30/09/2026
1 ตุลาคม 2569 ไม่ใช่แค่เรื่อง “กฎหมายใหม่”
แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้องค์กรกลับมามองเรื่อง “อนาคตของพนักงาน” 💙
พรุ่งนี้มีนัดลูกค้าวางแผนเรื่องนี้
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มจัดเก็บเงินสะสมจากลูกจ้าง และเงินสมทบจากนายจ้างในอัตราฝ่ายละ 0.25% สำหรับสถานประกอบกิจการที่เข้าเงื่อนไข โดยลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามหลักเกณฑ์จะไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนนี้
จึงเป็นช่วงเวลาที่หลายบริษัทต้องตัดสินใจว่า...
เราจะทำเพียงให้ครบตามกฎหมาย
หรือจะใช้โอกาสนี้ “ยกระดับสวัสดิการ” ให้กับพนักงาน?
หนึ่งในทางเลือกคือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund (PVD)
PVD ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการหักเงินเดือนเพื่อออม แต่เป็นระบบที่ช่วยให้พนักงานสร้างเงินก้อนระยะยาว โดยมีทั้ง เงินสะสมของพนักงาน + เงินสมทบจากนายจ้าง + ผลตอบแทนจากการลงทุน
ในมุมขององค์กร PVD จึงสามารถเป็นมากกว่า “กองทุน”
🌱 เป็นเครื่องมือสร้างวินัยการออมให้พนักงาน
🤝 เป็น Employee Benefit ที่จับต้องได้
🫂 ช่วยสร้างความรู้สึกว่า “บริษัทไม่ได้ดูแลเราแค่วันนี้ แต่คิดถึงอนาคตของเราด้วย”
🏢 และสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ดึงดูดและรักษาคนเก่งในระยะยาว
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือการสร้างหลักประกันตามกฎหมาย
ส่วน PVD คืออีกทางเลือกที่องค์กรสามารถออกแบบเพื่อสร้างสวัสดิการระยะยาวให้กับคนของตัวเอง
เพราะองค์กรที่มองไกล
ไม่ได้ถามเพียงว่า “กฎหมายกำหนดให้เราทำอะไร?”
แต่อาจถามเพิ่มอีกคำถามว่า
“ในเมื่อเราต้องเริ่มแล้ว...เราจะทำอย่างไรให้สิ่งนี้เกิดประโยชน์กับพนักงานและองค์กรได้มากขึ้น?”
นี่อาจเป็นเวลาที่ดีสำหรับแต่ละบริษัทในการศึกษาและเปรียบเทียบว่า
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง vs PVD
แบบไหนเหมาะกับโครงสร้าง จำนวนพนักงาน งบประมาณ และเป้าหมายด้าน People & Benefit ขององค์กรที่สุด
ถ้าบริษัทไหนกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่
ทักมาคุยกันได้นะคะ สุยินดีเล่าให้ฟังว่า
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกับ PVD ต่างกันอย่างไร
และมีมุมไหนที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจค่ะ 😊
#กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง #กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ #เงินสะสม #เงินสมทบ