง

และก่อนกดซื้อทุกครั้ง เรารู้ว่า ถ้า Thesis ผิด อะไรคือสัญญาณที่จะทำให้เรายอมรับว่าผิด

เป้าหมายของการลงทุนไม่ใช่การทายถูกทุกครั้งครับ

แต่คือทำให้การตัดสินใจของเรามีเหตุผลมากพอที่เวลา “ถูก” เรารู้ว่าถูกเพราะอะไร และเวลา “ผิด” เราแก้เกมได้ก่อนความผิดพลาดหนึ่งครั้งจะกลายเป็นความเสียหายทั้งพอร์ต

ขอบคุณทุกคนที่มาเจอกันเมื่อวาน รวมถึงพี่แชมป์ Money Champ และพี่ลิง ลิงเล่นหุ้น ที่เอา Framework คนละด้านมาต่อกันจนได้ภาพที่ครบมาก

ไว้มีโอกาสมาเจอกันอีกครับ ❤️

ปล. ขอบคุณน้องมายด์จาก Money on Mild ที่สละเวลามาเยี่ยมชมที่งานด้วยครับ คุยสนุกมาก ได้ไอเดียการจัดสัมนาครั้งถัดไป (ถ้ามี55555) เยอะเลยครับ 🌟

16/08/2026

ปีนี้ในวันที่สุขภาพเรายังดี มายซื้อของขวัญให้ตัวเองเป็นความอุ่นใจยาวๆถึงอายุ 99 ค่า ❤️💪🏻

#ตัวแทนประกันชีวิต #วางแผนการเงิน

15/08/2026

เพราะยิ่งอยู่ในตลาดนาน ประกันก็ยิ่งเริ่มสำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราไม่มีอะไรป้องกันความเสี่ยง ก็อาจต้องถูกบังขายพอร์ตหุ้นทั้งที่ไม่อยากก็เป็นได้

#หุ้นสหรัฐ #ลงทุน #หุ้นต่างประเทศ #การเงิน #หุ้นพอร์ทระเบิด

10/08/2026

ขอบคุณลูกค้าที่ไว้ใจให้มายดูแลวางแผนประกันนะคะ 🙏🏻❤️

#ประกันชีวิต #ลงทุน #วางแผนการเงิน #มรดก

Address

14 Darling Drive

2000

Telephone

+66802461542

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Money on Mild posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to Money on Mild:

Shortcuts

Share