Business Loan - เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ

Business Loan - เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Business Loan - เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ, ที่ปรึกษาทางการเงิน, 19/38, Bangkok.

เงินเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ธ.ก.ส. โอนเข้าบัญชีรอบที่ 8 แล้ววันนี้เงินเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีชาวนา...
25/03/2024

เงินเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ธ.ก.ส. โอนเข้าบัญชีรอบที่ 8 แล้ววันนี้

เงินเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีชาวนารอบที่ 8 แล้ววันนี้ (20 มี.ค. 67) รวมเป็นเงินกว่า 90 ล้านบาท กว่า 1.5 หมื่นครัวเรือน

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า วันนี้ ธ.ก.ส. ได้โอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเป็นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 เป็นรอบที่ 8 โดยโอนเงินให้แก่เกษตรกรอีกจำนวน 1.5 หมื่นครัวเรือน เป็นเงินกว่า 90 ล้านบาท ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาท เป้าหมายเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 4.68 ล้านครัวเรือน โดย ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงไปแล้ว จำนวน 7 รอบ ได้แก่

รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 28 พ.ย. - 2 ธ.ค.2566
รอบที่ 2 เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2566
รอบที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2566
รอบที่ 4 เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2567
รอบที่ 5 เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2567
รอบที่ 6 เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2567
รอบที่ 7 เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2567

ซึ่งการโอนเงินดังกล่าว สามารถให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้แล้วถึง 4.66 ล้านครัวเรือน เป็นเงินจำนวน 53,228 ล้านบาท

วิธีเช็กสิทธิ เงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ได้ง่ายๆ ดังนี้
เข้าไปที่ https://chongkho.inbaac.com/

กรอก เลขบัตรประจำตัวประชาชน

กด ค้นหา

ระบบจะแจ้งข้อมูลทั้งหมด

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน BAAC Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง จะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่านบริการ BAAC Connect ทาง Line: BAAC Family ด้วย หรือผ่านทาง https://chongkho.inbaac.com

ที่มา https://www.sanook.com/money/921919/

วิธีลงทะเบียนค่าน้ำ-ค่าไฟ รอบใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2567 ทำแบบนี้ลงทะเบียนรับส่วนลดค่าไฟฟ้า-ค่าน้ำประปา บัตรสวัสดิการ...
25/03/2024

วิธีลงทะเบียนค่าน้ำ-ค่าไฟ รอบใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2567 ทำแบบนี้

ลงทะเบียนรับส่วนลดค่าไฟฟ้า-ค่าน้ำประปา บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจนรอบใหม่ 2567 ผ่านเว็บไซต์ และสำนักงาน ทำเองได้ง่ายๆ

ลงทะเบียนรับส่วนลดค่าไฟฟ้า-ค่าน้ำประปา บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจนรอบใหม่ 2567 คลังเผยความคืบหน้าว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์พิจารณาคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 พบมีจำนวนผู้ลงทะเบียนขอรับส่วนลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า ณ วันที่ 1 มีนาคม 2567 มีจำนวน 2.39 ล้านคน

เงื่อนไข ส่วนลดค่าไฟฟ้า เข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ 2567
เป็นการให้สวัสดิการแบบ 1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิต่อ 1 รหัสประจำบ้าน พร้อมทั้งต้องยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย และลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปากับหน่วยงานผู้ให้บริการเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น

การไฟฟ้านครหลวง (MEA)
ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน จะได้รับสิทธิ์ใช้ไฟฟ้าฟรี ตามโครงสร้างค่าไฟฟ้า
ผู้ใช้ไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อเดือน แต่ไม่เกิน 315 บาท จะได้รับสนับสนุนค่าไฟฟ้าวงเงิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ภายใต้มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ผู้มีบัตรฯ
ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าเกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ผู้มีบัตรฯ จะต้องเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
ผู้ได้รับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐฯ ต้องลงทะเบียนกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อขอรับสิทธิ์ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือนต่อสิทธิ์
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะดำเนินการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าตามสถานที่ใช้ไฟฟ้าที่ได้ลงทะเบียนไว้และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด
หากใช้ไฟฟ้าจำนวนเงินเกินกว่า 315 บาทต่อเดือน จะไม่ได้รับสิทธิ์และต้องชำระค่าไฟฟ้าภายในระยะเวลาที่กำหนด
กรณีลงทะเบียนกับการใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ และไม่เป็นนิติบุคคล หากใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน จะได้รับสิทธิ์ค่าไฟฟ้าฟรี 50 หน่วย ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าประจำเดือนพฤษภาคม 2566 เป็นต้นไป
เงื่อนไขรับสิทธิส่วนลดค่าน้ำ เข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ 2567

การประปานครหลวง (กปน.)
ใบแจ้งค่าน้ำประปาที่มีการใช้น้ำประปาประจำเดือนไม่เกิน 315 บาท
หากมีการใช้น้ำประปาไม่เกิน 100 บาท จะได้รับการสนับสนุนวงเงินค่าน้ำประปาตามจำนวนค่าน้ำประปาที่ใช้จริง หากมีการใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท จะได้รับการสนับสนุนวงเงินค่าน้ำประปาจำนวน 100 บาท
หากมีการใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท จะไม่ได้รับการสนับสนุนวงเงินค่าน้ำประปา

การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)
ได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาวงเงินไม่เกิน 100 บาท ต่อครัวเรือนต่อเดือน (ตามจำนวนที่ใช้จริง)
กรณีใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท จะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำประปาในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง
กรณีใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนค่าน้ำประปา
ช่องทางลงทะเบียนค่าไฟฟ้า สำหรับผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
สำนักงาน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือผ่านเว็บไซต์
https://meagate1.mea.or.th/welfareregis เบอร์ติดต่อ 1130
สำนักงาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือผ่านเว็บไซต์
https://welfareregis.pea.co.th เบอร์ติดต่อ 1129
กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (กทร.) หรือผ่านเว็บไซต์
https://walfareregis.sea.co.th เบอร์ติดต่อ 086 848 1284
วิธีลงทะเบียนรับสิทธิลดค่าไฟฟ้า บัตรคนจน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
เข้าเว็บไซต์ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (กทร.)
กรอก ข้อมูลรหัสเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า (เลขมิเตอร์ไฟฟ้า) ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ (เฉพาะหมายเลข 8 หลัก)
กรอก บัญชีแสดงสัญญา (เฉพาะหมายเลข 9 หรือ 10 หลัก)
กรอก ชื่อ-นามสกุล (ระบบจะค้นหาข้อมูลจากรหัสเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า)
กรอก ที่อยู่ (ระบบจะค้นหาข้อมูลจากรหัสเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า)
กรอก หมายเลขบัตรประชาชน ตามที่ระบุในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
เบอร์โทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียน
กรอก E-mail ของผู้ลงทะเบียน
กดปุ่ม ลงทะเบียน

ที่มา https://www.sanook.com/money/921759/

วิธีเช็คสิทธิประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 ด้วยบัตรประชาชนผ่านเว็บไซต์ได้ง่ายๆวิธีเช็กสิทธิประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 ทำได้...
23/03/2024

วิธีเช็คสิทธิประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 ด้วยบัตรประชาชนผ่านเว็บไซต์ได้ง่ายๆ

วิธีเช็กสิทธิประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 ทำได้ไม่ยาก โดยใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักเท่านั้น สำหรับผู้ที่อยากรู้ว่า เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมมีจำนวนเท่าไหร่? หากเราแก่ตัวไปจะ ได้สิทธิประกันสังคมอะไรบ้าง และจะได้เงินชราภาพเท่าไหร่ Sanook Money ขอพาทุกๆ คนมา ตรวจสอบสิทธิประกันสังคม รวมถึงจำนวนเงินที่ถูกหักสมทบไปผ่านทางเว็บไซต์ได้ง่ายๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้

วิธีเช็กสิทธิ ประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 ด้วยบัตรประชาชน
เช็กสิทธิประกันสังคม ขั้นตอนแรกคือ เข้าเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม หรือคลิกที่นี่ www.sso.go.th

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ

กรณีที่ผู้ใช้งานเป็นสมาชิกอยู่แล้ว กรอกรหัสผู้ใช้งาน รหัสผู้ใช้งานเป็นหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก และกรอกรหัสผ่าน และสามารถใช้งานได้ทันที

กรณีที่ผู้ใช้งานยังไม่เคยสมัคร ให้คลิก "สมัครสมาชิก"

ติ๊กที่ช่อง "ฉันยอมรับข้อตกลงในการบริการ" และคลิก "ถัดไป"

กรอกข้อมูลส่วนตัวดังนี้
หมายเลขบัตรประชาชน (13 หลัก)
เบอร์มือถือ
รหัสผ่าน และ ยืนยันรหัสผ่าน
คำนำหน้า ชื่อ และนามสกุล
วันเกิด
อีเมล และคลิก "ถัดไป" ระบบจะส่ง OTP ตามเบอร์ที่เรากรอก เพื่อยืนยันตัวตน

กรอกหมายเลข OTP
ลงทะเบียนเพื่อเข้าเช็กสิทธิประกันสังคมได้ทันที
ข้อมูลสิทธิประกันสังคม มีรายละเอียดดังนี้
ข้อมูลการส่งเงินสมทบ
ยื่นแบบขอเปลี่ยนสถานพยาบาล
ประวัติการเปลี่ยนแปลงสถานพยาบาล
การใช้สิทธิประโยชน์ทดแทน
การคำนวณเงินสงเคราะห์ชราภาพ
ขอเบิกสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร
ขอเบิกสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร
ขอเบิกสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน
ขอเบิกสิทธิประโนชน์กรณีชราภาพ
เลือกบัญชีธนาคารเพื่อรับเงิน
ประวัติการทำรายการ
ระบบทันตกรรม

ที่สำคัญผู้ประกันตน ประกันสังคมมาตรา 39 และ ประกันสังคมมาตรา 40 สามารถตรวจสอบข้อมูลด้านสิทธิประโยชน์ประกันสังคมได้เช่นกัน

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อ โทรสอบถาม รายละเอียดสำนักงานประกันสังคมได้ที่สายด่วน 1506 หรือเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th

ที่มา https://www.sanook.com/money/639999/

3 อาชีพ กู้บ้านผ่านง่าย ได้ดอกเบี้ยพิเศษ 2024รวมกลุ่มอาชีพที่ขอกู้บ้าน-ขอสินเชื่อบ้านจากธนาคารมีโอกาสผ่าน หรือได้รับการอ...
23/03/2024

3 อาชีพ กู้บ้านผ่านง่าย ได้ดอกเบี้ยพิเศษ 2024

รวมกลุ่มอาชีพที่ขอกู้บ้าน-ขอสินเชื่อบ้านจากธนาคารมีโอกาสผ่าน หรือได้รับการอนุมัติง่ายมากที่สุดมีอะไรบ้าง

บ้าน หรือคอนโด ล้วนเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเป็นหลักหลายล้านบาท ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะทำเรื่องยื่นขอกู้สินเชื่อบ้านจากธนาคาร ซึ่งการยื่นขอกู้บ้านจากธนาคารนั้นจะต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดและคุณสมบัติหลายอย่าง ทั้งเรื่องความสามารถในการผ่อนชำระ การตรวจเครดิตบูโรย้อนหลัง รายได้ รายจ่าย และหนี้สิน รวมไปจนถึงอาชีพ ซึ่ง "อาชีพ" นี้จะเป็นตัวสะท้อนถึงความมั่นคงของแหล่งรายได้ ซึ่งธนาคารจะพิจารณาถึงความั่นคงสูงหรือต่ำในการปล่อยกู้บ้านนั่งเอง อยากรู้หรือเปล่าว่า อาชีพไหนที่ขอกู้บ้านและมีโอกาสได้รับการอนุมัติมากที่สุด Sanook Money มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก ddproperty มาฝากกัน

อาชีพพิเศษ (กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ)
เป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวงการแพทย์ เช่น แพทย์, ทันตแพทย์, สัตวแพทย์, เภสัชกร และพยาบาล บางแห่งอาจรวมถึงกลุ่มอาชีพนักกายภาพบำบัด และนักเทคนิคการแพทย์ หรือนักบินพาณิชย์ ไว้ด้วย เนื่องจากกลุ่มนี้มีความมั่นคงสูง และรายได้ค่อนข้างดีถึงดีมาก ธนาคารหลายแห่งจึงมีแพ็คเกจสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย (ถูก) พิเศษเพื่อจูงใจกลุ่มคนอาชีพเหล่านี้

ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
กลุ่มนี้ธนาคารต้องการเพราะหน่วยงานราชการเป็นต้นสังกัดที่มีความมั่นคงสูง โอกาสที่จะถูกปลดจากการเป็นข้าราชการมีค่อนข้างน้อย ทำให้การผ่อนชำระมั่นคงเช่นกัน โอกาสกู้บ้านผ่านจึงมีสูง ที่สำคัญ กลุ่มข้าราชการมักจะได้รับแพ็คเกจสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยพิเศษที่ถูกกว่าอาชีพอื่นจากธนาคารของรัฐ

พนักงานเอกชนที่มีรายได้ประจำ
กลุ่มนี้ธนาคารมองว่ามีความเสี่ยงต่ำในการปล่อยกู้สินเชื่อบ้าน เพราะพนักงานจะไม่มีหนี้สินจากการทำธุรกิจ ทำให้ความเสี่ยงต่ำ และโอกาสได้รับอนุมัติเงินกู้ก็มีสูงเช่นกัน อีกทั้งในบางบริษัทเอกชนมีสัญญาเป็นลูกค้ากลุ่มสวัสดิการด้วย ทำให้พนักงานได้รับดอกเบี้ยดีกว่าลูกค้าทั่วไป และบางองค์กรมีการช่วยจ่ายดอกเบี้ยบางส่วนให้กับพนักงานด้วย

ที่มา https://www.sanook.com/money/921395/

เริ่มวันนี้ยื่นขอ ใบอนุญาต Virtual Bank กลุ่ม “GULF – AIS – KTB” พร้อมมากรอลุ้น OR เข้าร่วมเริ่มแล้วยื่นขอ ใบอนุญาต Virt...
22/03/2024

เริ่มวันนี้ยื่นขอ ใบอนุญาต Virtual Bank กลุ่ม “GULF – AIS – KTB” พร้อมมากรอลุ้น OR เข้าร่วม

เริ่มแล้วยื่นขอ ใบอนุญาต Virtual Bank จากแบงก์ชาติ “สารัชถ์” เผย กลุ่ม “GULF – AIS – KTB” ประกาศความพร้อมชิงใบอนุญาต รอลุ้น “OR” เข้าร่วม ระบุจะเน้นกลุ่มเข้าไม่ถึงสินเชื่อ วงเงิน 3 หมื่นบาทขึ้นไป ไม่เน้นแข่งดอกเบี้ยแต่เน้นนวัตกรรม

20 มีนาคม 2567 เป็นวันแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดยื่นคำขออนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank ไปจนถึง 19 กันยายน 2567

โดย นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ เผยว่ามีความพร้อมที่จะร่วมมือกับบริษัทในกลุ่มคือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส และ ธนาคารกรุงไทย ในการยื่นขอ ใบอนุญาต Virtual Bank ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับสมัครวันนี้

ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรอีก 1 ราย คือ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ซึ่งรอดูความพร้อมของ OR หากทาง OR มีความพร้อมและตัดสินใจเข้าร่วมลงทุนด้วย

คาดว่าสัดส่วนการถือหุ้นจะแบ่งเป็น GULF ADVANC และ KTB จะถือหุ้นรายละ 30% ส่วน OR จะถือหุ้นในสัดส่วน 10% โดยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 5,000 ล้านบาทแบบชำระเต็ม หากไม่เพียงพอสามารถเพิ่มทุนได้

“พันธมิตรทั้ง 3 ราย ได้แก่ GULF AIS และ ธนาคารกรุงไทย มีความพร้อมในการยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank ซึ่งหลักๆมาจากศักยภาพของพันธมิตรที่มาร่วม คือ AIS และธนาคารกรุงไทย ที่มีความพร้อมทั้ง 2 บริษัท ในเรื่องความเข้าใจในธุรกิจดี โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทยที่มีการให้บริการธุรกรรมการเงินต่างๆมาเยอะ มีระบบที่เข้ามารองรับ”

สำหรับแผนธุรกิจของ Virtual Bank นายสารัชถ์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม โดยมีกลยุทธ์หลักในการเข้าถึงฐานลูกค้าของ กรุงไทย และ AIS ซึ่งทั้ง 2 รายมีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก จะมีแนวทางอย่างไรในการสร้างโอกาสให้ Virtual Bank เข้าถึง

แต่มองว่าหลักเกณฑ์ของธปท.ที่มีความเข้มข้นและเข้มงวดในการดำเนินธุรกิจ Virtual Bank ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถมีการพัฒนาบริการและระบบที่เทคโนโลยีมีความปลอดภัย สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการได้

“การมี Virtual Bank จะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบปัจจุบัน เพราะไม่มีหลักประกัน การพิจารณาการให้สินเชื่อจะนำ Data จากการฝากเงิน ความสามารถในการชำระบิลค่าโทรศัพท์ ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ มาพิจารณาเป็นหลัก โดยไม่ต้องมีการวางหลักประกัน วงเงินสินเชื่อไม่สูง หรืออยู่ที่ 30,000-50,000 บาท/ราย และ 100,000-200,000 บาท/ราย เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงเงินทุนในระบบของคนฐานใหญ่ในประเทศไทย”

ส่วนการแข่งขันในธุรกิจ Virtual Bank คงไม่ได้เน้นไปที่ดอกเบี้ย แต่เป็นการแข่งขันเรื่องเทคโนโลยีที่มีความเสถียร สามารถรองรับการให้บริการ 7 วัน 24 ชั่วโมง เหมือนกับการให้บริการซื้อขายคริปโทเคอเรนซี

“ปัจจุบันทุกอย่างอยู่บนมือถือหมดแล้ว อนาคต Virtual Bank ก็อยู่บนมือถือ หรือแม้แต่บริการของ Binance TH ธุรกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันเราอยู่บนมือถือส่วนมาก และมากกว่าคอมพิวเตอร์อย่างมาก เชื่อว่าการขยายตัวของการใช้ระบบดิจิทัลจะมากขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจของบริษัท”

ที่มา https://moneyandbanking.co.th/2024/97757/

SCBX เตรียมเปิดตัวพันธมิตรจากจีน ร่วมขอตั้ง “Virtual Bank”SCBX เผยความคืบหน้าขอตั้ง Virtual Bank ว่า ภายในสัปดาห์นี้จะปร...
22/03/2024

SCBX เตรียมเปิดตัวพันธมิตรจากจีน ร่วมขอตั้ง “Virtual Bank”

SCBX เผยความคืบหน้าขอตั้ง Virtual Bank ว่า ภายในสัปดาห์นี้จะประกาศพันธมิตรเพิ่มเติมอีก 1 รายเป็นบริษัทเทคโนโลยีจากจีน หลังจับมือกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ไปแล้วก่อนหน้านี้

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง ความคืบหน้าในการยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ภายในสัปดาห์นี้จะประกาศพันธมิตร (Partner) เพิ่มเติมอีก 1 ราย ซึ่งเป็นบริษัทเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีจากประเทศจีนในการร่วมยื่นขอใบอนุญาต

อย่างไรก็ดี คงยังไม่สามารถตอบได้ว่ากลุ่มฯจะอยู่ใน 1 หรือ 3 รายแรกที่ได้ใบอนุญาตหรือไม่ แต่เชื่อว่าโมเดลจะต้องความมีสามารถในด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการบริหารความเสี่ยง โดยการเอาข้อมูล (Data) และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ ซึ่งหากเดินในรูปแบบนี้จะสามารถเชื่อมกับพันธมิตรได้อีก และจะทำให้ธุรกิจมีความแข็งแรง และมีต้นทุนที่มึประสิทธิภาพมากขึ้น และสิ่งที่สำคัญคือ ประชาชนก็จะไดรับผลประโยชน์

“ไม่ต้องการเข้ามาแข่งขัน เพราะแต่ละแห่งมีแผนมีจุดแข็ง ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์คือประชาชนที่จะเข้าถึงบริการทางการเงิน สอดรับกับหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ของธปท. ขณะที่มองว่าธุรกิจธนาคารดั้งเดิมมีการทำนาโนไฟแนนซ์ หรือมีธุรกิจพิโกไฟแนนซ์อยู่แล้ว จึงไม่ได้ตื่นเต้นอะไร”

โดยก่อนหน้านี้ SCBX ได้ลงนามความร่วมมือกับ KakaoBank ผู้นำด้านธนาคารดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ไปแล้ว

นอกจากนี้ เอสซีบี เอกซ์ จะเริ่มใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า ไต้ฝุ่น 1.0 ในช่วงกลางปีนี้ เพื่อนำเอไอมาปรับใช้ภายในองค์กร เพราะเชื่อมั่นว่าเอไอกำลังเปลี่ยนโลกอยู่ และมีโครงการพัฒนาทักษะด้านเอไอให้กับพนักงาน 2 หมื่นคน ได้เรียนรู้กับเอไอ มองว่าเป็นโอกาสของพนักงานทุกคน โดยสิ่งที่ยังขาดตอนนี้คือ การนำเอไอมาใช้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องทำตามเป้าหมาย

ที่มา https://moneyandbanking.co.th/2024/97813/

เห็น ภาษี ที่ต้องจ่ายแล้วใจไม่ดี รีบวางแผนตั้งแต่วันนี้ ปีหน้าไม่ต้องกุมขมับช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ของทุกปี เป็นช่วงเวลาขอ...
21/03/2024

เห็น ภาษี ที่ต้องจ่ายแล้วใจไม่ดี รีบวางแผนตั้งแต่วันนี้ ปีหน้าไม่ต้องกุมขมับ

ช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ของทุกปี เป็นช่วงเวลาของการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด. 90/91) ของปีที่ผ่านมา บางคนอาจได้รับเงินภาษีคืนหรือบางคนอาจต้องชำระเพิ่ม ซึ่งตัวเลขภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มอาจทำให้บางคนถึงกับเหงื่อตกกันบ้าง ดังนั้น ภาษี ที่เราจ่ายไปในปีนี้เป็นสิ่งที่ต้องนำมาทบทวนเพื่อใช้ในการวางแผนภาษีในปีปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้นเพื่อที่ยื่นภาษีปีหน้าจะได้ไม่ตกใจเมื่อเห็นภาษีที่ต้องจ่าย

ได้คืนภาษีไม่ได้แปลว่าไม่ได้เสียภาษี
ส่วนใหญ่ยอดภาษีที่เราจ่ายในแต่ละปี คือ ยอดภาษีที่คำนวณได้ เทียบกับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าภาษีที่คำนวณได้ มากกว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็จะต้องชำระเพิ่ม ในทางตรงกันข้าม ภาษีที่คำนวณได้ น้อยกว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็จะได้เงินคืนภาษี ดังนั้นได้เงินคืน ไม่ได้แปลว่า ไม่เสียภาษี แต่ถูกหักไว้มากเกินต่างหาก ยกตัวอย่าง เช่น ภาษีที่คำนวณได้ คือ 8,000 บาท และถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 10,000 บาท ดังนั้น ได้เงินคืน 2,000 บาท กรณีนี้เท่ากับจ่ายภาษี 8,000 บาท

4 ทางเลือกวางแผนภาษีให้ดียิ่งขึ้น
1. เพิ่มอัตราสะสมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น และออมเงินเพื่อเกษียณมากขึ้นด้วย สูงสุด ไม่เกิน 15% ของเงินเดือน และไม่เกิน 500,000 บาท

2. ใช้ประโยชน์จากเงินค่าซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี จะแตกต่างจากข้อ 1 ด้วยการกำหนดสัดส่วนการลงทุนได้เอง และดูเงื่อนไขทางภาษีด้วย เช่น

(1) กองทุน Thai ESG สิทธิซื้อสูงสุดได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาถือครองอย่างน้อย 8 ปี (นับวันชนวัน) ไม่มีขั้นต่ำ และไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง

(2) กองทุน SSF สิทธิซื้อสูงสุดได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ระยะเวลาถือครองอย่างน้อย 10 ปี (นับวันชนวัน) ไม่มีขั้นต่ำ และไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง

(3) กองทุน RMF สิทธิซื้อสูงสุดได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุน SSF RMF ประกันบำนาญ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทด้วย เงื่อนไขในการขาย คือ จะต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี และอายุ 55 ปีบริบูรณ์

3. ใช้ประโยชน์จากการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันบำนาญ โดยใช้การชำระเบี้ยเป็นค่าลดหย่อนโดยมีเงื่อนไขทางภาษี เช่น

(1) ประกันชีวิต ใช้ค่าเบี้ยประกันชีวิต เป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท และต้องมีระยะเวลาของกรมธรรม์ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

(2) ประกันสุขภาพ ใช้ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ เป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

(3) ประกันบำนาญ ใช้ค่าเบี้ยประกันบำนาญ เป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกอง SSF RMF แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

4. เงินบริจาค มีทั้งแบบหักลดหย่อนได้ 2 เท่า และ 1 เท่า ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนอื่นๆแล้ว

3 เทคนิคทำได้จริง
ช่วยลดต้นทุนการลงทุน
จากทางเลือกทั้ง 4 ทาง ที่ช่วยให้ลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น ยังมีเทคนิคที่ช่วยให้ลดหย่อนภาษี อีก 3 วิธีที่ช่วยให้ทำได้จริง และอาจจะช่วยเรื่องต้นทุนในการลงทุนด้วย

1. เทคนิคออมรายเดือน แนวทางแบบ Dollar Cost Averaging ไม่ว่าจะเป็นการออมใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุน Thai ESG, SSF และ RMF ซึ่งได้ประโยชน์จากการกระจายซื้อรายเดือน คือ ต้นทุนที่ได้จากการลงทุนจะอยู่กลางๆ ไม่ถูกสุด แต่ก็ไม่แพงสุด

นอกจากกลุ่มกองทุน ยังมีประกันชีวิต ประกันบำนาญ ที่ชำระเบี้ยเป็นรายเดือนได้เช่นกัน แต่ประโยชน์ที่ได้ คือ เรื่องเงินออมที่สอดคล้องกับรายได้ เหมาะกับผู้มีรายได้ประจำ และต้องการเก็บเงินให้อยู่ในระยะยาว (นานกว่า 1 ปี) หรือถ้ายังเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีไม่ได้ สามารถเลือกออมรายเดือนในกองทุนลดหย่อนภาษีที่มีความเสี่ยงต่ำไปก่อน เช่น K-SF-SSF หรือ KSFRMF ไปก่อน แล้วค่อยหาจังหวะสับเปลี่ยนไปประเภทกองทุนเดียวกันอีกทีก็ได้

2. เทคนิคออมแบบจับจังหวะ ปีละ 1-2 ครั้ง เน้นเงินก้อนอย่าง เงินโบนัส หรือ เงินพิเศษที่ให้เป็นรายปี หรือ รายครึ่งปี ก็เป็นอีกแนวทางที่จะทำให้เก็บเงินอยู่ได้ หรือจะเก็บเงินรายเดือนไว้ในกองทุนพักเงิน อย่าง K-SF-A(A) ไปก่อนแล้วนำเงินก้อนมาจับจังหวะลงทุนกองทุนลดหย่อนภาษีอีกที

3. เทคนิคออมแบบผสม เป็นการนำทั้ง2 เทคนิคแรก มาผสมกัน ก็จะมีหลายคนที่ออมรายเดือนไหวอยู่แล้ว แต่ต้องการใช้เงินก้อนมาช่วยในการจับจังหวะในการลงทุนด้วย ดังนั้น จะแบ่งเงินส่วนนึงมาออมรายเดือน เพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องต้นทุน และใช้เงินก้อนปีละ 1-2 ครั้ง มาช่วยจับจังหวะการลงทุนเพิ่ม

ทำไมต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่ต้นปี
1. เริ่มออมก่อน ครบกำหนดเงื่อนไขภาษีก่อน ไม่ว่าจะเป็นกองทุน Thai ESG, กองทุน SSF จะมีเงื่อนไขการลงทุนอย่างน้อย 8 ปี และ 10 ปี นับวันชนวัน ตามลำดับ ทำให้การออมก่อน จะครบกำหนดเงื่อนไขภาษีก่อน

2. การทยอยออม (เริ่มตั้งแต่วันนี้) มีโอกาสออมได้ง่ายกว่า การออมเป็นก้อน เนื่องจากเป็นการออมจากรายได้รายเดือน ช่วยเรื่องสภาพคล่องในการออมได้

3. การออมก่อน จะมีโอกาสรวยกว่า เนื่องจากมีระยะเวลาในการลงทุน เป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะช่วยทำให้เกิดผลตอบแทนทบต้น และทำให้บรรลุเป้าหมายการเงินได้เร็วกว่า ปัจจัยเงินต้น หรือ ปัจจัยอัตราผลตอบแทน ยกตัวอย่างเช่น ฝาแฝด นายเอ และนายบี อายุเท่ากัน

นายเอ เริ่มต้นออมเดือนละ 10,000 บาท ตั้งแต่อายุ 25 ปี เป็นเวลา 10 ปี จนอายุ 35 ปี และไม่นำเงินออกมาใช้ก่อน ด้วยผลตอบแทนคาดหวัง 8% ต่อปี (ลงทุนกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศธีมรักษ์โลก เช่น K-CHANGE-SSF หรือ KCHANGERMF) เมื่อครบอายุ 55 ปี เงินออมจะเติบโตเป็น 9.01 ล้านบาท (จากเงินต้น 120,000 บาท)

ในขณะนายบี เริ่มต้นออมเดือนละ 20,000 บาท แต่ออมช้า เริ่มออมอายุ 35 ปี เป็นเวลา 10 ปี จนอายุ 45 ปี ด้วยผลตอบแทนคาดหวัง 8% ต่อปี (ลงทุนกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศธีมรักษ์โลก เช่น K-CHANGE-SSF หรือ KCHANGERMF) และไม่นำเงินออกมาใช้เช่นกัน ทำให้เมื่ออายุ 55 ปี เงินออมจะเติบโตเป็น 8.12 ล้านบาท (จากเงินต้น 240,000 บาท)

จะเห็นว่า นายบีออมช้า และออมมากกว่านายเอ 2 เท่า ยังไล่เงินออมที่ออมก่อนแล้วอย่างนายเอไม่ทัน ดังนั้นปัจจัยที่ช่วยในเรื่องการออม คือ ระยะเวลาในการออม

Tip ในการยื่นใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
กรมสรรพากร มีระบบรวบรวมข้อมูลทั้งเงินได้ และค่าลดหย่อน สำหรับผู้มีเงินได้ นั่นคือ ระบบ My Tax Account ซึ่งปัจจุบันในเปิดให้ใช้ข้อมูลในการยื่นภาษีแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลเงินได้ ข้อมูลค่าลดหย่อน ซึ่งมีหลายรายการที่ต้องให้ความยินยอม Consent เปิดเผยข้อมูลให้กรมสรรพากร มีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง สรุปมาให้ดังนี้

1. ค่าลดหย่อนต้องให้ความยินยอมเปิดเผยข้อมูลกับสรรพากร จึงจะใช้สิทธิได้ เช่น กองทุน Thai ESG, กองทุน SSF และกองทุน RMF โดยให้ความยินยอมต่อ บลจ. ที่ลงทุนเพียงครั้งแรก ครั้งเดียว ยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลกองทุนลดหย่อนภาษีในปีนี้ และปีถัดๆไปด้วย

2. ส่วนค่าลดหย่อนกลุ่ม เบี้ยประกัน ดอกเบี้ยบ้าน เงินบริจาค กรณีซื้อครั้งแรก แนะนำให้ยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลกับกรมสรรพากร แปลว่า ข้อมูลในกลุ่มนี้ อาจจะทำให้ระบบ My Tax Account มีข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน

3. ค่าบริจาค ที่เข้าระบบ e-Donation เป็นระบบของกรมสรรพากร ที่พัฒนาเพื่อช่วยให้ผู้บริจาค ไม่ต้องจัดเก็บหลักฐานบริจาค ตรวจสอบได้ตลอด 24 ชม. ในระบบ My Tax Account ในขณะที่หน่วยรับบริจาค ไม่ต้องเตรียมออกใบอนุโมทนาบัตร รวมถึงสำเนา เพื่อส่งต่อให้กรมสรรพากร ทั้งนี้ ค่าบริจาคใดที่เข้าระบบ e-Donation มักมีป้ายประชาสัมพันธ์อยู่ จนบางทีคุณอาจจะลืมไปแล้วว่าบริจาคเงินไว้ที่ใดบ้าง

ดังนั้น ระบบ My Tax Account มีข้อมูลทั้งเงินได้ และค่าลดหย่อน สามารถใช้ประกอบการยื่นภาษีได้ และอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้ตรงกับข้อเท็จจริงก่อนยื่นภาษีกันด้วย

ที่มา: kasikornbank.com
https://moneyandbanking.co.th/2024/97305/

ภาษี ที่เราจ่ายไปในปีนี้เป็นสิ่งที่ต้องนำมาทบทวนเพื่อใช้ในการวางแผนภาษีในปีปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้นเพื่.....

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ กู้ซื้อบ้านได้ไหม? ทำอย่างไรให้กู้ผ่านฉลุยขายของออนไลน์จะกู้ซื้อบ้านได้ไหม? พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ที่ม...
21/03/2024

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ กู้ซื้อบ้านได้ไหม? ทำอย่างไรให้กู้ผ่านฉลุย

ขายของออนไลน์จะกู้ซื้อบ้านได้ไหม? พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ที่มีความฝันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ก็กังวลว่าอาชีพค้าขายออนไลน์ที่เป็นอาชีพอิสระ รายได้ก็อาจเข้ามาไม่สม่ำเสมอ และไม่มีสลิปเงินเดือนเหมือนพนักงานประจำทั่วไปจะสามารถทำเรื่องกู้เงินเพื่อซื้อบ้านได้หรือไม่ มาดูทริคดีๆ ที่จะช่วยให้กู้ซื้อบ้านผ่านกันเลย

เป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ กู้ซื้อบ้านได้หรือไม่?
การเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ธนาคารจะถือว่าเป็นการประกอบอาชีพอิสระโดยสามารถขอสินเชื่อซื้อบ้านได้ หากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด ซึ่งการขอสินเชื่อซื้อบ้านของผู้ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ มีขั้นตอนและการเตรียมตัวที่มากกว่าคนทำงานประจำ เนื่องจากอาชีพอิสระจะมีรายได้ที่อาจไม่สม่ำเสมอหรืออาจมีความไม่ชัดเจนของรายรับ

ดังนั้นขั้นตอนของการยื่นขอสินเชื่อจึงต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ให้ครบถ้วนและละเอียดมากที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคารได้ว่ามีความสามารถและความพร้อมในการผ่อนชำระสินเชื่อบ้านได้ในระยะยาว

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ จะได้วงเงินสินเชื่อเท่าไหร่?
พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อาจมีรายได้ต่อเดือนไม่คงที่ การคำนวณวงเงินสินเชื่อจึงจะใช้การนำรายได้ทั้งปีที่มีการเสียภาษี มาหารด้วย 12 (จำนวนเดือนใน 1 ปี) และจะได้เป็นวงเงินสินเชื่อที่ธนาคารจะสามารถอนุมัติได้ เช่น รายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 5 แสนบาท จะได้เป็น 500,000 / 12 = 41,667 บาท เป็นรายได้เฉลี่ยต่อเดือน และธนาคารให้ภาระในการผ่อนบ้านรวมหนี้สินอื่นๆ ไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน

ดังนั้น จำนวนเงินที่จะผ่อนชำระต่อเดือนได้จะอยู่ที่ประมาณ 16,667 บาทต่อเดือน (คิดจาก 40% ของ 41,667 บาท) หากคิดวงเงินสินเชื่อจากยอดผ่อนชำระสูงสุดต่อเดือน จะได้วงเงินสินเชื่ออยู่ที่ ใช้สูตร (1,000,000 x ยอดผ่อนชำระต่อเดือน) / 7,000 จากตัวอย่าง จะได้วงเงินสินเชื่ออยู่ที่ (1,000,000 x 16,667) / 7,000 = 2,381,000 บาท

อย่างไรก็ตามยอดเงินที่คำนวณจะเป็นตัวเลขโดยประมาณ ซึ่งธนาคารจะมีการพิจารณาวงเงินสินเชื่อ ร่วมกับความสามารถในการผ่อนชำระ และหักลบยอดหนี้สิน และจะได้เป็นวงเงินสินเชื่อตามที่ธนาคารพิจารณาให้ตามแต่ละบุคคล

อยากกู้ซื้อบ้านให้ผ่าน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
1. ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินบัญชี พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไม่ได้มีสลิปเงินเดือนเหมือนกับพนักงานประจำ จึงต้องใช้ข้อมูลเดินบัญชีย้อนหลัง โดยข้อมูลการเงินที่ธนาคารจะใช้ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ จะเป็นรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน ไปจนถึง 1 ปี เพื่อดูรายได้รวมว่ามีความสามารถในการผ่อนสินเชื่อได้ในระยะยาวหรือไม่

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่มีรายรับหลายช่องทาง สามารถรวบรวมบัญชีย้อนหลังจากหลายธนาคารมายื่นพร้อมกันได้ เพื่อใช้การันตีว่ารายได้ที่มาจากการขายของออนไลน์ มีรายได้รวมเพียงพอและมีกำไรจากการขายจริง จะช่วยให้ธนาคารพิจารณาการให้สินเชื่อง่ายขึ้น

2. ข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้าออนไลน์ที่เชื่อถือได้ หนึ่งหลักฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับแม่ค้าออนไลน์ที่อยากขอสินเชื่อซื้อบ้าน นั่นคือ ข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้าออนไลน์ ซึ่งจะมีข้อมูลต่างๆ ดังนี้

ภาพหน้าเว็บไซต์ หรือหน้าเพจขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์
ภาพถ่ายสต๊อกสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ และข้อมูลสถานที่เก็บสินค้า
สำเนาใบสั่งซื้อสินค้าที่นำมาขายบนหน้าร้านค้าออนไลน์
นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้าออนไลน์ ด้วยการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารสามารถพิจารณาการปล่อยสินเชื่อซื้อบ้านได้ง่ายยิ่งขึ้น

3. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) เป็นใบเสร็จที่ออกให้กับลูกค้าเพื่อแสดงว่าได้รับการชำระเงินจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว โดยจะต้องมีข้อมูลเป็น ชื่อ-สกุล ที่อยู่อาศัย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันที่ทำรายการซื้อขาย เลขที่ใบเสร็จรับเงิน รายการสินค้า ยอดเงินที่ชำระ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันถึงที่มาของรายได้ ว่ามาจากการขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์แบบถูกต้อง รวมไปถึงการเซฟสลิปโอนเงินที่ลูกค้าส่งให้รวบรวมเอาไว้ สำหรับใช้เป็นหลักฐานการรับเงินเพิ่มเติม

4. หลักฐานการยื่นภาษี โดยทำการยื่นภาษีทุกปี และเก็บหลักฐานจากการยื่นภาษีเอาไว้ ซึ่งทางธนาคารจะมีการเรียกขอจากผู้ที่ไม่มีสลิปเงินเดือน เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงรายได้ขั้นต่ำในการขอสินเชื่อซื้อบ้าน

5. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นอีกหนึ่งเอกสารที่จะช่วยให้ธนาคารได้เห็นภาพรวมด้านการเงินของร้านค้าออนไลน์ได้ดียิ่งขึ้น โดยให้จัดทำเป็นเอกสารรายรับ-รายจ่าย ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร้านค้าออนไลน์เป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่วันเริ่มต้นขายมาจนถึงช่วงเวลาปัจจุบัน

4 เทคนิคช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์กู้ผ่านง่าย
นอกเหนือจากเอกสารและหลักฐานที่ต้องใช้ยื่นขอสินเชื่อแล้ว ยังมีวิธีการเพิ่มความเชื่อมั่นให้ธนาคารเห็นถึงความพร้อมในด้านการเงิน

1.ออมเงินในบัญชีอย่างสม่ำเสมอ สำหรับรายรับที่เข้ามาจากการการขายของออนไลน์ หากมีการเปิดบัญชีออมทรัพย์ในรูปแบบของการฝากประจำ และแยกรายได้บางส่วนมาเก็บออมอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ธนาคารเห็นว่ามีวินัยทางการเงินที่ดี และเห็นถึงความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อในแต่ละเดือนได้

2.หากมีบัตรเครดิต และมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและชำระคืนได้ตรงเวลาจะทำให้ธนาคารเห็นภาพรวมของพฤติกรรมในการใช้จ่าย รวมถึงสามารถดูวินัยในการชำระคืนบัตรเครดิตด้วย ว่าสามารถชำระได้ตามยอดที่ธนาคารกำหนดเอาไว้ในแต่ละเดือนหรือไม่

3.จัดการหนี้สินเก่าให้เรียบร้อย ในการขอสินเชื่อกับธนาคาร จะมีการพิจารณาไปถึงหนี้สินที่ยังคงค้างชำระอยู่ หากยอดเงินเหล่านั้นยังไม่ถูกจัดการให้เรียบร้อย โอกาสที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อก็มีน้อยลง หรืออาจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อ แต่วงเงินที่ได้รับก็จะลดลงไป อาจทำให้ไม่ครอบคลุมราคาบ้านที่ต้องการซื้อ

4.ใช้วิธีการกู้ร่วม หากเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ แต่ต้องการกู้บ้านให้มีโอกาสผ่านมากขึ้น สามารถทำการขอกู้ร่วมกับคนที่ทำงานประจำได้ โดยอาจเป็นคู่สมรส ญาติพี่น้อง จะช่วยให้ได้รับการอนุมัติที่ง่ายขึ้น และวงเงินสินเชื่อที่ได้รับก็อาจสูงขึ้นด้วย ขึ้นอยู่กับการพิจาณาของธนาคาร

ที่มา: ธนาคารอาคารสงเคราะห์
https://moneyandbanking.co.th/2024/97446/

จ่ายชดเชยค่าภัยแล้งเดือนละ 500 บาทต่อครัวเรือน ล่าสุด กปภ. ตอบแล้วจ่ายเงินเดือนละ 500 บาท เป็นค่าชดเชยภัยแล้งต่อครัวเรือ...
20/03/2024

จ่ายชดเชยค่าภัยแล้งเดือนละ 500 บาทต่อครัวเรือน ล่าสุด กปภ. ตอบแล้ว

จ่ายเงินเดือนละ 500 บาท เป็นค่าชดเชยภัยแล้งต่อครัวเรือน ล่าสุด การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ตอบชัดเจนแล้ว ไม่จริง

ตามที่มีข้อมูลออกมาในเรื่องการประปาส่วนภูมิภาค แจ้งนโยบายช่วยภัยแล้ง ชดเชยหลังคาเรือนละ 500 บาทต่อเดือน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับการประปาส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ

จากกรณีที่มีผู้ได้รับข้อความ SMS แจ้งเรื่องการประปาส่วนภูมิภาค แจ้งนโยบายช่วยภัยแล้ง ชดเชยหลังคาเรือนละ 500 บาทต่อเดือน ทางการประปาส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า เป็นข้อความ SMS ที่ส่งโดยมิจฉาชีพหลอกลวงให้มีการกดลิงก์ปลอมและ กปภ. ไม่มีนโยบายจ่ายค่าชดเชยภัยแล้งแต่อย่างใด

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากการประปาส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.pwa.co.th/ หรือโทร. 0-2551-8000

บทสรุปของเรื่องนี้คือ : กปภ. ไม่มีนโยบายจ่ายค่าชดเชยภัยแล้งแต่อย่างใดและ ข้อความ SMS ดังกล่าวถูกส่งโดยมิจฉาชีพที่หลอกลวงให้มีการกดลิงก์ปลอมและเป็นการหลอกลวง

ที่มา https://www.sanook.com/money/921771/

จับตาจนล้า! เงินดิจิทัล 10,000 บาท รัฐบาลอาจแถลงความคืบหน้าในสัปดาห์หน้าเงินดิจิทัล 10,000 บาท รัฐบาลอาจมีแถลงความคืบหน้...
20/03/2024

จับตาจนล้า! เงินดิจิทัล 10,000 บาท รัฐบาลอาจแถลงความคืบหน้าในสัปดาห์หน้า

เงินดิจิทัล 10,000 บาท รัฐบาลอาจมีแถลงความคืบหน้าในสัปดาห์หน้า แย้มต้องคุยกับหลายฝ่ายก่อน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ว่า ได้มีการพูดคุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังแล้ว และช่วงต้นสัปดาห์หน้า จะมีการรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติม

ส่วนจะมีการแถลงข่าวหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังต้องพูดคุยกับอีกหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

“ได้คุยกับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว และช่วงต้นสัปดาห์หน้าจะพูดให้ฟัง แต่คงต้องมีการพูดคุยกับหลายฝ่ายก่อน โดยเฉพาะกับทางสภาพัฒน์ฯ และธนาคารแห่งประเทศไทย” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ก่อนหน้านี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 67 นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษารายงานความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยให้กรอบเวลาไว้ 30 วัน ซึ่งครบกำหนด 30 วันแล้วเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 67

ที่มา https://www.sanook.com/money/921775/

ยื่นภาษีไปแล้ว แต่ทำไมได้เงินคืนภาษีช้าจัง เพราะอะไรยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ภ.ง.ด.90/91 เรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมถึงไ...
19/03/2024

ยื่นภาษีไปแล้ว แต่ทำไมได้เงินคืนภาษีช้าจัง เพราะอะไร

ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ภ.ง.ด.90/91 เรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมถึงได้รับเงินคืนภาษีช้ากว่าปกติ เพราะอะไร

ผู้ที่มีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ยื่นภาษีและมีสิทธิที่จะได้รับเงินคืนภาษี ต่างตั้งตารอเงินเข้าบัญชีกันใจจดใจจ่อ แน่นอนว่าหลายคนสงสัยว่า เราจะได้รับเงินคืนภาษีภายในกี่วัน ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่มักจะพบกันบ่อยมาก ซึ่งทางกรมสรรพากรได้เคยอธิบายถึงระยะเวลาการได้คืนเงินภาษีว่า

"กรมสรรพากรจะดำเนินการคืนเงินภาษี ภายใน 3 เดือน กรณีมีเอกสารชัดเจนแสดงว่า ได้มีการเสียภาษีไว้เกิน ผิด ซ้ำหรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอคืนเงินภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.90/91 ที่แจ้งความประสงค์ขอคืนเงินภาษี หรือแบบ ค.10"

แต่ในกรณีที่ผู้ยื่นภาษีบางคน กลับได้เงินคืนภาษีไวกว่าคนอื่น สาเหตุนั้นเกิดจากอะไร ข้อมูลจาก itax อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ได้เงินคืนภาษีช้าไว้ 3 กรณี ดังนี้

เตรียมเอกสารไม่เรียบร้อย
หากเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ยื่นภาษีเงินได้ประจำปีไม่ครบถ้วน ก็ทำให้ได้เงินคืนภาษีล่าช้าตามไปด้วย โดยเอกสารที่ต้องเตรียมให้ครบตั้งแต่เนิ่นๆ ได้แก่

หนังสือรับรองเงินเดือน และหักภาษี (ใบทวิ 50)
เอกสารเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี เช่น เอกสารซื้อกองทุน, หนังสือรับรองการจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพ, เอกสารการรับรองบุตร และทะเบียนสมรส เป็นต้น
ใบเสร็จต่างๆ ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามนโยบายของรัฐบาล

Advertisement
ดังนั้น ถ้าเตรียมเอกสารทุกอย่างครบถ้วนตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ยังทำให้สามารถส่งเอกสารได้เร็ว มีโอกาสได้รับเงินคืนภาษีเร็วขึ้นกว่าเดิม

กรมสรรพากรขอเอกสารเพิ่ม แต่เราไม่รู้
บ่อยครั้งที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินคืนภาษีมักจะเข้าใจผิด คือ เมื่อยื่นภาษีตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ก็แค่รอรับเงินคืนภาษีอย่างเดียว คำตอบคือ ไม่จริงเสมอไป เพราะหลายครั้ง เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจะยื่นขอเอกสารเพิ่มเติม แต่เราไม่ได้ตรวจสอบด้วยตนเอง

ดังนั้น เมื่อยื่นภาษีไปแล้ว ก็แนะนำให้เข้าไปตรวจสอบสถานะเงินคืนภาษีเรื่อยๆ เผื่อกรมสรรพากรเรียกดูเอกสารอื่นๆ เพิ่ม เราจะได้ส่งเอกสารเพิ่มเติมได้เร็วขึ้น ลดเวลาการรอเงินคืนภาษีลงอีกทางหนึ่ง

ไม่มีพร้อมเพย์ (PromptPay)
การสมัครพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน มีผลอย่างมากกับการได้เงินคืนภาษี เพราะที่ผ่านมาผู้เสียภาษีทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "กรมสรรพากรคืนเงินภาษีผ่านพร้อมเพย์เร็วกว่า เช็คเงินคืนภาษีจริงๆ" แต่ถ้าไม่มีพร้อมเพย์ก็ต้องรอรับเช็คเงินคืนภาษีบางกรณีอาจต้องรอถึง 45 วันอย่างต่ำเลยทีเดียว

"พร้อมเพย์" ขั้นตอนสมัครง่ายมาก มีแค่ 3 อย่าง ก็ผูกได้ แถมใช้ง่าย โอน-รับ ไวปรื๊ด
สรุป นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำไมบางคนยื่นภาษีไปแล้ว ได้เงินคืนภาษีเร็ว หรือล่าช้า อย่างไรก็ลองตรวจสอบเอกสาร พร้อมเพย์ และหมั่นเช็กข้อมูลในระบบกรมสรรพากรกันดูนะ

ที่มา

สงสัยหรือเปล่า ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปตั้งนานแล้ว แต่ทำไมได้รับเงินคึนภาษีช้ากว่าปกติ เป็นเพราะอะ...

ที่อยู่

19/38
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Business Loan - เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์