19/09/2025
เมื่ออายุไม่ได้บ่งชี้การเป็นโรคร้ายแรงฯ ทำเผื่อไว้ซักนิด อาจจะใช้ยืดชีวิตในอนาคตได้
ด้วยรักและห่วงใย ทำประกันไว้อุ่นใจกันนะคะ
“มะเร็งลำไส้ใหญ่ในวัยหนุ่มสาวไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วนะครับ”
โรคมะเร็งลำไส้ เป็นโรคมะเร็งที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของคนไทย บางปีก็สไลด์แหย่ขาเข้าเส้นชัยเบียดเอาชนะมะเร็งชนิดอื่นจนติด 1 ใน 4 และมีคนเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เยอะไม่เยอะลองคิดดูว่า ปีๆนึงจะมีผู้ป่วยรายใหม่ถึง 10,000 รายและตาย 6,000 รายต่อปี
หลายคนชอบคิดว่ามะเร็งลำไส้เป็นเรื่องไกลตัว และชอบเป็นในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้วเด้อ ตัวเลขผู้ป่วยในกลุ่มคนวัยทำงาน (อายุต่ำกว่า 50 ปี) กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ
ทีนี้ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ส่วนใหญ่มักจะไม่ทันสังเกตว่าเป็นโรคนี้ เพราะมันไม่ได้มีอาการที่ชัดเจน หรือต่อให้มีอาการก็ดันไปคล้ายกับโรคอื่น พอเจอก็หนักแล้ว
ทำไมถึงเป็นมะเร็งได้
ลองจินตนาการว่าลำไส้ใหญ่ของเราคือเมืองที่เต็มไปด้วยบ้านเรือน (เซลล์) บ้านที่สร้างอย่างเป็นระเบียบตาม "คู่มือการก่อสร้าง" หรือที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ (DNA) แต่พอเวลาผ่านไป คู่มือนี้ก็อาจมีข้อผิดพลาดจากการคัดลอก หรือเจอผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ทำให้ยีนกลายพันธุ์ (mutation) แล้วมันก็ไม่ถูกตัดคะแนนสมุดพกผู้รับเหมาเหมือนถนนพระราม2 ซะด้วยสิ
มันผิดพลาดยังไง? ขออธิบายให้เห็นภาพ
ยีน "เบรก" (APC): ปกติยีนตัวนี้จะคอยห้ามไม่ให้เซลล์แบ่งตัวเร็วเกินไป แต่พอยีนนี้เสียหาย ก็เหมือนกับรถที่เบรกแตก ทำให้เซลล์แบ่งตัวอย่างไม่มีการควบคุม และก่อตัวเป็นก้อนเล็กๆ ที่เราเรียกว่า "ติ่งเนื้อ"
ยีน "คันเร่ง" (KRAS): ยีนนี้มีหน้าที่เร่งการเติบโตของเซลล์ พอเกิดการกลายพันธุ์ ก็เหมือนมีคนเหยียบคันเร่งค้างไว้ ทำให้เซลล์ติ่งเนื้อแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว
* ยีน "ตำรวจ" (p53): ยีนนี้คือหน่วยที่คอยตรวจสอบ และซ่อมแซมความเสียหายของดีเอ็นเอ หรือสั่งให้เซลล์ที่ผิดปกติ "ตาย" ไป ถ้ายีนนี้เสีย ระบบป้องกันความปลอดภัยของเมืองก็พัง ทำให้เซลล์ที่ “ผิดปกติ” รอดชีวิตและกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด
กระบวนการที่ติ่งเนื้อน้อยๆ ค่อยๆ กลายพันธุ์และพัฒนาเป็นมะเร็งเต็มขั้นนี้ ใช้เวลาหลายปี แต่ในปัจจุบัน กระบวนการนี้อาจถูกเร่งให้เร็วขึ้นได้จากหลายปัจจัย
ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่า การใช้ชีวิตยุคใหม่มรผลอย่างมาก สาเหตุหลักมาจาก:
อาหาร: การกินอาหารแบบตะวันตก (Western Diet) ที่มีเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปสูง ไขมันสูง น้ำตาลสูง และกากใยน้อย เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ถ้าเรากินเนื้อแดงมากเกินไป ร่างกายจะสร้างสารเคมีที่เป็นพิษต่อดีเอ็นเอในลำไส้โดยตรง นอกจากนี้ อาหารเหล่านี้ยังทำให้สมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ (gut microbiota) เสียไป ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมชั้นดีให้มะเร็งเติบโต
วิถีชีวิต "หยุดนิ่ง": การใช้ชีวิตแบบนั่งนิ่งๆ หรือไม่ออกกำลังกาย ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง ทำให้สารก่อมะเร็งในอุจจาระสัมผัสกับผนังลำไส้นานขึ้น งานวิจัยยังพบความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมนี้กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น อย่านิ่งเกิ๊น ไถฟีดหมอแล็บไปด้วยส่ายก้นไปด้วยจะมากๆ
น้ำหนักเกิน: โรคอ้วน โดยเฉพาะไขมันที่สะสมในช่องท้อง ไม่ใช่แค่ก้อนไขมันธรรมดา แต่ยังเป็นแหล่งสร้างสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเร่งให้กระบวนการเกิดมะเร็งไปเร็วขึ้น
การป้องกันขั้นแรก
กินอาหารดีมีกากใย: เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสีในมื้ออาหารของคุณ กากใยจะทำหน้าที่เหมือนไม้กวาดที่ช่วยกวาดล้างสารพิษออกไปจากลำไส้ให้เร็วขึ้น และยังเป็นอาหารชั้นดีให้แบคทีเรียชนิดดีในลำไส้อีกด้วย
ขยับร่างกายให้มากขึ้น: หาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น และลดการอักเสบในร่างกาย
หยุดทำร้ายร่างกาย: อย่าเผาบ้าน อย่าเอาของเสียไปสาดใส่บ้าน งดสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแหล่งของสารก่อมะเร็งโดยตรง
การป้องกันขั้นที่สอง: อย่ารอให้มีอาการ
ตรวจคัดกรอง: วิธีนี้เป็น "การตัดไฟตั้งแต่ต้นลม" เพราะแพทย์สามารถตรวจพบติ่งเนื้อและตัดมันออกได้ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งได้ งานวิจัยในวารสาร The New England Journal of Medicine ยืนยันว่าการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องสามารถลดโอกาสการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 45 ปี เป็นต้นไป ด้วยวิธีที่ง่ายและสะดวก เช่น การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT Test) หรือการส่องกล้อง
สำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูงเพราะคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้หรือมีอาการน่าสงสัย ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเริ่มการคัดกรองก่อนอายุ 45 ปี
อย่าลืม"เปลี่ยนพฤติกรรม...และไปตรวจคัดกรอง"
ข่าวดีก็คือ มะเร็งลำไส้เป็นโรคที่เราสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเราลงมือทำตั้งแต่วันนี้นะครับ