Fun Manager

Contact the business

Fun Manager Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from Fun Manager, นักวางแผนทางการเงิน, .
(7)

การลงทุนเป็นเรื่องสนุก แต่ถ้าคุณไม่สนุก มันอาจไม่ใช่ทางของคุณ
เพจนี้ไม่แนะนำการลงทุนนะครับ แต่โพสต์|แชร์ข้อมูลให้คุณไปคิดต่อกันเองนะ
"In finance, being a Finisher is not about how fast you start, but how consistently you stay until the end" วิเคราะห์กองทุนรวม | วางแผนการเงิน | สรุป Live เรื่องลงทุน |
สถิติตัวเลข งานวิจัย | บทความการเงินการลงทุน

ช่องทางติดตาม >> เพจนี้แหละ คุณมาถูกที่แล้ว หรือ
Blockdit >> https://www.blockdit.com/funxmanager
Twitter >> https://www.twitter.com/funxmanager
LinkedIn >>

ปีนี้ใครลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ อาจจะเจ็บปวดหน่อยนะ พันธบัตรโดนเทขาย Bond Yield ขึ้นเอาๆ เมื่อวาน 30Y ยังขึ้น New High...
30/09/2026

ปีนี้ใครลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ อาจจะเจ็บปวดหน่อยนะ พันธบัตรโดนเทขาย Bond Yield ขึ้นเอาๆ เมื่อวาน 30Y ยังขึ้น New High เลย
Cr. Ignacio Ramirez Moreno, CFA

Morning Market Brief — 30 ก.ย. 2026by Fun Manager1. US10Y แตะ 5.293%, 30Y แตะ 5.621% — Long Bond ยังถูกขายแม้ตลาดลด Fed ...
29/09/2026

Morning Market Brief — 30 ก.ย. 2026
by Fun Manager

1. US10Y แตะ 5.293%, 30Y แตะ 5.621% — Long Bond ยังถูกขายแม้ตลาดลด Fed Hike Bets

US10Y ขึ้นแตะ 5.293% สูงสุดตั้งแต่ปี 2007 และ US30Y แตะ 5.621% สูงสุดตั้งแต่ปี 2002 ก่อน Yield ลดจาก High ช่วงท้ายตลาด ขณะที่ 2Y Yield กลับลดลงหลังตลาดลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค. จากเกือบ 70% เหลือประมาณ 51.5% ภาพนี้สำคัญเพราะ Short-end เริ่มตอบสนองต่อ Fed ที่ Dovish ลง แต่ Long-end ยังถูกกดดัน แสดงว่าแรงขายพันธบัตรไม่ได้มาจาก Fed อย่างเดียว แต่เริ่มมีน้ำหนักจาก Term Premium, Fiscal Risk, Treasury/Corporate Bond Supply และความไม่แน่นอนเรื่องเงินเฟ้อระยะยาว มากขึ้น หากลักษณะนี้ดำเนินต่อ Yield Curve จะ Steepen และเป็นแรงกดดันต่อ Mortgage, REITs และ Long-duration Equity แม้ Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค. ก็ตาม

2. Fed Williams บอก “ไม่จำเป็นต้องรีบ” ขึ้นดอกเบี้ย — October Hike Probability ลดเหลือประมาณ 50%

John Williams ประธาน New York Fed ระบุว่า หลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในเดือน ก.ย. สู่ 3.75–4.00% แล้ว Fed มีเวลารอดูข้อมูลก่อนตัดสินใจครั้งต่อไป โดยกล่าวว่า “ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ” อย่างไรก็ตาม Base Case ของ Williams ยังมองว่าอาจเหมาะสมที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งช่วงปลายปี หากเศรษฐกิจเป็นไปตามที่คาด โดยเขามอง Inflation สิ้นปีประมาณ 3.5% และ GDP ปี 2026 โตประมาณ 2.25% ตลาดจึงเปลี่ยนจาก Narrative เดิมที่ว่า October Hike มีโอกาสสูง → October/December ขึ้นอยู่กับข้อมูล และลด Probability ของการขึ้นเดือน ต.ค. จากเกือบ 70% เหลือใกล้ 50%

3. JOLTS ต่ำกว่าคาด — Job Openings ลดเหลือ 7.079 ล้าน แต่ Layoffs ยังต่ำ

US Job Openings เดือน ส.ค. ลดลง 256,000 ตำแหน่ง เหลือ 7.079 ล้าน ต่ำกว่า Consensus 7.225 ล้าน และลดจาก 7.335 ล้านในเดือนก่อน ขณะที่จำนวนตำแหน่งงานว่างต่อผู้ว่างงานลดจาก 1.06 เหลือ 1.01 เท่า อย่างไรก็ตาม Hiring เพิ่มเล็กน้อยเป็น 5.192 ล้าน และ Layoffs ลดลง 61,000 เหลือ 1.641 ล้าน ต่ำสุดในรอบ 17 เดือน ภาพรวมจึงยังไม่ใช่ Labor Recession แต่เป็นภาวะ “Low Hiring – Low Firing” คือบริษัทไม่อยากเพิ่มคนแต่ก็ยังไม่จำเป็นต้องปลดคนจำนวนมาก ซึ่งช่วยลด Wage Pressure แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงว่า Employment Growth จะชะลอต่อ โดยตลาดคาด Payroll วันศุกร์ประมาณ +90k เทียบ +162k เดือนก่อน และ Unemployment Rate 4.1%

4. US Consumer Confidence ร่วงเหลือ 81.9 — ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2014 และต่ำกว่าคาดมาก

Conference Board Consumer Confidence เดือน ก.ย. ลดลง 6.7 จุด จาก 88.6 เหลือ 81.9 ต่ำสุดตั้งแต่เดือน เม.ย. 2014 และแย่กว่า Consensus ที่ประมาณ 89.2 อย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคกังวลทั้งค่าครองชีพ ราคาน้ำมันและอาหาร Mortgage Rate และ Job Market โดยสัดส่วนผู้ตอบว่า “งานหาง่าย” ลดจาก 24.5% เหลือ 23.6% ขณะที่ผู้ที่บอกว่า “งานหายาก” เพิ่มจาก 20.3% เป็น 21.9% ภาพนี้เริ่มสะท้อนความแตกต่างระหว่าง Corporate Economy ที่ยังแข็งจาก AI/Capex กับ Household Economy ที่กำลังถูก Higher Rates + Inflation บีบ หาก Sentiment ที่อ่อนเริ่มส่งผ่านสู่ Consumption จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ Growth ใน Q4

5. Oil ลดลง — Saudi กลับมา Load น้ำมันผ่าน Yanbu หลัง East-West Pipeline Restart

Saudi Arabia กลับมาส่งออกน้ำมันจากท่าเรือ Yanbu บริเวณ Red Sea หลัง Restart East-West Pipeline ที่ถูกปิดจาก Drone Attack วันที่ 11 ก.ย. โดยปัจจุบัน Throughput อยู่ประมาณ 2–2.65 mb/d และ Kpler คาดว่าจะเพิ่มเป็น 3–4 mb/d ในอีกไม่กี่วัน แม้ยังต่ำกว่าระดับก่อนถูกโจมตีประมาณ 5.5 mb/d ก็ตาม มีรายงานพบ Tankers กำลัง Load น้ำมันเกือบ 10 ล้านบาร์เรลบริเวณ Yanbu และ Al Muajjiz การฟื้นของเส้นทางนี้มีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้ Saudi ส่งออกน้ำมันโดยไม่ต้องพึ่ง Strait of Hormuz และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Brent ลดประมาณ 2.6% สู่ $102.59/bbl เมื่อคืน ซึ่งช่วยลด Energy Inflation Risk และทำให้ Fed มีพื้นที่รอดูข้อมูลมากขึ้น

6. Wall Street ปิดลบเล็กน้อย — Bond Yield ยังเป็นตัวกดตลาดหลัก

Dow ลดประมาณ 0.26%, S&P 500 -0.17% และ Nasdaq -0.08% โดยตลาดถูกกดจาก Long-term Treasury Yield ที่ทำจุดสูงใหม่ แต่สามารถฟื้นจาก Low หลัง Williams ส่งสัญญาณว่า Fed ไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยและ Oil ลดลง จุดสำคัญคือ Equity ยังสามารถรับ US10Y >5.2% และ 30Y >5.5% ได้โดยไม่เกิด Selloff รุนแรง แสดงว่า Earnings Expectations โดยเฉพาะ AI ยังช่วยพยุงตลาด แต่ Margin of Safety ลดลงมาก เพราะถ้า Long Yield ยังเพิ่มขึ้นต่อ แม้ Fed Pricing จะลดลง ตลาดจะต้องพึ่ง Earnings Growth มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อชดเชย Multiple Compression

7. เริ่มเห็น “AI Credit Risk” — เงินลงทุน Data Center จำนวนมหาศาลกำลังเจอ Cost of Capital ที่สูงขึ้น

Reuters วิเคราะห์ว่าเริ่มมีรอยร้าวใน Credit Market ที่ใช้ Finance AI Infrastructure โดยโครงการ Hyperion AI Data Center ของ Meta มูลค่าประมาณ $50bn มีโครงสร้าง Financing ผ่าน Vehicle แยก และ Bond ราว $27bn ที่เกี่ยวข้องเริ่มถูกขายจน Yield เพิ่มขึ้น ขณะที่ Hyperscalers และ Tech Companies ใช้ Debt จำนวนมหาศาลในการสร้าง Data Centers โดย AI Infrastructure Spending ปีหน้าอาจแตะระดับประมาณ $1.2tn ประเด็นสำคัญคือ AI Boom กำลังเปลี่ยนจากเรื่อง “Revenue/Earnings Growth” → “Cost of Capital + Return on Invested Capital” เพราะเมื่อ Long Yield สูงกว่า 5% Required Return ของ Data Center Investment จะเพิ่มขึ้น และตลาดจะเริ่มถามว่า AI Revenue สามารถโตเร็วพอชดเชย Capex และ Financing Cost หรือไม่

8. Anthropic IPO สะท้อนอีกด้านของ AI Boom — Revenue โตแรง แต่ต้นทุนมหาศาล

เอกสารสำหรับ IPO ของ Anthropic ที่ Reuters รายงานแสดงภาพสุดขั้วของ AI Investment Cycle คือ Revenue เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่บริษัทมี Operating Loss มากกว่า $8bn และ Net Loss มากกว่า $40bn ในปีที่ผ่านมา ขณะที่กำลังมอง Valuation มากกว่า $2tn ประเด็นนี้มีนัยต่อ AI Theme มากกว่าตัว Anthropic เอง เพราะถ้าบริษัท AI ต้องใช้ Cloud/Compute/Infrastructure จำนวนมหาศาล ขณะที่ Bond Yield และ Cost of Capital สูงขึ้น ตลาดอาจเริ่มให้ความสำคัญกับ Free Cash Flow และ Monetization มากกว่า Revenue Growth เพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจทำให้ Valuation Gap ระหว่าง AI companies ที่สร้าง Cash Flow ได้จริงกับบริษัทที่ยังต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากกว้างขึ้น

9. Gold ยังอยู่ใกล้ Low รอบ 7 สัปดาห์ — Higher Yield ยังชนะ Geopolitical Safe Haven

Gold ทรงตัวบริเวณประมาณ $4,120–4,160/oz หลังวันก่อนร่วงเกือบ 4% โดยเดือน ก.ย. Gold ลดลงประมาณ 7% แม้ความเสี่ยง US–Iran ยังสูง สาเหตุสำคัญคือ Treasury Yield และ Dollar ที่สูงเพิ่ม Opportunity Cost ของการถือทอง ภาพนี้ยืนยันว่าใน Regime ปัจจุบัน Driver ของ Gold เรียงความสำคัญประมาณ Real Yield → Fed Path → Dollar → Geopolitics ดังนั้นหากข้อมูลเงินเฟ้ออ่อนและ Bond Yield ลด Gold อาจได้ประโยชน์มากกว่าการ Escalation ของ Iran ที่ทำให้ Oil และ Yield ขึ้นพร้อมกัน

10. PCE + Payrolls คือสองตัวเลขใหญ่ที่จะตัดสิน Fed และ Bond Market รอบต่อไป

ตลาดกำลังรอ PCE Inflation และ Employment Report โดย Payroll Consensus ล่าสุดอยู่ประมาณ +90k เทียบ +162k เดือนก่อน และ Unemployment Rate คาด 4.1% สิ่งที่ต้องดูไม่ใช่ข้อมูลแต่ละตัวแยกกัน แต่เป็น Combination: หาก Inflation สูง + Payroll แข็ง ตลาดจะกลับไปเพิ่ม October Hike และ Long Yield มีโอกาสทำ New High; หาก Inflation อ่อน + Payroll อ่อน Fed สามารถรอถึง December และ Bond มีโอกาส Relief Rally; แต่ Scenario ที่น่าสนใจที่สุดคือข้อมูลอ่อนจน Fed Pricing ลดลง แต่ 10Y/30Y ไม่ลงตาม เพราะจะเป็นหลักฐานที่ชัดขึ้นว่า Bond Selloff รอบนี้เกิดจาก Fiscal/Supply/Term Premium มากกว่านโยบาย Fed

=====

เมื่อคืนมี Signal ที่ควรจับตาเป็นพิเศษคือ

Fed Hike Expectations ↓ → 2Y ↓
แต่ 10Y/30Y ยัง ↑ → Curve Steepening

นี่ต่างจากช่วงก่อนหน้าที่ Yield ขึ้นเกือบทั้ง Curve เพราะตลาดคาด Fed ขึ้นดอกเบี้ย ตอนนี้ Williams + JOLTS + Consumer Confidence ทำให้ตลาดลด October Hike Bets แต่ Long Bond กลับไม่ได้ Rally ตาม

ถ้าปรากฏการณ์นี้ดำเนินต่อ ผมจะให้น้ำหนักว่า Bond Selloff กำลังเปลี่ยนจาก Fed-driven → Term Premium / Fiscal / Supply-driven มากขึ้น

และนี่สำคัญต่อ Asset Allocation มาก เพราะถ้าปัญหาคือ Fed การหยุดขึ้นดอกเบี้ยสามารถช่วย Bond ได้ แต่ถ้าปัญหาคือ Fiscal Deficit + Treasury Supply + AI Corporate Debt + Term Premium ต่อให้ Fed หยุด Long Yield ก็อาจยังสูงได้

ตลาดกำลังรอ August PCE Inflation ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญมากต่อ Fed หลัง Williams ส่งสัญญาณว่าไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย โดยตลาดจะดูทั้ง Headline PCE, Core PCE และโดยเฉพาะ Core Services ex-Housing / Supercore เพื่อประเมินว่าแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศยังเหนียวหรือไม่ หาก PCE ออกสูงกว่าคาด จะทำให้ตลาดกลับไปเพิ่ม Probability ของ October Hike และเสี่ยงดัน 2Y/10Y ขึ้นอีก แต่ถ้า PCE อ่อนกว่าคาด จะสนับสนุนการรอถึง December มากขึ้น

29/09/2026

A : น้องคับๆ ตอนนี้ที่พี่อยากให้ลดลงมามากๆ เลย
F : Bond Yield สหรัฐ เหรอคับ ขึ้นรัวๆเลย New high ด้วย
A : น้ำท่วมเว้ย ลดซะที

A : พี่คับๆ ผมเห็นพี่ออกทีวี ช่องไทยรัฐด้วยF : Finflu อย่างเราต้อง Thairath Money ใช่ไหมA : ป่าวคับ เห็นไปรับไข่ไก่ ในฐา...
29/09/2026

A : พี่คับๆ ผมเห็นพี่ออกทีวี ช่องไทยรัฐด้วย
F : Finflu อย่างเราต้อง Thairath Money ใช่ไหม
A : ป่าวคับ เห็นไปรับไข่ไก่ ในฐานะผู้ประสบภัยน้ำท่วม

29/09/2026

Market Breadth ใช้จริงแบบพี่แชมป์ PK's Trading Diary และพี่ปอย ทุกคนปอยมีเรื่องมาเล่า
เพราะตลาดที่ดัชนีเท่ากัน คุณภาพมันไม่ได้เท่ากันนะเตงงง 🧑🏻‍🩰

Recap มาจาก Live เมื่อวันพุธที่แล้ว ไปดูย้อนหลังกันได้นะคะ ในช่อง Youtube
เดี๋ยวอิ๊งมาขยายความ พร้อมเล่างานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ให้ๆ


-Market Breadth คืออะไร?

น้องคือเครื่องมือที่ใช้วัด "ไส้ใน" ของตลาดหุ้น ว่าดัชนีที่ปรับตัวขึ้นหรือลงนั้น เกิดจากหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันจริงๆ หรือเกิดจากหุ้นขนาดใหญ่แค่ไม่กี่ตัวเป็นตัวแบก/ฉุดดัชนีเอาไว้

แบบที่เราชอบกล่าวหากันไงว่า ถ้า SET ขึ้น เพราะเดลต้าพาขึ้น ขอไม่ให้ค่า

แต่เอาจริงๆ ช่วงใหญ่ที่ผ่านมาตอน SET ขึ้น เค้าขึ้นเพราะหุ้นกลุ่มอื่นนะคะ ทั้งธนาคาร Energy และ Petro ที่สลับกันมาดัน แต่สุดท้ายก็ยังล้มครืนลงมา
เพราะฉะนั้นคุณๆ อย่าเอาแต่ชี้นิ้วว่า Delta อย่างเดียว

-เทคนิคการใช้ Market Breadth สไตล์พี่แชมป์

Market Breadth อะมีการดูหลายแบบ วันนี้เรามาโฟกัส Recap จาก Live ก่อนนะ

พี่แชมป์จะเน้นดู New High / New Low เป็นหลัก ไม่ใช่การดูแค่หุ้นบวก/ลบ หรือการตัดเส้นค่าเฉลี่ย เพราะมองว่ามีนัยสำคัญมากกว่า

ระยะเวลาที่ใช้ (Timeframe) จะมี 2 แบบ คือ 4 สัปดาห์ (ประมาณ 20 วัน) สำหรับระยะสั้น และ 52 สัปดาห์ (1 ปี) สำหรับภาพยาว

ตรงนี้อิ๊งถามเพิ่มนะ เพราะโดยส่วนตัวมองว่า Timeframe ชีวิตในโลกยุคปัจจุบันมันสั้นลง Timeframe ที่ใช้ในตลาดหุ้นก็ควรสั้นลงด้วยปะ
นอกจากตลาดหุ้นมันจะมี Dynamics แล้ว โลกเราเดี๋ยวนี้เชื่อมต่อกันเร็วมาก
Bloomberg รู้ข่าว กระเป๋าตกค้างที่สนามบินเราก่อนอิ๊งอีก 😩

เราเลยต้องมีการปรับตัวตามสภาวะตลาด เพราะมันไม่ทันกินแล้ว

อีกเหตุผลนึงก็คือ เนื่องจากตลาดหุ้นไทยอยู่ในสภาวะแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) มานาน การเกิดจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 1 ปีจึงยากขึ้น ปัจจุบันจึงหันมาให้น้ำหนักกับระยะ 4 สัปดาห์มากขึ้น

จุดสังเกตสำคัญ (Key Levels) ที่พี่แชมป์มอง

1. 4-Week High/Low
ถ้ายอดพุ่งทะลุระดับ 50% ถือว่ามีนัยสำคัญ (มักเป็นจุด Panic)

2. 52-Week High/Low
ถ้ายอดพุ่งทะลุระดับ 30% ถือว่าเป็นระดับที่สำคัญมาก
การดู Divergence: หากดัชนีทำจุดต่ำสุดใหม่ (New Low) แต่จำนวนหุ้นที่ทำ New Low กลับลดลงไปเกินครึ่ง (เช่น จาก 60% เหลือไม่ถึง 30%) ถือเป็นสัญญาณ Divergence เชิงบวกขนาดใหญ่ที่บอกว่าตลาดอาจจะกำลังกลับตัวหรือจบการลงแล้ว

พี่แชมป์เล่าให้ฟังว่า ปีที่แล้วช่วงเดือนเมษา ตอนตลาดทั้งโลกลงครืนๆ เพราะเรื่อง Tariff ของทรัมป์ พี่แชมป์ใช้อัตราส่วน 52 Week Low ให้การมองว่าตลาดหุ้นไหนลงจน Panic แล้ว --> ตรงนี้ก็คล้ายกับหลักการ Selling Climax คุณก็เอาไปจับร่วมกับหลักการ หรือ อินดี้อื่นเพื่อเล็งหา Reversal ได้ไงงงง


-Applied Market Breadth

1. เลือกเล่นถูกสนาม ถึงล้มก็ล้มในลีคที่สูงกว่า
พี่แชมป์ใช้ Market Breadth ร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันในการหาสภาพแวดล้อมที่น่าเทรด เลือกประเทศในการเทรด

เช่น ดัชนี S&P 500 สอบผ่านเกณฑ์ (ยืนเหนือเส้น 200 วันและหุ้นส่วนใหญ่เกิน 50% เป็นขาขึ้น) จึงน่าโฟกัสมากกว่าตลาดที่สัญญาณยังขัดแย้งกัน

2. ตลาดปัจจุบันเป็น Stock Picker's Market

ปัจจุบันความสัมพันธ์ (Correlation) ของหุ้นรายตัวทั่วโลกต่ำลงมาก (เหลือแค่ราว 0.1-0.2) หมายความว่าดัชนีขึ้นก็ไม่ได้แปลว่าหุ้นทุกตัวจะขึ้นตาม จึงเป็นตลาดที่ต้องอาศัยการเลือกหุ้นเป็นรายตัว (Stock Picking) มากขึ้น จดๆๆ

3. การประเมินการ Breakout

สามารถใช้ดูได้ว่าดัชนีที่ทะลุแนวต้านขึ้นมาเป็นการเบรกจริงหรือหลอก หากดัชนีเบรกขึ้นไปได้แต่จำนวนหุ้นที่ทำ New High ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นการเบรกหลอก (False Breakout) นะ

4. Market Breadth ใช้ยังไงให้ปัง

อันดับแรก คือ ควรใช้กับดัชนีที่มีจำนวนหุ้นสมาชิกเยอะๆ เช่น SET Index (600 ตัว), S&P 500 เพื่อให้เห็นภาพรวมของตลาดจริงๆ
ไม่เหมาะกับการนำไปใช้กับดัชนีที่มีหุ้นน้อยตัว (เช่น SET50, Dow Jones, VN30) หรือใช้ในระดับกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector/Industry) เพราะข้อมูลอาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนและไม่สะท้อนภาพรวมได้ดีพอ แนะนำให้สมาชิกเกิน 100 ตัว

และเลือกใช้กับดัชนีที่เป็น Market Cap Weight ซึ่งก็แทบจะทุกประเทศอะ
ถ้าเป็น Price Weight เราเลี่ยงไปใช้ตัวอื่นดีกว่า

เช่น อยากมองเมกา ไปดู S&P 500 นะ ไม่ใช่ Dow Jones
จะดู ญป ดู TOPIX นะ ไม่ดู Nikkei ปวดหัว

ฝากกดซับ Youtube ไว้นะคะ เดี๋ยวแปะรูปใต้โพส
มามะ อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย 😒

#วัคซีนหุ้น

29/09/2026
29/09/2026

เป็นทั้ง 2 แบบเลย
เวลาอยู่ร้านกาแฟบางแห่งจะเน้นฟังเพลง เพื่อกรองอะไรแบบนี้ แต่ถ้าเลือกได้ขอที่เงียบๆดีกว่า

Morning Market Brief — 29 ก.ย. 2026by Fun Manager1. Global Bond Selloff รุนแรงขึ้น — US Treasury Yield ทำ Multi-decade H...
29/09/2026

Morning Market Brief — 29 ก.ย. 2026
by Fun Manager

1. Global Bond Selloff รุนแรงขึ้น — US Treasury Yield ทำ Multi-decade High ใหม่

ตลาดพันธบัตรถูกขายต่ออย่างหนัก โดย Reuters ระบุว่า Global Bond Slump เร่งตัวขึ้นและ Treasury Yield หลายช่วงอายุขึ้นทำ Multi-decade highs หลังราคาน้ำมันเด้งจากความเสี่ยง US–Iran ประกอบกับตลาดยังปรับขึ้นประมาณการ Fed Funds Rate ในอนาคต จากทั้ง Energy Inflation และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็ง โดย 30Y Treasury ก่อนหน้านี้ขึ้นเหนือ 5.5% ใกล้ระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2004 ขณะที่ Yield มากกว่า 5% กลายเป็นเรื่องปกติในหลายช่วงอายุแล้ว จุดสำคัญคือ Bond Selloff รอบนี้ไม่ได้มี Driver เดียว แต่เป็นการรวมกันของ Oil/Inflation + Fed tightening + Strong Growth + Treasury/Corporate debt supply + Term Premium ทำให้ความเสี่ยงของตลาดเปลี่ยนจาก “10Y จะทะลุ 5% หรือไม่” เป็น “ระดับ 5%+ จะอยู่กับตลาดนานแค่ไหน” ซึ่งกระทบทั้ง Equity Valuation, Mortgage, REITs และ 60/40 Portfolio

2. Oil พุ่งช่วงแรกกว่า $4 ก่อนลดกำไร — Qatar เตรียมเจรจา US–Iran รอบใหม่

Brent พุ่งมากกว่า $4/bbl ในช่วงแรกหลัง Trump ปฏิเสธข้อเสนอของ Iran ที่จะเปิด Strait of Hormuz ก่อนลดกำไรลงเมื่อมีข่าวว่า Qatar จะเป็นตัวกลางเจรจากับ US และ Iran แยกกันในวันจันทร์หรืออังคาร สุดท้าย Brent ปิด +0.9% ที่ $105.28/bbl และ WTI +0.2% ที่ $92.60; ด้าน Physical Supply มีข่าวดีเล็กน้อย โดย Middle East crude exports ฟื้นเป็น 12.8 mb/d สูงสุดตั้งแต่สงครามเริ่มเดือน ก.พ. และ Hormuz flow ฟื้นเป็นประมาณ 7.4 mb/d แต่ยังต่ำกว่าก่อนสงคราม ดังนั้นราคาน้ำมันขณะนี้มีสองแรงสวนกันคือ Diplomatic Risk Premium สูง แต่ Physical Supply กำลังดีขึ้น ซึ่งทำให้ตลาดไวต่อทุก Headline ของการเจรจามาก

3. Wall Street ลง: Nasdaq -0.92%, S&P500 -0.77% — Oil + Yield กด Valuation

S&P 500 ลด 0.77% ปิดราว 7,684, Nasdaq -0.92% และ Dow -0.67% โดยเป็นวันที่แย่ที่สุดของ S&P นับตั้งแต่ 20 ส.ค. แรงกดดันหลักมาจาก Oil และ Treasury Yield ที่ขึ้นพร้อมกัน ทำให้ตลาดกังวลว่า Fed จะต้อง Tighten มากกว่าที่เคยคาด ขณะเดียวกัน AI trade ถูกกดจากข่าว OpenAI หยุด Training โมเดลรุ่นล่าสุดชั่วคราว อย่างไรก็ตาม S&P ยังอยู่เพียงประมาณ 1.5% ต่ำกว่า Record Close เพราะ Earnings Expectations ยังแข็ง นัยสำคัญคือปัญหาหลักตอนนี้ยังไม่ใช่ Earnings Recession แต่เป็น Valuation/Discount-rate problem — ถ้า Yield สูงต่อ หุ้นยังขึ้นได้ แต่ต้องพึ่ง Earnings Growth มากขึ้นเพื่อชดเชย Multiple Compression

4. Gold ร่วงถึง 3.5–4% — ต่ำสุดรอบกว่า 7 สัปดาห์จาก Yield + Dollar + Fed

Gold เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่โดนหนักที่สุดเมื่อคืน โดย Spot Gold ลดประมาณ 3.5% สู่ $4,136.81/oz และระหว่างวันลงถึง $4,110.55 ต่ำสุดตั้งแต่ 5 ส.ค. ขณะที่ US Gold Futures ปิด -3.5% ที่ $4,168.40 ตลาดมองโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือน ธ.ค. สูงถึงประมาณ 94% โดย Oil ที่สูงขึ้นเพิ่ม Inflation Risk ขณะที่ Treasury Yield และ Dollar ที่สูงขึ้นเพิ่ม Opportunity Cost ของทอง สิ่งนี้ยืนยันอีกครั้งว่าใน Regime ปัจจุบัน Real Yield + Fed Path + USD มีอิทธิพลต่อ Gold มากกว่า Geopolitical Safe-haven demand ดังนั้น Iran escalation ไม่ได้แปลว่าทองต้องขึ้น หากผลข้างเคียงของสงครามคือ Yield ขึ้นแรงกว่า

5. Dollar ยืนใกล้ High รอบ 2 เดือน — USD/JPY ~157.4 แม้ญี่ปุ่นเตือนเรื่อง Intervention

Dollar Index อยู่ประมาณ 101.20 ใกล้ระดับสูงสุดรอบ 2 เดือน, EUR/USD อยู่ประมาณ $1.137 และ USD/JPY ประมาณ 157.39 โดยแรงหนุนมาจาก Higher Treasury Yield + Strong US Economy + Fed tightening expectations ขณะเดียวกัน Atsushi Mimura เจ้าหน้าที่ FX ระดับสูงของญี่ปุ่นเตือนว่าตลาดควรให้ความสำคัญกับข้อความที่ “very clear” จาก Tokyo และ Washington เกี่ยวกับ Yen weakness แต่ปัญหาคือ Yield Differential ยังผลัก Dollar/Yen ขึ้น ดังนั้น Verbal Intervention อาจมีผลจำกัดตราบใดที่ US Yield ยังขึ้น สำหรับ EM ภาพ USD แข็ง + US Yield >5% + Oil >$100 ยังคงเป็น Combination ที่ไม่เป็นมิตรต่อ FX และประเทศนำเข้าพลังงาน

6. Nvidia ประกาศ Buyback เพิ่ม $150bn — ใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทเคยทำ

Nvidia เพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืนอีก $150bn ทำให้ Remaining Buyback Capacity เพิ่มเป็นประมาณ $235bn ซึ่งบริษัทคาดว่าจะใช้ถึง Fiscal 2028 และหุ้น Nvidia เพิ่มมากกว่า 2% สวนตลาด โดยบริษัทมี Cash & Equivalents $22.44bn ณ สิ้นไตรมาส ก.ค. ที่น่าสนใจคือ Nvidia ซื้อขายที่ประมาณ 16.5x 12-month Forward Earnings ต่ำสุดตั้งแต่ ม.ค. 2015 เทียบกับค่าเฉลี่ย 15 ปีราว 30x ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังลดความคาดหวัง Growth หลังการแข่งขัน AI chips สูงขึ้น แต่ Buyback ขนาดมหาศาลเป็นสัญญาณว่าบริษัทยังมั่นใจใน Cash Generation และ AI demand ระยะยาว; สำหรับ AI trade จึงเป็น Positive Fundamental Signal แต่ไม่สามารถชดเชย Higher Discount Rate ของตลาดทั้งหมดได้

7. Fed Cook เตือน Oil + AI Demand อาจทำ Inflation Persistent มากขึ้น

Fed Governor Lisa Cook ระบุว่าเธอคาดว่า Inflation Pressure จะยังอยู่ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยมีแรงจากทั้ง Higher Oil Prices และ AI-related demand แม้ยังไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ความเห็นนี้น่าสนใจเพราะ Fed เริ่มมอง AI จากอีกมุมหนึ่ง: AI ไม่ได้เพิ่ม Productivity เพียงอย่างเดียว แต่ Capex/Data Center/Electricity/Equipment demand ขนาดใหญ่สามารถสร้าง Demand Pressure ในเศรษฐกิจได้ด้วย เมื่อรวมกับ Energy Shock จึงเพิ่มความเสี่ยงที่ Inflation จะไม่ลดเร็วตามที่คาด และทำให้ตลาดมีเหตุผลเพิ่มขึ้นในการ Price Higher-for-longer Fed path

8. สัปดาห์นี้ PCE + Payrolls เป็น Macro Test ใหญ่ — ตลาดจับตาว่า Fed ต้องขึ้นอีกมากแค่ไหน

ตลาดเข้าสู่สัปดาห์ข้อมูลสหรัฐฯ ที่หนัก โดยจะมีทั้ง Inflation, GDP, Manufacturing และ September Payrolls ซึ่ง Reuters consensus ล่าสุดคาด Payroll เพิ่มประมาณ 85,000 ตำแหน่ง และ Unemployment Rate คงที่ที่ 4.1% ขณะที่ตลาด Price โอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค. ประมาณ สองในสาม และมี tightening เพิ่มสะสมอีกราว 90 bps ถึงปลายปีหน้า หาก PCE และ Payrolls แข็งพร้อมกันจะสนับสนุน Narrative Strong Growth + Sticky Inflation → More Fed Hikes → Yield Higher แต่ถ้าข้อมูลเริ่มอ่อน โดยเฉพาะ Labor Market จะเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับ Bond Relief Rally

=====

ดูเหมือนเรื่อง Bond sell off ยังเป็นกระแสหลักตัวนึงที่กดดันตลาดอยู่นะ ส่วนเรื่องน้ำมันก็ไม่ลงซะทีเฮ้อ

สัปดาห์นี้รอดู PCE ปรับการคำนวณพรุ่งนี้นะ ตลาดมองลดลง 20bps จากเดิม เหลือราวๆ 3.2% จาก 3.4% นะ

28/09/2026

เฮ้อ เปิด Social มาเครียดกว่าเดิม
เจ็ทสกี เท้าเปล่าลุยน้ำ ภูเก็ต
(พักแปป)

ประเด็นนี้จาก Apollo น่าสนใจนะ เมื่อเงินฝากถูกย้ายไปลงทุนใน Fintech หลายแห่งให้ผลตอบแทนเงินฝากสูงกว่าภาคธนาคารAI ทำให้เง...
28/09/2026

ประเด็นนี้จาก Apollo น่าสนใจนะ เมื่อเงินฝากถูกย้ายไปลงทุนใน Fintech หลายแห่งให้ผลตอบแทนเงินฝากสูงกว่าภาคธนาคาร

AI ทำให้เงินฝากที่เคยนอนนิ่งและราคาถูกสำหรับธนาคาร กลายเป็นเงินที่ “วิ่งหาผลตอบแทน” ได้แทบอัตโนมัติ

Apollo ตั้งโจทย์จากช่องว่างที่ใหญ่มาก โดย checking account ทั่วไปในสหรัฐฯ ให้ดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.07–0.1%

ขณะที่บัญชีผลตอบแทนสูงจำนวนหนึ่งให้ประมาณ 3–5%

ค่าเฉลี่ย savings ของ FDIC เดือน ก.ย. อยู่ที่เพียง 0.37% จึงมีแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์สูงมากที่จะย้ายเงิน หาก AI ลด friction ในการเปรียบเทียบและโอนเงินจนเกือบเป็นศูนย์

สรุปแล้ว เงินฝากย้ายที่ไปบ้าง ธนาคารน่าจะกระทบ แต่ไม่ใช่ Bank Run แค่โดนเฉพาะเงินฝากส่วนหนึ่งที่มีต้นทุนต่ำ

Address


Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Fun Manager posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to Fun Manager:

Shortcuts

Share