18/04/2026
คนไทยป่วย 'พาร์กินสัน' พุ่ง 3 เท่า มากสุดในเอเชีย จำนวนผู้ป่วยเฉลี่ย 1 ใน 400 คน นอนละเมอ-ลำไส้แปรปรวน-ซึมเศร้า สัญญาณเตือนโรค
“โรคพาร์กินสัน” เป็นโรคที่ใกล้ตัวใครหลายๆ คน และในปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคดังกล่าวจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากเดิมพบประมาณ 1 คนในประชากร 1,000 คน แต่ขณะนี้ขยับขึ้นเป็น 1 คน ใน 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี
โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียสะท้อนปรากฏการณ์ "ความเร่งของโรคในระดับประชากร" ซึ่งไม่อาจอธิบายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง
นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสันโรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ โปรตีนจะสะสมจนกลายเป็น "โปรตีนขยะ"
โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจุดเริ่มต้นอาจเกิดขึ้นที่ลำไส้ ก่อนส่งผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่น ๆ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอบ่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาระบบย่อยอาหาร ทั้งที่เป็นสัญญาณระยะเริ่มต้นของโรคได้ รวมถึง ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ PM2.5 การสะสมของไมโครพลาสติก และสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้
“สัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ ซึ่งคนไข้พาร์กินสันประมาณร้อยละ 50 จะมีอาการละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ลำไส้แปรปรวน ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็น "เสียงเตือน" จากสมอง และอาจเกิดขึ้นก่อนอาการ สั่นถึง 10-20 ปี หมายความว่า เมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุดอาจเป็นช่วงที่เซลล์สมองสูญเสียไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60”นพ.สิทธิ กล่าว
นพ.สิทธิ กล่าวต่อว่าประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็น อันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือ อายุของผู้ป่วยที่ลดลง จากเดิมที่มักพบในวัยประมาณ 60 ปี ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ราว 50 ปี และเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มอายุ 40 ปี บางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ สะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงบัญหาของ ผู้สูงอายุหลังเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกระทบประชากรวัยทำงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1228842
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจHealth