N.R.Group Accounting สำนักงานบัญชีคุณภาพ รับทำบัญชี

N.R.Group Accounting  สำนักงานบัญชีคุณภาพ รับทำบัญชี สำนักงานบัญชีคุณภาพที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า​ รับทำบัญชี​ วางแผนภาษี ปิดงบด้วยระบบดิจิทัล​ ดูแลงานโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

3 สิ่งที่ต้องระวังก่อนยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51)ประมาณการกำไรพลาด โดนปรับ 20% — 3 สิ่งที่ต้องระวังก่อนยื่นภาษีครึ่งปี (ภ...
18/05/2026

3 สิ่งที่ต้องระวังก่อนยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51)

ประมาณการกำไรพลาด โดนปรับ 20% — 3 สิ่งที่ต้องระวังก่อนยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51)
ผ่านพ้นช่วงยื่นงบการเงินประจำปีไปแล้ว ทีม NRAC อยากเตือนเจ้าของธุรกิจว่า ด่านต่อไปที่ต้องเตรียมตัวในเดือนสิงหาคม คือการยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ซึ่งมีจุดที่ SME มักพลาดและโดนเบี้ยปรับบ่อยมากค่ะ

การยื่น ภ.ง.ด.51 คือการ "ประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี" แล้วเสียภาษีล่วงหน้าครึ่งหนึ่ง ซึ่งมี 3 ความเสี่ยงที่ต้องระวังให้ดี:

1. ประมาณการกำไรขาดไปเกิน 25%
หากตอนสิ้นปี กำไรจริงออกมาสูงกว่าที่ประมาณการไว้ตอนครึ่งปีเกิน 25% (โดยไม่มีเหตุอันสมควร) กฎหมายกำหนดให้ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 20% ของภาษีที่จ่ายขาดไปทันที

2. ลืมนำ "ขาดทุนสะสมยกมา" มาหักออก
หากบริษัทมีขาดทุนสะสมยกมาไม่เกิน 5 ปี สามารถนำมาหักออกจากกำไรสุทธิที่ประมาณการได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีครึ่งปีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หลายบริษัทมักลืมจุดนี้ทำให้เสียภาษีล่วงหน้ามากเกินความจำเป็น

3. ไม่ได้ยื่นแบบ เพราะคิดว่าบริษัทขาดทุน
แม้จะคาดการณ์ว่าปีนี้บริษัทจะขาดทุนแน่นอน ก็ "ต้องยื่น" แบบ ภ.ง.ด.51 เพื่อแสดงประมาณการขาดทุนค่ะ หากไม่ยื่น จะมีโทษปรับอาญา 2,000 บาท

สิ่งที่ควรทำในไตรมาสนี้:
1.รีวิวรายได้และค่าใช้จ่ายจริงของช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค. - มิ.ย.)
2.ประเมินแนวโน้มธุรกิจในอีก 6 เดือนหลังให้ใกล้เคียงความจริงที่สุด
3.ปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อคำนวณและวางแผนภาษีครึ่งปีแต่เนิ่นๆ

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการความมั่นใจในการประมาณการกำไร และไม่อยากเสี่ยงโดนเบี้ยปรับย้อนหลัง ทีม NRAC พร้อมช่วยดูแลและวางแผนให้ค่ะ

#ภงด51 #ภาษีครึ่งปี

💰 รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจด VAT ทันทีไหม?หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้องรอสิ้นปีค่อยดูยอด”แต่จริง ๆ แล้ว ถ้ารายได้สะสมเกิน ...
16/05/2026

💰 รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจด VAT ทันทีไหม?

หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้องรอสิ้นปีค่อยดูยอด”
แต่จริง ๆ แล้ว ถ้ารายได้สะสมเกิน 1.8 ล้านบาท ในช่วง 12 เดือนใดก็ตาม
👉 มีหน้าที่ต้องจด VAT ภายใน 30 วัน

สิ่งสำคัญคือ “นับจากยอดขาย” ก่อนหักค่าใช้จ่าย
ไม่ใช่นับจากกำไรหรือเงินเหลือปลายปี

ตัวอย่างง่าย ๆ
ถ้ารายได้สะสมเกินเกณฑ์วันที่ 15 มี.ค.
→ ต้องจด VAT ภายใน 14 เม.ย.

หลายกิจการเริ่มถูกตรวจมากขึ้น เพราะข้อมูลรายได้เชื่อมกับระบบธนาคารและ e-Payment
หากถึงเกณฑ์แล้วไม่จด VAT อาจมีทั้ง
▪️ เบี้ยปรับ
▪️ เงินเพิ่ม
▪️ ภาษีย้อนหลัง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การจด VAT ก็มีข้อดีเช่นกัน
✔️ นำ VAT ซื้อมาหัก VAT ขายได้
✔️ เพิ่มความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า
✔️ เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนมี VAT สูง

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่แน่ใจว่า “รายได้บริษัทถึงเกณฑ์หรือยัง”
ทีม NRAC แนะนำให้เริ่มตรวจยอดขายสะสมย้อนหลัง 12 เดือนตั้งแต่ตอนนี้ จะได้วางแผนทันก่อนโดนเรียกตรวจย้อนหลัง

#ภาษีธุรกิจ #ภาษีมูลค่าเพิ่ม

💎 ภาษีเซียนพระ — เงินหมุนร้อยล้าน ยื่นภาษีอย่างไร?ในวงการพระเครื่อง มีเงินหมุนเวียนมหาศาล — บางคนซื้อขายเป็นหลักล้าน บาง...
13/05/2026

💎 ภาษีเซียนพระ — เงินหมุนร้อยล้าน ยื่นภาษีอย่างไร?

ในวงการพระเครื่อง มีเงินหมุนเวียนมหาศาล — บางคนซื้อขายเป็นหลักล้าน บางคนเป็นหลักร้อยล้าน

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ — เงินก้อนนี้ต้องเสียภาษีไหม? และยื่นอย่างไร?

คำตอบสั้น ๆ คือ ขึ้นอยู่กับว่า "ซื้อมาเพื่อสะสม" หรือ "ซื้อมาเพื่อขายต่อหากำไร"

📌 หลักกฎหมายเข้าใจง่าย ๆ

พระเครื่องในทางกฎหมายคือ "สังหาริมทรัพย์" — ทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายได้ (เหมือนรถยนต์ นาฬิกา เครื่องประดับ)

กฎหมายมีหลัก 2 ข้อที่ต้องเข้าใจคู่กัน:

▪️ มาตรา 40(8) — ถ้าขายเพื่อหากำไร = ต้องเสียภาษี
▪️ มาตรา 42(9) — ถ้าขายของสะสมหรือมรดก = ยกเว้นภาษี

แต่ผู้ที่จะอ้างข้อยกเว้น ต้องพิสูจน์เองว่าเข้าข่าย ไม่ใช่ให้สรรพากรพิสูจน์

🔴 กลุ่ม 1 — นักสะสม (ไม่ต้องเสียภาษี)

ถ้าซื้อพระมาเพื่อสะสมส่วนตัว เก็บไว้บูชา ได้รับเป็นมรดก หรือของขวัญ — แล้วต่อมาขายไป รายได้ส่วนนี้ยกเว้นภาษี

ตัวอย่างที่เข้าข่าย:

▪️ ได้รับเป็นมรดกจากพ่อแม่ ญาติ
▪️ ได้รับเป็นของขวัญ
▪️ ซื้อมาสะสมส่วนตัว ไม่ได้คิดจะขาย
▪️ เก็บเป็นของบูชา ของที่ระลึก

จุดสำคัญ: ต้องมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ตั้งใจซื้อมาเพื่อขาย

🔴 กลุ่ม 2 — เซียนพระ (ต้องเสียภาษี)

ถ้าซื้อมาเพื่อขายต่อหากำไร = ทำธุรกิจ ต้องเสียภาษีเต็มอัตรา

สัญญาณที่บ่งบอกว่าเป็น "อาชีพ" ไม่ใช่ "สะสม":

▪️ ซื้อ-ขายเป็นประจำ ปริมาณสูง
▪️ มีร้านค้า แผง หรือช่องทางขายประจำ
▪️ ลงโฆษณา ตั้งราคา ทำตลาด
▪️ ขายผ่านงานประมูล Facebook LINE เป็นรายได้หลัก
▪️ มีลูกค้าประจำ มีเครือข่ายค้าขาย

⚠️ จุดที่เซียนพระหลายคนเข้าใจผิด

หลายคนคิดว่า "ผมเก็บไว้ก่อนแล้วค่อยขาย" = อยู่ในกลุ่มสะสม

แต่ในมุมสรรพากร ถ้าพฤติกรรมบ่งชี้ว่าหากำไรชัดเจน — เช่น เงินหมุนผ่านบัญชีจำนวนมาก ซื้อมาขายไปในระยะเวลาสั้น มีกำไรซ้ำ ๆ — ก็จะถูกจัดเป็นกลุ่มทำธุรกิจ

ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่า "นักสะสม" ก็ตาม

🔥 ความเสี่ยงในยุคที่ข้อมูลเชื่อมกัน

ปัจจุบันสรรพากรเชื่อมข้อมูลกับธนาคารและหน่วยงานอื่น สัญญาณที่ทำให้ถูกตั้งคำถาม:

1. เงินเข้าบัญชีจำนวนมาก เกินกว่ารายได้ที่ยื่นในแบบภาษี

2. การโอนเงินบ่อย เป็นยอดสูง

3. การโพสต์ขายในโซเชียลที่เปิดต่อสาธารณะ

4. ยอดเงินที่ปรากฏในข่าวหรือคดีความ

เมื่อสรรพากรหยิบขึ้นมาตรวจ ผู้ขายต้องพิสูจน์เองว่า "ไม่ได้ขายเพื่อหากำไร"

✅ ถ้าเป็นเซียนพระและอยากยื่นภาษีให้ถูก

1️⃣ จดทะเบียนการค้าหรือตั้งบริษัท
ทำให้รายได้-รายจ่ายเข้าระบบ หักต้นทุนได้ตามจริง

2️⃣ ยื่นภาษีตามมาตรา 40(8)
เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% หรือหักตามจริงพร้อมเอกสาร

3️⃣ ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านต่อปี
ต้องจด VAT และเรียกเก็บ 7% จากผู้ซื้อ

4️⃣ เก็บหลักฐานทุกธุรกรรม
ใบเสร็จซื้อ ใบเสร็จขาย หลักฐานโอนเงิน

5️⃣ แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีกิจการ
ลดความเสี่ยงที่ทุกการเคลื่อนไหวเงินจะถูกตีความเป็นรายได้

💡 สรุป

เส้นแบ่งสำคัญในวงการเซียนพระ:

▪️ ขายของสะสมจริง ๆ → ยกเว้นภาษี (มาตรา 42(9))
▪️ ซื้อมาขายไปหากำไร → ต้องเสียภาษี (มาตรา 40(8)) + อาจต้องจด VAT

⚠️ ผู้ขายต้องพิสูจน์เอง — ไม่ใช่สรรพากร

ในยุคที่ข้อมูลเชื่อมถึงกันหมด การไม่ยื่นหรือยื่นไม่ตรง มีความเสี่ยงสูงกว่าเดิมมาก

📞 ปรึกษาทีม NRAC ฟรี

ยินดีร่วมวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจซื้อ-ขายของสะสม พระเครื่อง ของเก่า งานศิลปะ

LINE:

📚 อ้างอิง

▪️ ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) และ 42(9)
▪️ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 140
▪️ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525

ขอบคุณข้อมูลวินิจฉัยจาก อาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป — ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

#ภาษีเซียนพระ #พระเครื่อง #ภาษีบุคคลธรรมดา #มาตรา42 #เจ้าของธุรกิจ

📋 บอจ.5 — เอกสารที่ทุกบริษัทต้องยื่นทุกปี━━━━━━━━━━━━━━บอจ.5 = บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารที่บริษัทจำกัดต้องยื่นต่อ...
12/05/2026

📋 บอจ.5 — เอกสารที่ทุกบริษัทต้องยื่นทุกปี

━━━━━━━━━━━━━━

บอจ.5 = บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น

เป็นเอกสารที่บริษัทจำกัดต้องยื่นต่อ DBD ภายใน 14 วัน หลังประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อแจ้งว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ณ วันประชุม

บริษัทปิดงบ 31 ธ.ค. → ประชุมไม่เกิน 30 เม.ย. → ยื่นภายในกลางพ.ค.

━━━━━━━━━━━━━━

📌 ข้อมูลที่ต้องระบุ

▪️ ชื่อ-เลขบัตรประชาชนผู้ถือหุ้นทุกคน
▪️ จำนวนหุ้น เลขที่ใบหุ้น
▪️ สถานะการชำระค่าหุ้น (ชำระเต็มแล้วหรือยัง)
▪️ ที่อยู่ปัจจุบัน

ข้อมูลทุกข้อต้องตรงกับ "สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น" ที่บริษัทเก็บไว้ภายใน

━━━━━━━━━━━━━━

🔴 ผลกระทบถ้าไม่ยื่น

▪️ ค่าปรับตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิด ฯ พ.ศ. 2499 — ทั้งบริษัทและกรรมการ

▪️ ขาดส่งหลายปี อาจถูก DBD จัดเป็นบริษัทร้าง — ทำธุรกรรมกับภาครัฐและออกหนังสือรับรองไม่ได้

▪️ ธนาคารตรวจทุกครั้งที่ขอสินเชื่อ ขาดส่ง = กระทบเครดิต

▪️ ตอนขายบริษัทหรือดึงนักลงทุน บอจ.5 คือเอกสารแรกที่ผู้ซื้อตรวจในขั้น Due Diligence

━━━━━━━━━━━━━━

⚠️ จุดที่พลาดบ่อย แม้ยื่นแล้ว

ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ใช่ "ไม่ยื่น" แต่คือ "ยื่นแล้วข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง"

▪️ โอนหุ้นกันเองแล้ว แต่ บอจ.5 ยังเป็นรายชื่อเดิม
▪️ เพิ่มทุนแล้ว แต่จำนวนหุ้นยังเป็นทุนเก่า
▪️ ผู้ถือหุ้นเสียชีวิต แต่ยังไม่แก้ไขรายชื่อ
▪️ ที่อยู่เปลี่ยน แต่ในระบบ DBD ยังไม่อัปเดต

ปัญหาแบบนี้มักรู้ตัวก็ตอนที่ต้องใช้แล้ว — ตอนกู้ ตอนขาย หรือตอนถูกตรวจ ซึ่งสายเกินกว่าจะแก้ทัน

━━━━━━━━━━━━━━

🔥 บอจ.5 + งบ + ภาษี เชื่อมกัน

หลายเจ้าของธุรกิจมองว่า บอจ.5 เป็นเรื่องแยกจากบัญชีและภาษี — จริง ๆ ทั้ง 3 เชื่อมกัน

▪️ บอจ.5 บอกว่าใครเป็นผู้ถือหุ้น
▪️ งบบอกว่าบริษัทมีทุนเท่าไหร่
▪️ ภาษีคำนวณจากงบ และเชื่อมกับการจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นใน บอจ.5

ถ้า 3 อย่างไม่สอดคล้องกัน เช่น จ่ายปันผลให้คนที่ไม่อยู่ใน บอจ.5 หรือทุนใน บอจ.5 ไม่ตรงกับทุนในงบ → สรรพากรและ DBD จะตั้งคำถามทันที

━━━━━━━━━━━━━━

✅ 3 ขั้นตอน

1️⃣ ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นภายใน 4 เดือนหลังปิดงบ

2️⃣ ยื่น บอจ.5 ภายใน 14 วันหลังประชุม ผ่าน DBD e-Filing

3️⃣ ตรวจข้อมูลให้ตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและงบ — ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระหว่างปี (โอนหุ้น เพิ่มทุน) แก้ในสมุดทะเบียนทันที

━━━━━━━━━━━━━━

💡 สรุป

บอจ.5 ดูเป็นเอกสารธรรมดา แต่จริง ๆ คือ "ประวัติความเป็นเจ้าของบริษัท" ที่ต้องอัปเดตทุกปี

ใช้เวลาจัดให้ถูกต้องไม่เกินครึ่งวัน — แต่ผลคือบริษัทพร้อมใช้ทุกเอกสารเมื่อจำเป็น

━━━━━━━━━━━━━━

📞 ปรึกษาทีม NRAC ฟรี

ยินดีร่วมตรวจ บอจ.5 และเอกสารที่เกี่ยวข้องของบริษัทคุณ

LINE:

━━━━━━━━━━━━━━

\ #บอจ5 #ผู้ถือหุ้น #เจ้าของธุรกิจ

Checklist 5 ข้อ — เตรียมเอกสารปิดงบอย่างไร ให้ภาษีไม่บานปลายปัญหาคลาสสิกที่ทีม NRAC พบทุกปีคือ การตามเอกสารช่วงใกล้ปิดงบ...
11/05/2026

Checklist 5 ข้อ — เตรียมเอกสารปิดงบอย่างไร ให้ภาษีไม่บานปลาย

ปัญหาคลาสสิกที่ทีม NRAC พบทุกปีคือ การตามเอกสารช่วงใกล้ปิดงบ ซึ่งมักทำให้งบเสร็จล่าช้าและอาจเสียโอกาสในการวางแผนภาษี

เพื่อให้การปิดงบปีนี้ราบรื่นและถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีล่าสุด นี่คือ 5 เอกสารสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรเตรียมให้พร้อม:

1. Bank Statement: ครบทั้ง 12 เดือน ของทุกบัญชีในนามบริษัท

2. ใบกำกับภาษี: ทั้งฝั่งซื้อและขาย เรียงลำดับตามเดือนให้ครบถ้วน

3. หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ): เพื่อใช้เครดิตภาษีตอนยื่น ภ.ง.ด.50

4. รายงานสินค้าคงเหลือ: ยอดสต็อกจริง ณ วันสิ้นปี (31 ธ.ค.)

5. เอกสารสัญญาต่างๆ: เช่น สัญญาเช่าอาคาร, สัญญากู้ยืมเงิน

หากเอกสารพร้อม การปิดงบจะรวดเร็วและช่วยให้เห็นตัวเลขกำไรที่แท้จริง เพื่อนำไปวางแผนธุรกิจต่อได้ทันที

#ปิดงบการเงิน #ภาษี

📊 เปิดงบบริษัทมา... 5 สัญญาณที่ระบบ RBA สรรพากรให้คะแนนเสี่ยงสูงสุด━━━━━━━━━━━━━━ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรเปลี่ยน...
09/05/2026

📊 เปิดงบบริษัทมา... 5 สัญญาณที่ระบบ RBA สรรพากรให้คะแนนเสี่ยงสูงสุด

━━━━━━━━━━━━━━

ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรเปลี่ยนวิธีคัดเลือกบริษัทเข้าตรวจ

จากเดิมที่ใช้การสุ่มและดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ มาเป็นระบบที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากงบที่บริษัทยื่นเอง เรียกว่า Risk-Based Approach หรือ RBA

หมายความว่า — ถ้าบริษัทคุณมีคะแนนความเสี่ยงสูง ระบบจะหยิบขึ้นมาตรวจก่อน

ไม่ใช่เรื่องโชคร้าย แต่เป็นการคำนวณ

ทีม NRAC ทำงานกับลูกค้าเจ้าของธุรกิจมาหลากหลายอุตสาหกรรม และพบว่ามี 5 สัญญาณในงบ ที่เมื่อปรากฏพร้อมกัน จะทำให้คะแนนความเสี่ยงพุ่งสูงผิดปกติ

ที่อันตรายกว่าคือ เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า — เรื่องเดียวสามารถลามเป็นการตรวจทั้งงบได้

━━━━━━━━━━━━━━

🔴 สัญญาณที่ 1 — กำไรขั้นต้นติดลบ
ขายต่ำกว่าทุน

กำไรขั้นต้น = รายได้จากการขาย − ต้นทุนขาย

ถ้าตัวเลขนี้ติดลบ แปลว่าบริษัทขายของในราคาต่ำกว่าต้นทุน

ระบบจะถามทันที: "ทำไมยังขายอยู่?"

ในทางบัญชีและภาษี กำไรขั้นต้นติดลบเกิดได้จาก 3 สาเหตุหลัก:

▪️ การตั้งราคาขายผิด
▪️ การปันต้นทุนระหว่างบริษัทในเครือไม่ถูกต้อง
▪️ การตกแต่งตัวเลขรายได้หรือต้นทุน

ถ้าเป็นกรณีที่สอง — ขายให้บริษัทในเครือต่ำกว่าราคาตลาด — เจ้าหน้าที่สามารถปรับราคาให้เท่าราคาตลาดในการคำนวณภาษี

📌 อ้างอิง: ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4)

ส่วนต่างจะถูกบวกกลับเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี

━━━━━━━━━━━━━━

🔴 สัญญาณที่ 2 — ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงผิดปกติ

ระบบจะเทียบสัดส่วนค่าใช้จ่ายของบริษัทคุณกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน

ถ้าสูงผิดปกติ จะถูกตั้งคำถาม

ในทางปฏิบัติ ทีม NRAC พบว่า "ค่าใช้จ่ายผิดปกติ" ที่ถูกจับสังเกตบ่อยที่สุดคือ:

▪️ ค่ารับรองเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

▪️ รายจ่ายส่วนตัวของกรรมการที่ลงในบริษัท เช่น ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทางที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ

▪️ ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีเอกสารหลักฐาน หรือหลักฐานไม่สมบูรณ์

▪️ ค่าที่ปรึกษาหรือค่าบริการระหว่างบริษัทในเครือ ที่ไม่มีงานจริงรองรับ

รายการเหล่านี้ถ้าถูกตรวจ จะถูกบวกกลับเป็น "ค่าใช้จ่ายต้องห้าม" ตามมาตรา 65 ตรี

กำไรสุทธิเพิ่ม → ภาษีเพิ่ม → เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมา

━━━━━━━━━━━━━━

🔴 สัญญาณที่ 3 — ขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายปี

ขาดทุน 1 ปีอธิบายได้ — เศรษฐกิจ คู่แข่ง การลงทุนใหญ่

แต่ขาดทุนต่อเนื่อง 3 ปีขึ้นไป ระบบจะให้น้ำหนักสูงเป็นพิเศษ

เพราะคำถามที่ตามมาคือ — "บริษัทดำเนินกิจการต่อได้ด้วยอะไร?"

ถ้าตอบไม่ได้ จะถูกตั้งคำถามได้ 2 ทาง:

▪️ มีรายได้บางส่วนที่ไม่ปรากฏในงบ เช่น ขายเงินสดไม่ออกใบกำกับภาษี หรือรายได้นอกระบบ

▪️ มีเงินทุนจากที่อื่นเข้ามาหล่อเลี้ยง — ซึ่งวกกลับไปสู่สัญญาณที่ 4

นอกจากเรื่องภาษีแล้ว ขาดทุนสะสมยังกระทบ:

▪️ ความสามารถในการขอสินเชื่อ
▪️ การหาคู่ค้า
▪️ มูลค่าบริษัทถ้าจะขายหรือดึงนักลงทุนในอนาคต

━━━━━━━━━━━━━━

🔴 สัญญาณที่ 4 — ลูกหนี้เงินให้กู้กรรมการ ในบริษัทที่ขาดทุน

3 ข้อแรกแย่อยู่แล้ว — แต่ถ้างบฐานะการเงินยังมี "ลูกหนี้เงินให้กู้กรรมการ" อยู่ในนั้นด้วย ระบบจะจับสังเกตทันที

เพราะคำถามตรรกะง่าย ๆ คือ:

⚠️ บริษัทขายขาดทุน + ค่าใช้จ่ายสูง + ขาดทุนสะสมหลายปี... แต่ยังมีเงินไปปล่อยกู้กรรมการ — เงินมาจากไหน?

นี่คือคำถามที่ระบบ RBA ถูกออกแบบมาให้จับ

และเมื่อมีเงินให้กู้กรรมการในงบแล้ว ยังตามมาด้วยภาระภาษีอีก 3 ชั้น ที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ละเลย:

📍 ชั้นที่ 1 — ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด ตามมาตรา 65 ทวิ (4)

📍 ชั้นที่ 2 — เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% จากดอกเบี้ยรับ ต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 รายเดือน

📍 ชั้นที่ 3 — สัญญากู้ยืมต้องติดอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อยอดเงินกู้ทุก 2,000 บาท สูงสุด 10,000 บาทต่อสัญญา

━━━━━━━━━━━━━━

🔴 สัญญาณที่ 5 — กำไรสะสมค้างนาน ไม่เคยปันผล แต่มีเงินให้กู้กรรมการ
รูปแบบที่ตรงข้ามกับข้อ 4 แต่อันตรายไม่แพ้กัน

ลองนึกภาพบริษัทที่:

▪️ มีกำไรสะสมในงบฐานะการเงินสูง เช่น 30-50 ล้านบาท สะสมมาหลายปี

▪️ ไม่เคยประกาศจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลย

▪️ แต่งบกลับมี "ลูกหนี้เงินให้กู้กรรมการ" ก้อนใหญ่ — และตัวเลขไม่เคยลดลง สะสมขึ้นเรื่อย ๆ ปีต่อปี

คำถามที่เจ้าหน้าที่จะตั้งคือ — "ถ้ากรรมการอยากเอาเงินจากบริษัทไปใช้ ทำไมไม่ประกาศปันผล?"

เพราะถ้าประกาศเงินปันผล กรรมการในฐานะผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผล 10% ตามมาตรา 50(2)(จ)

แต่ถ้าใช้วิธี "กู้" แทน — เงินสดออกจากบริษัทเหมือนกัน กรรมการได้ใช้เงินจริง แต่ไม่ต้องเสีย 10% นั้น

📌 จุดสังเกตที่ทำให้รูปแบบนี้ "ชัด":

▪️ ยอดเงินกู้กรรมการไม่เคยลด ปีต่อปี — สะสมขึ้นเรื่อย ๆ ตลอด 5-10 ปี
▪️ ไม่มีการคืนเงินจริงในเส้นทางการเงิน
▪️ ไม่มีสัญญากู้ที่ระบุงวดและกำหนดชำระคืน
▪️ บริษัทมีเงินสดเพียงพอที่จะปันผล แต่ไม่เคยทำ

ถ้าครบ 3-4 จุดนี้ → เจ้าหน้าที่จะมองว่าเงินกู้นี้อาจไม่ใช่เงินกู้ที่แท้จริง

━━━━━━━━━━━━━━

⚡ จุดที่อันตรายที่สุด: กลไก "ประเด็นขยายผล"

นี่คือส่วนที่ทีม NRAC อยากเน้นมากที่สุด — และเป็นส่วนที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่เคยคิดถึง

ในทางกฎหมายภาษีไทย ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะเรื่อง "เงินปันผลแฝง" ที่ชัดเจนเหมือนในต่างประเทศ

แต่เจ้าหน้าที่สามารถตั้งประเด็นประเมินภาษีได้ โดยพิจารณาจากเนื้อหาของรายการมากกว่ารูปแบบที่เขียนไว้ในเอกสาร

จุดสำคัญคือ — "ตั้งประเด็น" ไม่เท่ากับ "ผิดแน่นอน"

บริษัทมีสิทธิ์ชี้แจง อุทธรณ์ และในหลายกรณีก็ต่อสู้คดีได้

━━━━━━━━━━━━━━

⏳ แต่ "การต่อสู้" เองก็คือต้นทุน

▪️ กระบวนการอุทธรณ์ผ่านคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ใช้เวลา 1-3 ปี

▪️ ถ้าอุทธรณ์ไม่สำเร็จ ต้องฟ้องศาลภาษีอากรกลาง — อีก 2-5 ปี

▪️ ระหว่างนั้นต้องวางเงินประกันเท่ากับภาษีที่ถูกประเมิน หรือยอมให้คิดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน

▪️ ค่าทนายความและค่าที่ปรึกษาภาษีในคดีระดับนี้ เริ่มต้นที่หลักล้านบาท

━━━━━━━━━━━━━━

🔥 และที่อันตรายกว่าคือ — ประเด็นเดียวลามต่อทั้งโครงสร้าง

เมื่อสรรพากรหยิบประเด็นใดประเด็นหนึ่งขึ้นมาตั้ง จะลามต่อไปยัง:

1. การตรวจเงินกู้กรรมการย้อนหลัง 5 ปี ทุกครั้งที่มีการเบิก

2. การตรวจภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ที่อาจขาดส่งในแต่ละปี

3. การประเมินกรรมการเป็นรายบุคคล — ถ้าตีความเป็นเงินปันผล กรรมการก็มีรายได้เงินปันผลที่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาด้วย

4. การขยายไปตรวจรายการระหว่างบริษัทในกลุ่ม เช่น ค่าเช่า ค่าบริการ ค่าที่ปรึกษา ระหว่างกัน

5. การตรวจค่าใช้จ่ายต้องห้ามในงบเดียวกัน — กลับไปสู่สัญญาณที่ 2

จากเรื่องเดียว กลายเป็นการตรวจทั้งโครงสร้างกลุ่มบริษัท

นี่คือต้นทุนที่เจ้าของธุรกิจมักประเมินต่ำ

━━━━━━━━━━━━━━

📊 ทั้ง 5 ข้อรวมกัน = ระบบจัดอันดับเสี่ยงสูงสุด

จุดที่ทีม NRAC อยากให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจคือ — สัญญาณเหล่านี้แต่ละข้อแยกกันก็เป็นปัญหา

แต่เมื่อปรากฏพร้อมกันในงบเดียวกัน มันไม่ใช่ความบังเอิญในสายตาระบบ — มันคือรูปแบบที่ระบบจดจำได้

และที่น่าสนใจคือ — ข้อ 4 และข้อ 5 ดูตรงข้ามกัน (ขาดทุน กับ กำไรเยอะ) แต่ทั้งคู่กลับนำไปสู่คำถามเดียวกัน:

⚠️ "เงินกู้กรรมการในงบนี้ของจริงหรือไม่?"

ที่อันตรายกว่าตัวเลขภาษีย้อนหลัง คือกลไกขยายผล — เริ่มจากประเด็นเดียว ลามไปสู่การตรวจ 5 ปีย้อนหลัง การประเมินกรรมการรายบุคคล และการขยายเข้าสู่บริษัทในเครือ

ในมุมเจ้าของธุรกิจ — แม้ในทางกฎหมายอาจชนะคดีในที่สุด แต่ต้นทุนของการต่อสู้ตลอด 3-7 ปี (เงินวางประกัน + ค่าทนาย + เวลาผู้บริหาร + ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือกับธนาคาร) มีนัยสำคัญพอที่จะกระทบสภาพคล่องและการลงทุนของกิจการตลอดช่วงคดี

━━━━━━━━━━━━━━

✅ 6 ขั้นตอนที่เจ้าของธุรกิจควรทำ ก่อนปิดงบปี 2569

1️⃣ ตรวจ 5 สัญญาณในงบของตัวเอง
ถ้ามี 2 ข้อขึ้นไป ควรเตรียมเอกสารสนับสนุนทันที ก่อนที่ "ประเด็นเดียว" จะกลายเป็นจุดเริ่มของการตรวจทั้งโครงสร้าง

2️⃣ จัดทำสัญญาเงินกู้กรรมการให้ครบ
มีสัญญา + ติดอากรแสตมป์ + คิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด + ยื่น ภ.ธ.40 รายเดือน + มีเส้นทางคืนเงินจริง

3️⃣ ทบทวนนโยบายเงินปันผล
ถ้ามีกำไรสะสมก้อนใหญ่และมีเงินกู้กรรมการพร้อมกัน ควรพิจารณาประกาศปันผลและจัดโครงสร้างให้ถูกต้อง ก่อนกลายเป็นประเด็นข้อพิพาท

4️⃣ แยกรายจ่ายส่วนตัวออกจากบริษัทให้ชัด
ทบทวนค่าใช้จ่ายปี 2568 และจัดประเภทใหม่ก่อนปิดงบ

5️⃣ เก็บหลักฐานเหตุผลทางธุรกิจของขาดทุน
แผนธุรกิจ การลงทุน หรือเหตุการณ์เฉพาะที่อธิบายได้จากเนื้องานจริง

6️⃣ ปรึกษาที่ปรึกษาบัญชีก่อนปิดงบ
ไม่ใช่หลังจากที่สรรพากรหยิบงบขึ้นมาตรวจแล้ว

━━━━━━━━━━━━━━

💡 สรุปจากทีม NRAC

ระบบ RBA ของกรมสรรพากรไม่ใช่เรื่องในอนาคต — มันทำงานอยู่แล้ววันนี้

และข้อมูลที่ใช้ประมวลผลคือสิ่งที่บริษัทยื่นเองทุกปี

สำหรับเจ้าของธุรกิจ ข่าวดีคือ — เพราะระบบใช้ข้อมูลจากงบ ดังนั้นถ้าจัดงบให้ถูกต้อง มีหลักฐานครบ และเตรียมคำตอบทั้ง "เงินมาจากไหน?" และ "ทำไมไม่ปันผล?" ไว้ก่อน ก็จะลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ

⚠️ ที่อันตรายไม่ใช่แค่เรื่องภาษีย้อนหลัง — แต่คือกลไกขยายผลที่ลามจากเรื่องเดียวไปสู่การตรวจทั้งโครงสร้างกลุ่มบริษัท ตลอดระยะเวลา 5-7 ปี

━━━━━━━━━━━━━━

📞 ปรึกษาทีม NRAC ฟรี

ทีม NRAC ยินดีช่วยตรวจ 5 สัญญาณนี้ในงบบริษัทคุณก่อนปิดงบปี 2569

LINE:

━━━━━━━━━━━━━━

📚 อ้างอิงทางกฎหมาย

▪️ ประมวลรัษฎากร มาตรา 50(2)(จ), 65 ทวิ (4), 65 ตรี, 91/2 (5)
▪️ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 5
▪️ TFRS for NPAEs (ฉบับปรับปรุง 2565)

บทความนี้เป็นการให้ความรู้ทั่วไป — แต่ละกรณีมีรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

━━━━━━━━━━━━━━

#สรรพากร #เงินให้กู้กรรมการ #ประเด็นขยายผล #ค่าใช้จ่ายต้องห้าม #ปันผล #บัญชีและภาษี #เจ้าของธุรกิจ

👉 Timeline การยื่นงบการเงินปี 2568สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ช่วงต้นปีถึงกลางปี คือช่วงสำคัญของการ “ปิดงบและยื่นเอกสาร” หาก...
07/05/2026

👉 Timeline การยื่นงบการเงินปี 2568

สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ช่วงต้นปีถึงกลางปี คือช่วงสำคัญของการ “ปิดงบและยื่นเอกสาร” หากพลาดกำหนดเวลา แม้เพียงไม่กี่วัน อาจมีค่าปรับและกระทบความน่าเชื่อถือของบริษัทได้

ทีม NR Group Accounting สรุป 4 Deadline สำคัญของปี 2569 สำหรับการยื่นงบการเงินปี 2568 มาให้เรียบร้อยแล้ว ✅

📌 30 เม.ย. 69
ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น
(ภายใน 4 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี)

📌 14 พ.ค. 69
ยื่น บอจ.5
(ภายใน 14 วันหลังประชุมผู้ถือหุ้น)

📌 2 มิ.ย. 69
ยื่น ภ.ง.ด.50
(ภายใน 150 วันหลังวันสิ้นรอบบัญชี)

▪️กรณียื่นออนไลน์ สามารถยื่นได้ถึง 8 มิ.ย. 69
*หากตรงวันหยุดราชการ กรมสรรพากรอาจขยายเป็นวันทำการถัดไป

📌 31 พ.ค. 69
ยื่นงบการเงินผ่านระบบ e-Filing
(ภายใน 1 เดือนหลังงบได้รับอนุมัติจากที่ประชุม)

⚠️ ยื่นล่าช้า อาจมีค่าปรับทั้งจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร

ทีม NR Group Accounting แนะนำให้เริ่มเตรียมเอกสารตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้การปิดงบเป็นระบบ ลดความเสี่ยง และยื่นได้ทันตามกำหนด 💼

#ปิดงบการเงิน #ภาษีนิติบุคคล

เปิดงบสิ้นปีมา รายจ่ายใส่ครบทุกบาททุกสตางค์ แต่พอคำนวณภาษี กลับต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลสูงกว่าที่คิดไว้หลายครั้งปัญหาไม่ได้...
05/05/2026

เปิดงบสิ้นปีมา รายจ่ายใส่ครบทุกบาททุกสตางค์ แต่พอคำนวณภาษี กลับต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลสูงกว่าที่คิดไว้

หลายครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินรายจ่าย แต่อยู่ที่ "เอกสาร" ที่ใช้ยืนยันรายจ่ายเหล่านั้น

ทีม NRAC อยากให้เจ้าของกิจการทุกคนรู้ว่า เอกสารทางบัญชีไม่ใช่ทุกใบที่มีค่าเท่ากัน บางใบเอามาลดภาษีมูลค่าเพิ่มได้ บางใบใช้ลดได้แค่ภาษีนิติบุคคล บางใบเก็บไว้สวย ๆ แต่ใช้พิสูจน์อะไรไม่ได้เลย

ตามกฎหมาย เอกสารทางบัญชีแบ่งเป็น 3 ประเภทตามที่มา และน้ำหนักในวันที่สรรพากรเข้าตรวจไม่เท่ากันเลย

ประเภทที่ 1 เอกสารที่ "คนอื่น" ทำส่งมาให้เรา — น้ำหนักสูงสุด
กลุ่มนี้คือเอกสารที่บริษัทอื่นทำขึ้นแล้วส่งมาให้เรา เช่น ใบกำกับภาษีซื้อจากร้านที่เราซื้อของ ใบเสร็จจากซัพพลายเออร์ ใบแจ้งหนี้ และสลิปธนาคาร
ที่มีน้ำหนักสูงสุดเพราะมีคนอื่นเป็น "พยาน" ยืนยันว่ารายการนี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เราเขียนเอง
จุดที่เจ้าของกิจการมักพลาดคือ ใบกำกับภาษีซื้อต้องมีรายการครบ ทั้งชื่อและที่อยู่ของทั้งสองฝ่าย เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก วันที่ และคำว่า "ใบกำกับภาษี" ที่ชัดเจน ขาดอะไรไปแม้แต่อย่างเดียว ใบนั้นใช้ลดภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ทันที และยังเสี่ยงโดนตัดออกจากรายจ่ายตอนคำนวณภาษีนิติบุคคลด้วย
ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ ตรวจทุกใบตอนรับของ ถ้าขาดข้อมูล ขอให้ผู้ขายออกใบใหม่ทันที อย่ารอจนสิ้นเดือน เพราะตอนนั้นบางที่ติดตามยาก

ประเภทที่ 2 เอกสารที่ "เรา" ออกให้คนอื่น — น้ำหนักสูง
กลุ่มนี้คือเอกสารที่กิจการของเราเป็นคนออก เช่น ใบกำกับภาษีขายที่ออกให้ลูกค้า ใบเสร็จที่ออกให้คนซื้อ ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ และหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ออกตอนจ่ายเงินให้ใครก็ตาม
จุดสำคัญคือ กฎหมายกำหนด "รูปแบบ" และ "เวลา" ที่ต้องออก ออกผิดรูปแบบ ออกช้า หรือไม่ออกเลย มีบทลงโทษทั้งหมด
เรื่องที่เจ้าของธุรกิจมักลืมที่สุดคือ ใบที่ออกไปให้คู่ค้าแล้ว ต้องเก็บสำเนาไว้กับตัวเองทุกใบ ไม่ใช่ส่งให้เขาแล้วจบ เพราะวันที่สรรพากรขอตรวจ สำเนาที่อยู่กับเราคือหลักฐานเดียวที่พิสูจน์ว่าเราทำตามกฎหมาย
โดยเฉพาะหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทุกครั้งที่จ่ายเงินให้คู่ค้า ต้องออกในวันที่จ่ายเลย ห้ามออกย้อนหลัง

ประเภทที่ 3 เอกสารที่ใช้ "ภายใน" บริษัทเอง — น้ำหนักต่ำถ้าใช้เดี่ยว
กลุ่มสุดท้ายคือเอกสารที่บริษัททำขึ้นใช้กันเองในออฟฟิศ เช่น ใบสำคัญรับเงิน ใบสำคัญจ่ายเงิน ใบสรุปค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ใบเบิกของจากคลัง
ถ้าใช้เดี่ยว ๆ น้ำหนักต่ำที่สุด เพราะไม่มีคนนอกบริษัทยืนยัน เปรียบเหมือนเขียนรับรองตัวเอง
แต่ทีม NRAC อยากเน้นว่าเอกสารกลุ่มนี้ไม่ใช่เอกสารไร้ค่า ตรงกันข้าม จำเป็นมาก แต่ต้อง "ผูก" ไว้กับเอกสารประเภท 1 หรือ 2 เสมอ เช่น ใบสรุปค่าเสื่อมเครื่องจักร ต้องอ้างอิงกลับไปที่ใบกำกับภาษีตอนซื้อเครื่อง การปรับปรุงประมาณการสิ้นปี ต้องอ้างอิงข้อมูลจริงจากระบบบัญชีและเอกสารต้นทาง
อีกจุดที่ทำให้เอกสารภายในมีน้ำหนักขึ้น คือ มีคนทำ คนอนุมัติ และคนเก็บ แยกกันคนละคน ไม่ใช่คน ๆ เดียวทำทุกอย่าง

4 ข้อที่เจ้าของกิจการใช้ตรวจตัวเองได้วันนี้
หนึ่ง รายจ่ายก้อนใหญ่ทุกก้อน ต้องมีเอกสารประเภท 1 หรือ 2 รองรับ ไม่ใช่แค่ใบสำคัญจ่ายของบริษัทเอง
สอง ใบกำกับภาษีซื้อ ตรวจรายการครบทุกใบก่อนรับ ขาดอะไรขอให้ออกใหม่ทันที
สาม หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกในวันจ่ายเงินเสมอ และเก็บสำเนาทุกใบ
สี่ ถ้ามีรายการเงินก้อนใหญ่ที่มีแค่เอกสารภายในรองรับ นั่นคือรายการเสี่ยง ต้องรีบหาเอกสารจากภายนอกมาเพิ่ม
สิ่งที่ทีม NRAC อยากฝาก
ตัวเลขในงบที่ดูสวย ไม่ใช่หลักประกันว่ากิจการจะปลอดภัยในวันที่สรรพากรเข้าตรวจ เอกสารต่างหากคือสิ่งที่ใช้พิสูจน์ และเอกสารที่ใช้ได้จริง ต้องถูกประเภทตั้งแต่ตอนรับเข้ามา ไม่ใช่ตอนต้องเอาไปยื่น
เจ้าของกิจการที่จัดระบบเอกสารตามน้ำหนักนี้ตั้งแต่วันนี้ จะนอนหลับสบายขึ้นมากในวันที่ถูกตรวจ

ถ้าอ่านจบแล้วยังไม่แน่ใจว่ากิจการตัวเองวางระบบเอกสารถูกหรือยัง ทีม NRAC ยินดีให้ปรึกษาฟรี ก่อนถึงสิ้นรอบบัญชีถัดไป
ทักไลน์ NRAC ปรึกษาฟรี

#ภาษีนิติบุคคล

🔴 เจ้าหนี้กรรมการ — 3 จุดที่สรรพากรชอบตั้งคำถาม🏢 สิ่งที่เจอบ่อยในงบของ SME ไทย — เปิดงบฐานะการเงินมา ในส่วนหนี้สินหมุนเว...
04/05/2026

🔴 เจ้าหนี้กรรมการ — 3 จุดที่สรรพากรชอบตั้งคำถาม

🏢 สิ่งที่เจอบ่อยในงบของ SME ไทย — เปิดงบฐานะการเงินมา ในส่วนหนี้สินหมุนเวียน เจอยอด "เจ้าหนี้กรรมการ" 5 ล้าน 8 ล้าน บางรายขึ้นไปถึงหลักสิบล้าน

💬 ถามต่อว่า
"บริษัทคิดดอกเบี้ยกับกรรมการไหม?"
เกือบทั้งหมดตอบว่า
"ไม่ได้คิด — เงินส่วนตัวที่เอามาช่วยกิจการ"

เป็นคำตอบที่เข้าใจได้ แต่ในมุมสรรพากร เจ้าหนี้กรรมการเป็น 1 ใน hot zone ที่ถูกตั้งคำถามเสมอ ไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยหรือไม่

---

📌 3 จุดที่ SME ต้องเตรียมคำตอบ

1️⃣ จุดที่ 1: สัญญากู้ยืมและอากรแสตมป์

📄 แม้ไม่คิดดอกเบี้ย สัญญากู้ยืมก็ยังต้องติดอากรแสตมป์ ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 5

💰 ฐานคำนวณคือ "เงินต้น" ไม่ใช่ดอกเบี้ย — 1 บาท ต่อ 2,000 บาท สูงสุด 10,000 บาท ต่อสัญญา

🧮 ตัวอย่าง: เงินกู้ 5 ล้าน → อากร 2,500 บาท ต้องชำระภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันออกตราสาร (กรณีชำระเป็นตัวเงิน)

⚠️ ถ้าไม่ติด อาจถูกเรียกอากรเพิ่มสูงสุด 6 เท่า ตามมาตรา 114

---

2️⃣ จุดที่ 2: เอกสารและเส้นทางเงินต้องตรงกัน

📂 จุดที่ทีม NRAC พบ SME พลาดบ่อยที่สุด

เมื่อกรรมการโอนเงินเข้าบริษัท ต้องมีเอกสารครบ — สัญญากู้ยืม slip โอนเงินจากบัญชีกรรมการเข้าบัญชีบริษัท บันทึกบัญชีในวันที่ตรงกัน และมติที่ประชุมกรรมการกรณีจำนวนเงินมีนัยสำคัญ

⚠️ ถ้าหลักฐานไม่ครบ สรรพากรอาจตีความเป็นรายได้ของบริษัท เงินบริจาค หรือรายได้ที่ไม่ทราบที่มา → ประเมินภาษีย้อนหลัง

🔁 ในทางกลับกัน เมื่อบริษัทคืนเงินให้กรรมการ ถ้าไม่มีหลักฐานสัญญา อาจถูกตีความเป็นเงินได้ของกรรมการ → เสียภาษีบุคคลธรรมดา

---

3️⃣ จุดที่ 3: ไม่คิดดอกเบี้ย + ขาดทุนต่อเนื่อง = สรรพากรตรวจลึก

📉 เรื่อง "ไม่คิดดอกเบี้ย" ไม่ใช่ผิดกฎหมายโดยตรง — แต่เป็นข้อสังเกตที่สรรพากรใช้ตั้งคำถามเรื่องต้นทุนเงินทุนของบริษัท

💬 คำถามคือ:
"ถ้าบริษัทต้องไปกู้แบงก์ จะต้องจ่ายดอกเบี้ย 5-7% ต่อปี แล้วทำไมกรรมการให้ยืมฟรี? ความสัมพันธ์นี้สะท้อนอะไร?"

⚠️ คำถามนี้จะหนักขึ้นมากเมื่อรวมกับสัญญาณอื่น ๆ — โดยเฉพาะเมื่อบริษัทมีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายปี ภาพรวมจะตั้งคำถามว่า "บริษัทดำเนินกิจการต่อได้ด้วยอะไร?"

🚨 สำคัญ: จุดนี้เป็นจุดที่สรรพากรคาดว่าจะเจอข้อผิดพลาดในการทำบัญชีมากที่สุด — เป็น entry point ที่สรรพากรเลือกเข้าตรวจ เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงว่าเมื่อขุดต่อ มักเจอปัญหาในการบันทึกรายรับ-รายจ่าย หรือการแสดงตัวเลขในงบที่ไม่สอดคล้องกับธุรกิจจริง

---

🔍 จากจุดนี้ สรรพากรอาจขยายขอบเขตการตรวจไปสู่ 3 มิติ

1️⃣ ที่มาของเงินกรรมการ

👤 รายได้ของกรรมการในแต่ละปี
📑 การยื่น ภ.ง.ด.90
🏦 เส้นทางเงินก่อนเข้าสู่บริษัท

---

2️⃣ ความครบถ้วนของรายรับบริษัท

⚠️ มิติที่อันตรายที่สุด สรรพากรอาจตั้งสมมติฐานว่าบริษัทอาจมีรายได้นอกบัญชี และนำกลับเข้าในรูปของ "เงินกรรมการ"

🧾 ตรวจ invoice
🧾 ใบเสร็จ
🖥️ ระบบ POS
🏦 เทียบกับการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคาร

---

3️⃣ อัตรากำไรเทียบกับอุตสาหกรรม

📊 สรรพากรจะเทียบ "กำไรขั้นต้น" ของบริษัท (รายได้ลบต้นทุนสินค้าหรือบริการ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์) กับธุรกิจประเภทเดียวกัน

⚠️ ถ้าของบริษัทต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง จะเป็นพยานแวดล้อมที่น่าสงสัยว่ารายรับอาจไม่ครบ หรือต้นทุนอาจถูกรายงานสูงเกินจริง

📚 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19, 20 และ 21 เจ้าพนักงานมีอำนาจออกหมายเรียกและประเมินภาษีตามสมควรเมื่อบริษัทพิสูจน์ไม่ได้ และในกรณีร้ายแรง มาตรา 71 (1) ให้อำนาจประเมินภาษีในอัตรา 5% ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย

---

🛡️ วิธีป้องกัน — 3 ระดับ

1️⃣ ระดับที่ 1 — เอกสารพื้นฐาน

📄 จัดทำสัญญากู้ยืมระบุชัดว่าคิดหรือไม่คิดดอกเบี้ย
🏷️ ติดอากรแสตมป์ในฐานเงินต้นภายใน 15 วัน
📝 จัดทำมติที่ประชุมกรรมการเมื่อจำนวนเงินมีนัยสำคัญ

---

2️⃣ ระดับที่ 2 — เส้นทางเงินและบัญชี

🏦 เก็บ slip โอนเงินจากบัญชีกรรมการเข้าบริษัท
💵 หลีกเลี่ยงเงินสด
📘 บันทึกบัญชีให้ตรงกันทั้งวันที่และจำนวน
📂 เมื่อคืนเงินก็จัดทำเอกสารในรูปแบบเดียวกัน

---

3️⃣ ระดับที่ 3 — ภาพรวมงบและความสมเหตุสมผล

📈 ทบทวนอัตรากำไรขั้นต้นเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม
🔎 ตรวจสอบความครบถ้วนของรายรับเทียบกับเส้นทางเงิน
📂 เก็บหลักฐานที่มาของเงินกรรมการให้ชัดเจน

💡 และพิจารณาทางเลือกอื่นถ้าขาดทุนต่อเนื่องจริง เช่น การเพิ่มทุนจดทะเบียน ซึ่งสะท้อนภาพการเงินที่ชัดเจนกว่า

---

📌 สรุป

✅ "เจ้าหนี้กรรมการ" ไม่ใช่เรื่องผิด — เป็นเครื่องมือที่ SME ใช้ได้ตามกฎหมาย

⚠️ แต่เป็นจุดที่สรรพากรตั้งคำถามเสมอ เพราะเป็น entry point ที่มักนำไปสู่การตรวจสอบที่ลึกกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อมาคู่กับขาดทุนต่อเนื่อง — คำถามจะลามจาก "เจ้าหนี้กรรมการ" ไปสู่ "รายรับครบถ้วนหรือไม่"

🏢 ถ้างบล่าสุดของบริษัทมียอดเจ้าหนี้กรรมการสูง และผลประกอบการยังขาดทุน ทีม NRAC พร้อมตรวจสอบและวางแผนจัดการให้ครบ — ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

📚 อ้างอิง:
ป.รัษฎากร ม.19, 20, 21 (อำนาจประเมิน) | ม.71(1) (ประเมิน 5% เมื่อพิสูจน์ไม่ได้) | ม.114 (อากรเพิ่ม 6 เท่า) | บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 5 | ประกาศอธิบดี อากรแสตมป์ ฉบับที่ 37

กู้ธนาคารไม่ผ่าน เพราะ “งบการเงินไม่สวย” แก้อย่างไรให้ธุรกิจไปต่อได้?สำหรับผู้ประกอบการ SME การเข้าถึงแหล่งเงินทุนถือเป็...
03/05/2026

กู้ธนาคารไม่ผ่าน เพราะ “งบการเงินไม่สวย” แก้อย่างไรให้ธุรกิจไปต่อได้?

สำหรับผู้ประกอบการ SME การเข้าถึงแหล่งเงินทุนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายธุรกิจหรือเสริมสภาพคล่อง อย่างไรก็ตาม หลายธุรกิจมักเผชิญปัญหา “ยื่นกู้ไม่ผ่าน” ทั้งที่มีรายได้และดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุสำคัญมักไม่ได้อยู่ที่ “ยอดขาย” เพียงอย่างเดียว แต่ธนาคารจะพิจารณาลึกไปถึง คุณภาพของงบการเงิน ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และความมั่นคงของโครงสร้างทุน ผ่านอัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratios)

🔍 4 สาเหตุหลักที่ทำให้งบการเงิน “ไม่ผ่านเกณฑ์”

1. มีกำไร แต่ขาดสภาพคล่อง (Cash Flow ไม่เพียงพอ)

แม้งบกำไรขาดทุนจะแสดงผลกำไร แต่หากกระแสเงินสดติดลบ เช่น การขายเชื่อเป็นระยะเวลานาน หรือมีเงินจมในสต็อกสินค้า ธนาคารจะมองว่าธุรกิจมีความเสี่ยงในการชำระหนี้

กล่าวง่ายๆ คือ “กำไรบนกระดาษ แต่ไม่มีเงินสดจริง”

2. ภาระหนี้สูง (D/E Ratio เกินเกณฑ์)

อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ธนาคารใช้ประเมินความเสี่ยง
โดยทั่วไป ธนาคารจะพิจารณาที่ระดับไม่เกิน 2 – 2.5 เท่า
หากเกิน 3 เท่า จะถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูง

สะท้อนว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากเกินไปเมื่อเทียบกับเงินทุนของตนเอง

3. งบการเงินไม่สะท้อนความเป็นจริง

การทำบัญชีไม่ครบถ้วน หรือมี “บัญชีหลายชุด” เพื่อวัตถุประสงค์ด้านภาษี อาจทำให้งบที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐแสดงรายได้ต่ำหรือขาดทุน

เมื่อธนาคารใช้ข้อมูลงบดังกล่าวในการพิจารณา
👉 ผลลัพธ์คือ “วงเงินกู้ต่ำ หรือไม่ได้รับอนุมัติ”

4. ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ

หากธุรกิจมีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่อง จนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ธนาคารจะมองว่าโครงสร้างการเงินไม่แข็งแรง และมีความเสี่ยงสูงในการผิดนัดชำระหนี้

✅ แนวทางปรับปรุงงบการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน

1. จัดทำบัญชีให้ถูกต้องและโปร่งใส (บัญชีเล่มเดียว)

การบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างครบถ้วน จะช่วยให้งบการเงินสะท้อนศักยภาพของธุรกิจได้จริง และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการพิจารณาสินเชื่อ

2. บริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
เร่งรัดการเก็บหนี้จากลูกค้า
บริหารระยะเวลาเครดิตให้เหมาะสม
ลดสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็น

เป้าหมายคือ “เปลี่ยนสินทรัพย์ให้กลายเป็นเงินสด” เพื่อเสริมสภาพคล่อง

3. ปรับโครงสร้างทุน (เพิ่มทุนจดทะเบียน)

ในกรณีที่มีภาระหนี้สูง การเพิ่มทุนโดยผู้ถือหุ้นจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) และทำให้งบการเงินมีความแข็งแรงมากขึ้น

4. ใช้ที่ปรึกษาทางบัญชีและการเงิน

สำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญสามารถช่วยวิเคราะห์งบการเงิน วางแผนล่วงหน้า และปรับโครงสร้างตัวเลขให้เหมาะสม ก่อนการยื่นขอสินเชื่อ

⚠️ ข้อแนะนำสำคัญ

หากงบการเงินยังไม่พร้อม ไม่ควรรีบยื่นขอสินเชื่อทันที
เพราะการถูกปฏิเสธอาจส่งผลต่อประวัติทางการเงินในอนาคต

ควรวางแผนปรับปรุงงบล่วงหน้าอย่างน้อย 6–12 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติ

🎯 บทสรุป

งบการเงินที่ดี ไม่ได้หมายถึง “กำไรสูงเพียงอย่างเดียว”
แต่ต้องสะท้อนถึง

ความสามารถในการสร้างเงินสด
โครงสร้างการเงินที่เหมาะสม
และข้อมูลที่โปร่งใสตรวจสอบได้

ธุรกิจที่มีงบการเงินแข็งแรง ย่อมมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ที่อยู่

Bang Rak
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ N.R.Group Accounting สำนักงานบัญชีคุณภาพ รับทำบัญชีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง N.R.Group Accounting สำนักงานบัญชีคุณภาพ รับทำบัญชี:

แชร์