Imperial Thai Capital การเงินเพื่อธุรกิจ SME

Imperial Thai Capital การเงินเพื่อธุรกิจ SME ยืนหนึ่งเรื่องความเร็ว ในการอนุมัติ
เข้าใจทุกปัญหาการเงินของธุรกิจ
Fundify Funding สินเชื่อธุรกิจ คู่คิดของ SME

05/03/2025

ภาพรวมผลประกอบการบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ปี 2567 รายได้หดตัวจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
ปี 2567 เป็นอีกปีที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับภาวะตลาดที่ท้าทาย โดยผลประกอบการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สะท้อนให้เห็นถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ภาพรวมรายได้ของหลายบริษัทลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม มีบางบริษัทที่ยังสามารถรักษาการเติบโตของรายได้ได้ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ระบุว่า มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2567 ลดลงประมาณ 6.3% เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยมีปัจจัยหลักจากมาตรการสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ทำให้ผู้บริโภคมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ส่งผลต่อยอดขายของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการกระตุ้นตลาด
[ศุภาลัยกำไรเพิ่มขึ้นสูงสุด ขณะที่แสนสิริกวาดรายได้อันดับหนึ่ง]
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย มองว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์มีรายได้รวมในปี 2567 ลดลงคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 15% เมื่อเทียบกับปี 2566 แต่ก็มีผู้ประกอบการบางรายเช่นกันที่มีรายได้เพิ่มขึ้น หรือลดลงจากปีก่อนหน้านี้ไม่มาก หรือลดลงประมาณ 2 – 3% เท่านั้น
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยยังมีกำลังซื้ออยู่ในตลาดต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการรายใดจะเข้าถึงและสามารถดึงดูดให้ผู้ซื้อจองและโอนกรมสิทธิ์ได้มากกว่ากัน
สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้มากที่สุดในปี 2567 ใน 5 อันดับแรก คือ แสนสิริ มีรายได้รวมทั้งปี 2567 ประมาณ 39,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 2%
ตามมาด้วย เอพี (ไทยแลนด์) มีรายได้รวมประมาณ 37,460 ล้านบาท และ ศุภาลัย มีรายได้ประมาณ 31,985 ล้านบาท ส่วน แลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีรายได้รวม 28,151 ล้านบาท และ พฤกษาฯ มีรายได้รวม 20,996 ล้านบาท
ทั้งนี้ใน 5 อันดับแรกนี้ ครองผู้นำตลาดที่อยู่อาศัยมาต่อเนื่องทั้งรายได้และยอดขาย โดยผู้ประกอบการบางรายอาจเคยครองตำแหน่ง อันดับที่ 1 หรือ อันดับ 2 ต่อเนื่องมายาวนาน แต่ด้วยภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงโฟกัสของผู้ประกอบการที่เปลี่ยนไปมีผลต่อรายได้รวมเช่นกัน
ส่วนของกำไรสุทธิในกลุ่ม 5 อันดับแรก มีเพียง ศุภาลัย เท่านั้นที่มีผลกำไรเป็นบวกเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิของปี 2566 ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ มีกำไรลดลงไม่มากหรือมีนัยสำคัญอะไรต่อผลประกอบการมากนัก
โดยเฉพาะ แสนสิริ และ เอพี (ไทยแลนด์) ที่ลดลง 13.3% และ17.1% ตามลำดับ เนื่องจากผลกำไรยังมีมูลค่าเกิน 5 พันล้านบาท ซึ่งกำไรที่ลดลงในปีที่ผ่านมาอาจจะชดเชยกลับมาในปี 2568 นี้ก็เป็นไปได้ แม้ว่าสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้จะยังไม่ฟื้นตัว และมีทิศทางที่ต้องจับตามองอยู่ก็ตาม
[แนวโน้มปี 68 การแข่งขันรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการเร่งเปิดโครงการใหม่]
ในปี 2568 บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง โดย เอพี (ไทยแลนด์) มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 42 โครงการ มูลค่ารวม 65,000 ล้านบาท
ขณะที่แสนสิริจะเปิดตัว 29 โครงการ มูลค่ารวม 52,000 ล้านบาท โดยเน้นเจาะกลุ่มตลาดระดับบน-ลักชัวรีมากขึ้น
ส่วนศุภาลัย วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 36 โครงการ มูลค่ารวม 46,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการขอสินเชื่อที่ยังเผชิญกับข้อจำกัด แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาเหลือ 2% แล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังคงเรียกร้องให้มีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมจากภาครัฐ เช่น การผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ชั่วคราว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 นี้


03/03/2025

อย่าเล่นกับระบบ ! ยื่นผิด คิดไม่ซื้อ สรรพากรเขาเอาจริง | Money Buffalo

ภาษีเนี่ย หนียังไงก็หนีไม่พ้น เพราะสรรพากร is watching you ดังนั้น มาทำหน้าที่พลเมืองดีกันเถอะ (แม้ว่าจะไม่ค่อยอยากทำซักแค่ไหนก็ตาม 5555)

ยื่นภาษีวันสุดท้ายวันไหน ?
ยื่นผ่านออนไลน์: 8 เม.ย.
ยื่นกระดาษ: 31 มี.ค.

เอาล่ะ ยื่นภาษีช่องทางออนไลน์เด๊ดไลน์ 8 เม.ย. นี้ ใครยังไม่ได้ใบ 50 ทวิ จากนายจ้างก็รีบ ๆ ไปทวงแค้นซะ จะได้ไม่ต้องมาตามอัปโหลดเอกสารในภายหลังกันนะ แล้วก็ใครที่เอกสารเยอะมาก ๆ ถ้าขี้เกียจวุ่นวาย ก็สามารถหอบเอกสารไปหาคุณพี่ที่สรรพากรใกล้บ้านให้เขาช่วยเหลือได้เลย แต่ต้องภายใน 31 มี.ค. นี้นะ

ส่วนใครที่เป็นมือใหม่หัดยื่นภาษี ทำไม่ค่อยจะเป็น สามารถเข้ากูเกิ้ล พิมพ์ "ยื่นภาษี Money Buffalo" ได้เลย พี่ทุยสอนแบบจับมือทำไว้ในนั้นเรียบร้อยฮะ

ลูกเพจพี่ทุยคนไหนมีประสบการณ์กับสรรพากรบ้าง ? มาแบ่งปัน มาเล่าเป็นวิทยาทานกันได้นะ ส่วนตัวพี่ทุยเองเคยโดนรวบตัวครั้งนึง 5555 แต่เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ เขาให้ความช่วยเหลือ และให้ข้อมูลดีมากเลย หลังจากนั้นเวลาพี่ทุยมีปัญหาเรื่องภาษีทีไร ก็ walk-in หาสรรพากรเลย สะดวกดี ไม่ปวดหัว

#สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ยื่นภาษี #ภาษี #สรรพากร

03/03/2025

อัปเดตอัตราดอกเบี้ยเงินฝากดิจิทัล มีนาคม 2568 โดย Money Buffalo

หมายเหตุ : บัญชี B-You Wealth เฉพาะลูกค้าใหม่เท่านั้น
และบัญชี B-You Max อัตราดอกเบี้ย 3% สำหรับ 10,000 บาทแรก*

อ่านบทความเรื่อง "บัญชีเงินฝาก" ได้ที่นี่ https://bit.ly/3fgA7KD

#ดอกเบี้ยเงินฝาก #สนุกง่ายได้ประโยชน์

28/02/2025

อัปเดตอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก มีนาคม 2568 โดย Money Buffalo

ตามประกาศของเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย

#ดอกเบี้ยเงินฝาก #สนุกง่ายได้ประโยชน์

28/02/2025

ราคาเหรียญคริปโต Bitcoin (BTC) ลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกันตั้งแต่ต้นเดือน จนล่าสุดกลับต่ำกว่า 3 ล้านบาทแล้ว อยู่ที่ 1BTC = 2,911,362 บาท
ใครสนใจอยากซื้อเก็บไว้ สมัครได้ที่ https://www.bitkub.com/signup?ref=453905

โอกาสทางการเงินไม่เคยรอใคร 💢 อย่าปล่อยให้ปัญหาการเงิน ทำธุรกิจคุณสะดุด! ปรึกษาเราตอนนี้ ให้ธุรกิจที่คุณตั้งใจ ได้ไปต่อ ก...
26/02/2025

โอกาสทางการเงินไม่เคยรอใคร 💢 อย่าปล่อยให้ปัญหาการเงิน ทำธุรกิจคุณสะดุด! ปรึกษาเราตอนนี้ ให้ธุรกิจที่คุณตั้งใจ ได้ไปต่อ กับ Fundify Funding สินเชื่อธุรกิจทันใช้
ปรึกษา Fundify Funding วันนี้ เพื่อวางแผนการเงินที่ดีกว่าเดิม!
✅บริษัท หจก. บจก. SME ขนาด กลาง ใหญ่
✅โรงงานผลิต อุตสาหกรรม นำเข้า ส่งออก เทรดดิ้ง เอาท์ซอร์ส
✅เพียงมีใบประกอบกิจการ (หรือใบจดทะเบียนบริษัท)
✅ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่เช็คเครดิตบูโร
❌ทางบริษัทไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดใดทั้งสิ้น❌
🙅 เราพร้อมบริการด้วยมิตรภาพ และความเข้าใจ ปรึกษาเราได้ทุกวัน

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม inbox
Line: https://lin.ee/HQdMT0C

ทุกปัญหาการเงิน มีทางออก❗ให้สินเชื่อ Fundify Funding เป็นแผนสำรอง ตัวช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจของคุณ ให้พร้อมรับมือกับ...
26/02/2025

ทุกปัญหาการเงิน มีทางออก❗ให้สินเชื่อ Fundify Funding เป็นแผนสำรอง ตัวช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจของคุณ ให้พร้อมรับมือกับโอกาสและความสำเร็จใหม่ๆ ในทุกสถานการณ์

ปรึกษา Fundify Funding วันนี้ เพื่อวางแผนการเงินที่ดีกว่าเดิม!
✅ วงเงินสูงสุด 5,000,000 บาท
✅ เปิดวงเงินไว้ ไม่ใช้ ไม่เสียดอกเบี้ย
✅ แผนสำรองทางการเงินที่ตอบโจทย์นักธุรกิจ
❌ทางบริษัทไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดใดทั้งสิ้น❌
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม inbox
Line: https://lin.ee/HQdMT0C

อย่าปล่อยให้ปัญหาการเงิน ทำธุรกิจคุณสะดุด❗ให้สินเชื่อ Fundify Funding เป็นแผนสำรอง ตัวช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจของคุณ ...
26/02/2025

อย่าปล่อยให้ปัญหาการเงิน ทำธุรกิจคุณสะดุด❗
ให้สินเชื่อ Fundify Funding เป็นแผนสำรอง ตัวช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจของคุณ ให้พร้อมรับมือกับโอกาสและความสำเร็จใหม่ๆ ในทุกสถานการณ์

ปรึกษา Fundify Funding วันนี้ เพื่อวางแผนการเงินที่ดีกว่าเดิม!
✅ วงเงินสูงสุด 5,000,000 บาท
✅ เปิดวงเงินไว้ ไม่ใช้ ไม่เสียดอกเบี้ย
✅ แผนสำรองทางการเงินที่ตอบโจทย์นักธุรกิจ
❌ทางบริษัทไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดใดทั้งสิ้น❌
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม inbox
Line: https://lin.ee/HQdMT0C

25/02/2025

เจาะธุรกิจพลังงาน ของ Tesla ที่โตแรงกว่า ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า /โดย ลงทุนแมน
หลายคนอาจไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้ว Tesla ไม่ได้ขายแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังทำธุรกิจพลังงานอีกด้วย

ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้ธุรกิจพลังงานเติบโตเฉลี่ยปีละ 50%

ขณะที่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเดียวกัน
รายได้เติบโตเฉลี่ยแค่ปีละ 30%
และในช่วงหลัง ๆ มานี้ก็แทบจะไม่โตแล้ว

ส่วนตอนนี้ ธุรกิจพลังงานของ Tesla ก็ยังโตแรงอยู่
แม้ตอนนี้รายได้จะน้อยกว่าธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 7 เท่าก็ตาม

ธุรกิจพลังงานของ Tesla คืออะไร และน่าสนใจแค่ไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ปัจจุบัน รายได้ของ Tesla มาจาก 2 ธุรกิจหลัก
นั่นคือ ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงาน

ซึ่งปีที่แล้ว Tesla มีรายได้จากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าราว
2,600,000 ล้านบาท และมีรายได้จากธุรกิจพลังงานราว 340,000 ล้านบาท

โดยธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 79% ของรายได้รวม ส่วนธุรกิจพลังงานมีสัดส่วนราว 10% ของรายได้ที่ Tesla ทำได้ในปีที่แล้ว

ส่วนที่เหลือเป็นรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าบริการ

ดูแค่นี้ ธุรกิจพลังงานคงไม่น่าสนใจเท่าไร
เพราะมีรายได้น้อยกว่ารถยนต์ไฟฟ้า 7 เท่า แถมยังทำเงินให้ Tesla แค่ 10% เท่านั้น

แต่ธุรกิจพลังงานของ Tesla กลับมีอะไรที่มากกว่านั้น..

ถ้าเราไปดูการเติบโตของรายได้ธุรกิจพลังงาน 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า

- ปี 2020 รายได้ 67,226 ล้านบาท
- ปี 2021 รายได้ 94,029 ล้านบาท
- ปี 2022 รายได้ 131,789 ล้านบาท
- ปี 2023 รายได้ 203,467 ล้านบาท
- ปี 2024 รายได้ 340,044 ล้านบาท

เห็นได้ว่า รายได้ธุรกิจพลังงานโตกว่า 5 เท่า
คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยปีละ 50% เลยทีเดียว

ส่วนปีที่แล้ว ก็โตถึง 67% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

และเมื่อหันไปดูการเติบโตของรายได้ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเดียวกัน

- ปี 2020 รายได้ 918,248 ล้านบาท
- ปี 2021 รายได้ 1,592,403 ล้านบาท
- ปี 2022 รายได้ 2,409,305 ล้านบาท
- ปี 2023 รายได้ 2,778,715 ล้านบาท
- ปี 2024 รายได้ 2,598,376 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า Tesla มีรายได้จากการขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นราว 3 เท่า
ในช่วง 5 ปีเดียวกัน คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยปีละ 30%

แถมในปีล่าสุด ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า ยังหดตัวลง 6% จากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดรถ EV

พอเทียบกันแล้ว ธุรกิจพลังงานของ Tesla มีศักยภาพในการเติบโตมากกว่าธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า

แถมอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจพลังงาน หลังหักต้นทุนขายแล้วอยู่ที่ 26% สูงกว่าธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 16% อีกด้วย

แล้ว Tesla ไปทำธุรกิจพลังงานอะไร ถึงโตแรงได้ขนาดนี้ ?

โดยธุรกิจพลังงานของ Tesla ก็คือ การขายโซลาร์เซลล์แบบครบวงจร ตั้งแต่ผลิต กักเก็บ ไปจนถึงขายพลังงานไฟฟ้า

เริ่มจากระบบผลิตพลังงาน

Tesla ขายโซลาร์เซลล์แบบธรรมดาที่ติดตั้งทั่วโลก
และโซลาร์เซลล์ของตัวเองที่เรียกว่า Solar Roof ที่เป็นเหมือนหลังคาโซลาร์เซลล์ไปในตัว

พูดให้เห็นภาพคือ Solar Roof ของ Tesla ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านของเรา แต่ติดตั้งหลังคาใหม่ ที่เป็นทั้งหลังคาและโซลาร์เซลล์ในแผ่นเดียวกัน

ซึ่งหลังคาแบบใหม่นี้ ถูกออกแบบให้รองรับแรงกระแทกจากพายุได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ต้องรื้อหลังคาบ้านเก่าของตัวเองออกแทน

ทำให้บ้านที่จะคุ้มค่าในการใช้โซลาร์เซลล์แบบนี้ ก็ต้องเป็นบ้านที่กำลังสร้างใหม่ หรือมีแผนที่จะเปลี่ยนหลังคาของตัวเองอยู่แล้ว

นอกจากระบบผลิตพลังงานแล้ว Tesla ยังขายอุปกรณ์กักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตออกมาอีกด้วย

ปัจจุบัน Tesla มี Powerwall ที่ให้ลูกค้าทั่วไปใช้กักเก็บพลังงานที่ผลิตออกมาใช้ในบ้านของตัวเอง

ส่วนลูกค้าองค์กร Tesla ก็จะมีอีกสินค้าหนึ่งที่เรียกว่า Megapack ซึ่งเป็นระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ ไว้ใช้เก็บพลังงานที่ผลิตออกมาจำนวนมากได้

เรียกได้ว่า ตอบโจทย์ปัญหาใหญ่ของพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้ไม่แน่นอนในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี จึงลดความเสี่ยงของปริมาณไฟฟ้าที่อาจไม่พอใช้ตามมา

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่า Tesla ก็ไม่ได้มีรายได้จากการติดตั้งโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงานแค่ครั้งเดียว แต่ยังมีรายได้จากค่าเช่าและซ่อมบำรุง เข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วย

โดยให้บริการกับลูกค้าที่อยากเช่าใช้งาน มากกว่าซื้อติดตั้ง ด้วยการลงทุนก้อนใหญ่ครั้งเดียวไปเลยทันที

และอีกธุรกิจพลังงานของ Tesla ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือ Tesla รับซื้อไฟและขายไฟต่อ

ถ้าพูดให้เห็นภาพ Tesla ทำตัวเหมือนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการไฟฟ้านครหลวงในไทย ที่รับซื้อไฟมาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แล้วขายต่อให้กับคนทั่วไปในพื้นที่

Tesla กำลังทำแบบนี้ในรัฐเท็กซัส โดยให้บ้านที่ติดตั้ง
โซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน Powerwall อยู่แล้ว
สามารถขายไฟคืนให้กับระบบ Tesla Electric ได้

เพราะในรัฐเท็กซัสปัจจุบันเป็นระบบตลาดไฟฟ้าเสรี
ที่เปิดให้เราซื้อไฟฟ้าจากใครก็ได้ ทำให้ Tesla กระโดดเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ซื้อและขายไฟฟ้าในรัฐนี้

และเพื่อจูงใจบ้านเหล่านี้ ให้เข้าร่วมการขายไฟคืน
Tesla จึงยอมจ่ายเงินให้ปีละ 400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13,500 บาท ต่อ 1 Powerwall ที่บ้านนั้นมี

พร้อมให้สิทธิพิเศษกับลูกค้า ในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบไม่จำกัด เพียงลูกค้าเหมาจ่ายเงินราว 500-800 บาทต่อเดือน

เมื่อบ้านเหล่านี้ยอมขายไฟให้แล้ว Tesla ก็จะเอาไฟฟ้าตรงนี้ไปขายต่อกับลูกค้าคนอื่น ที่ทำให้ได้ส่วนต่างกำไรในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงนั่นเอง

ถึงตรงนี้ ก็คงไม่แปลกใจว่าทำไมธุรกิจพลังงานของ Tesla ถึงกำลังโตแรง

เพราะให้บริการพลังงานโซลาร์เซลล์ครบวงจรตั้งแต่ผลิต กักเก็บ ไปจนถึงขายไฟฟ้า และสามารถเจาะได้ทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไป และองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีความต้องการใช้ระบบกักเก็บพลังงานมหาศาล แถมมียอดใช้จ่ายสูงอีกด้วย

ซึ่งหลังจากนี้ ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ธุรกิจพลังงานของ Tesla จะยังคงรักษาอัตราการเติบโตแรง ๆ แบบนี้ต่อไปได้หรือไม่

แต่ถ้าเติบโตระดับนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
ไม่แน่ว่าในอนาคต ธุรกิจพลังงานของ Tesla ก็อาจเป็นอีกธุรกิจที่สำคัญพอ ๆ กับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าเลยก็ได้..

╔═══════════╗
ก้าวข้ามทุกความผันผวน พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนอย่างตรงเป้าหมาย กับกองทุน Eastspring Ultimate Global Allocation Series กองทุนที่เน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายคุณภาพทั่วโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญปรับพอร์ตให้อัตโนมัติ (ระดับความเสี่ยงกองทุน 5) ลงทุนง่ายไม่มีขั้นต่ำ

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.ttbbank.com/link/fb/es-ultimate-ga
👉🏻 สนใจลงทุน คลิก https://www.ttbbank.com//ttb/touch/mf

📍 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ttb investment line 1428 กด #4 ทุกวัน จ.–ศ. เวลา 9:00–17:30 น. เวลา 9:00–17:30 น. (ยกเว้นวันหยุดธนาคาร)

การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
╚═══════════╝

References
-https://www.forbes.com/sites/greatspeculations/2024/07/25/teslas-energy-business-grew-2x-in-q2-whats-next/
-https://electrek.co/2022/12/15/tesla-electric-launch-electricity-retailer/
-https://en.wikipedia.org/wiki/Tesla_Energy
-https://www.britannica.com/money/Tesla-Motors/Tesla-under-Musk-New-models-battery-technology-and-solar-energy
-https://ir.tesla.com/ -disclosure
-https://www.tesla.com/support/energy/solar-roof/learn/how-solar-roof-works

25/02/2025

สรุป 3 ขั้นตอน หลบกับดักหุ้นปันผลสูง ที่ซ่อนอยู่ในดัชนี SETHD | MONEY LAB
หุ้นปันผลสูง เป็นสิ่งที่ใครหลายคนก็อยากจะมีไว้ประดับพอร์ตการลงทุนของตัวเอง เพื่อเป็นห่านทองคำ สำหรับเพิ่มพูนความมั่งคั่ง

ทำให้เหล่าหุ้นปันผล ที่บางตัวอาจจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล หรือ Dividend Yield สูง 20% ถึง 40% ในดัชนี SETHD ดูเหมือนเป็นโอกาสทองที่ไม่ควรมองข้าม

หลายคนจึงตัดสินใจลงทุน ด้วยความคาดหวังว่าจะได้รับปันผลสูงแบบนั้นสม่ำเสมอ และสามารถถือลงทุนระยะยาวได้อย่างสบายใจ

แต่ความจริงที่หลายคนต้องเจอก็คือ หลังจากลงทุนก็ได้เงินปันผลน้อยกว่าที่คาด แถมราคาหุ้นยังร่วงหนัก ทำให้สุดท้ายพอร์ตติดลบ จนแทบอยากเอาปันผลไปคืน

แล้วเพราะอะไรหุ้นปันผลสูงเหล่านี้ จึงกลายเป็นการลงทุนที่แย่ได้ หรือมีปัจจัยอะไรที่เรามองข้ามไปบ้าง ?

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

ดัชนีราคา SET High Dividend 30 Index หรือ SETHD เป็นดัชนีที่รวบรวมหุ้น 30 ตัว ที่ผ่านเกณฑ์ด้านขนาดและสภาพคล่อง และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ด้วยชื่อดัชนีที่เป็นตัวแทนของหุ้นปันผลสูง ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองว่า ถ้าหุ้นตัวไหนติด SETHD ก็น่าจะเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลดี และเหมาะกับการลงทุนระยะยาว

ทำให้เมื่อดูรายชื่อหุ้นใน SETHD สิ่งแรกที่หลายคนมองหาจึงมักจะเป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล หรือ Dividend Yield ที่สูง ๆ ไว้ก่อน

แต่ความจริงแล้ว ตัวเลข Dividend Yield ที่เราเห็นอาจไม่ได้สะท้อนว่าหุ้นนั้นจะจ่ายปันผลสูงต่อเนื่องเสมอไป

เพราะ Dividend Yield คำนวณมาจาก
(เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้นในปัจจุบัน) x 100

ดังนั้น ตัวเลข Dividend Yield ที่สูง สามารถเกิดได้จาก

1. บริษัทจ่ายปันผลสูงจริง จากผลประกอบการที่ดีในปีนั้น
2. Dividend Yield สูง เพราะราคาหุ้นลดลง

ซึ่งในกรณีหลังนี้เองที่ทำให้ แม้ปันผลต่อหุ้นยังเท่าเดิม แต่เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง ตัวเลข Yield ก็เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

ทำให้ตัวเลข Dividend Yield ที่สูง กลับกลายเป็นภาพลวงตา จากราคาหุ้นที่ตกลง ไม่ได้มาจากการที่บริษัทจ่ายปันผลสูงจริง ๆ

การดูรายชื่อหุ้นใน SETHD และตัวเลข Dividend Yield จึงควรเป็นแค่จุดเริ่มต้นในการคัดกรองหุ้นปันผลเท่านั้น

สิ่งที่เราควรทำหลังจากได้รายชื่อหุ้นมาแล้ว คือ

1. ตรวจสอบว่า ธุรกิจมีความเป็นวัฏจักรหรือไม่

หุ้นวัฏจักร คือ หุ้นบริษัทที่มีรายได้และกำไรผันผวนตามรอบอุตสาหกรรม โดยมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงชัดเจน

ในช่วงขาขึ้น กำไรเติบโตสูง ราคาหุ้นมักปรับตัวขึ้น และด้วยกำไรที่เพิ่มขึ้น บริษัทก็สามารถจ่ายปันผลได้มากขึ้น

แต่ในทางตรงกันข้าม ในช่วงขาลง กำไรลดลง ราคาหุ้นมักปรับตัวลงแรง และบริษัทอาจต้องลดการจ่ายปันผล หรือในบางกรณีอาจหยุดจ่ายไปเลย

ทำให้หากเราซื้อหุ้นวัฏจักรเพราะเห็น Dividend Yield สูง 30% ถึง 40% ในช่วงขาขึ้น และคาดหวังว่าจะได้ปันผลแบบนี้ต่อเนื่อง

กลับทำให้แทนที่เราจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสองต่อ จากราคาหุ้นและเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น

เราอาจจะเจอการขาดทุนสองต่อ จากเงินปันผลที่ลดลงตามรายได้กำไรที่หดตัวลง และราคาหุ้นวัฏจักรที่มักจะปรับตัวลงแรงเมื่อจบรอบขาขึ้นแทน

ตัวอย่างหุ้นวัฏจักรที่เห็นได้ชัดคือ หุ้นที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างน้ำมัน โรงกลั่น เหล็ก ยางพารา ถ่านหิน ยางมะตอย รวมถึง ธุรกิจเดินเรือที่รายได้ขึ้นอยู่กับค่าระวางเรือ

อย่างไรก็ตาม ความเป็นวัฏจักรไม่ได้จำกัดแค่สินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น แม้แต่หุ้นธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ก็มีความเป็นวัฏจักรขึ้นลงตามเศรษฐกิจเช่นกัน

ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงนี้ คือการตัดหุ้นวัฏจักรออกจากตัวเลือกสำหรับหุ้นปันผลเลย

อย่างไรก็ตาม หุ้นวัฏจักรบางส่วนในดัชนี SETHD ก็เป็นบริษัทใหญ่ ที่มีความมั่นคงสูงมาก ๆ

ทำให้ถ้าอยากจะลงทุน ต้องเข้าใจลักษณะธุรกิจ รู้ว่าหุ้นที่เราสนใจอยู่ในช่วงไหนของวัฏจักร และรอบวัฏจักรยาวแค่ไหน เพื่อจะได้ประเมินว่าปันผลสูงที่เห็นนั้นมาจากรอบขาขึ้นหรือไม่ด้วย

2. ตรวจสอบประวัติการจ่ายปันผล

แม้ว่าหุ้นใน SETHD จะคัดเลือกจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

แต่ระยะเวลา 3 ปี อาจยังไม่พอที่จะสะท้อนแนวโน้มการจ่ายปันผลในระยะยาวได้ เนื่องจากหนึ่งรอบวัฏจักรธุรกิจอาจใช้เวลานานกว่านั้น

เราจึงควรย้อนดูประวัติการจ่ายปันผลให้ไกลขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว หรืออุตสาหกรรมอยู่ในช่วงขาลง

หากบริษัทยังสามารถทำกำไรและจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่อง หุ้นนั้นก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนเพื่อรับปันผลระยะยาว

นอกจากนี้ การตรวจสอบประวัติการจ่ายปันผลยังช่วยคัดกรองหุ้นที่กำไรผันผวนสูงออกไปได้ด้วย

เพราะหุ้นกลุ่มนี้มักจ่ายปันผลสูงแค่ในช่วงที่ธุรกิจดี แต่เมื่อเข้าสู่รอบขาลง บริษัทอาจหยุดจ่ายไปเลย

ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่า หุ้นที่เราเลือกสามารถให้ผลตอบแทนจากปันผลได้จริงในระยะยาว เราไม่ควรดูแค่ตัวเลข Dividend Yield เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความสม่ำเสมอของการจ่ายปันผลควบคู่กันไปด้วย

แต่ทั้งนี้การจ่ายปันผลในอดีตก็ไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการจ่ายปันผลได้ทั้งหมดเช่นกัน เราจึงต้องตรวจสอบผลการดำเนินงานของบริษัทต่อ

3. ตรวจสอบผลการดำเนินงานของบริษัท

หัวใจของหุ้นปันผล คือ ต้องเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานธุรกิจดี และมีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง

เพราะผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนำมาสู่กำไรที่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

การจะจ่ายปันผลได้ดีนั้น บริษัทต้องมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งด้วย ซึ่งดูได้จาก

- โครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม นั่นคือ มีหนี้น้อย เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถในการจ่ายปันผล และผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้

- กำไรสะสมเป็นบวก เพราะหากมีการขาดทุนสะสม อาจต้องนำกำไรไปชดเชยก่อน ทำให้ไม่สามารถจ่ายปันผลได้

- กระแสเงินสดอิสระเป็นบวก เพราะหากบริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระได้อย่างสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสจ่ายคืนหนี้ได้เร็วขึ้น รวมถึงจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องด้วย

อ่านถึงตรงนี้ก็จะเห็นว่า การเลือกหุ้นปันผล เราไม่ควรดูแค่ตัวเลข Dividend Yield ที่สูง เพราะอาจเป็นกับดักที่ทำให้เราพลาดทั้งปันผลที่คาดหวัง แถมมูลค่าเงินลงทุนก็ลดลง

สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน จึงเป็นการตรวจสอบให้รอบด้าน ทั้งลักษณะธุรกิจว่ามีความเป็นวัฏจักรหรือไม่ ประวัติการจ่ายปันผลในอดีตว่าสม่ำเสมอแค่ไหน

และฐานะการเงินของบริษัทว่าแข็งแกร่งเพียงพอที่จะจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องในอนาคตหรือไม่

เพราะหุ้นปันผลที่ดีไม่ใช่แค่จ่ายปันผลสูงเป็นครั้งคราว แต่ต้องจ่ายได้อย่างสม่ำเสมอและยั่งยืนในระยะยาวด้วย

เพราะในช่วงธุรกิจขาขึ้น ทุกอย่างดูดีไปหมด การซื้อหุ้นปันผลอาจเป็นกับดัก หากเรามองแค่ตัวเลขปันผลที่สูง โดยไม่พิจารณาปัจจัยอื่น ๆ

แต่ในทางตรงกันข้าม ในวันที่หุ้นปรับฐานและทุกอย่างดูไม่สวยงาม

การทำการบ้านและเลือกซื้อหุ้นปันผลที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง อาจเป็นโอกาสทองสำหรับการลงทุนระยะยาวก็เป็นได้..

#ลงทุน
#หุ้นไทย
#หุ้นปันผล

-YouTube SET Thailand : ห้องเรียนนักลงทุน Live! หัวข้อ “เลือกหุ้นปันผลดี น่าช้อนซื้อเข้าพอร์ตลงทุน”
-https://www.set.or.th/th/market/index/sethd/profile
-https://www.setinvestnow.com/th/stock/how-to-pick-dividend-stock

21/02/2025

ถ้าพูดถึง ‘อีเกีย’ (IKEA) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังจากประเทศสวีเดน หลายคนอาจติดภาพร้านที่มีพื้นที่ใหญ่หลักหมื่นๆ ตารางเมตร อย่างอิเกีย บางนา ที่มีขนาดพื้นที่ 44,000 ตารางเมตร และสาขาบางใหญ่ที่พื้นที่กว้างถึง 50,278 ตารางเมตร
แต่นับจากนี้ไปเราจะเห็น ‘มินิ อีเกีย’ มากขึ้น ต่อเนื่องจากที่ได้เปิดตัวอีเกีย สาขาที่ภูเก็ตก่อนหน้านี้ บนพื้นที่ขนาด 2,000 กว่าตารางเมตร
‘ลีโอนี่ ฮอสกิ้น’ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนาม ถือโอกาสเล่าถึงแนวคิดใหม่ของอีเกีย ก่อนที่จะเปิดตัว ‘อีเกีย สาขาเชียงใหม่’ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้
[ 82 ปีสู่บ้านที่ขนาดเล็กลงของอีเกีย ]
เส้นทางธุรกิจของอีเกียนับตั้งแต่วันที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1943 หรือ 82 ปีก่อน ธุรกิจกลายเป็นบ้านที่เติบใหญ่ขึ้น จากภาพคุ้นเคยของการเป็นสโตร์ใหญ่มากๆ ณ วันนี้แม้จะเดินตามวิสัยทัศน์เดิม ‘To create a better everyday life for the many people.’ แต่ธุรกิจจะมีขนาดเล็กลง เพื่อให้อีเกียเข้าถึงหัวใจคนได้มากขึ้น
จากสาขาภูเก็ต สู่สาขาหางดง ในจ.เชียงใหม่ อีเกียบนพื้นที่ 708 ตารางเมตร ด้วยเงินลงทุนที่ต่ำลงอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาท (มีการใช้อุปกรณ์หลายอย่างที่เป็น reuse จากสาขาอื่นของอีเกียจึงทำให้ตัวเลขการลงทุนไม่สูงมาก) วันนี้อีเกียคิดแบบไหน? เพื่อคงสภาพธุรกิจให้ยังสามารถเตอบโตได้
ลีโอนี่ ฮอสกิ้น พูดว่า “เรื่องรายได้ของอีเกียอาจจะไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็วขนาดนั้น เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่เรามาโฟกัส lower price stroes การขยายธุรกิจหรือใช้โมเดลไหน สำหรับอีเกียอาจจะต้องดูสภาพเศรษฐกิจก่อน”
“เราตั้งใจที่จะมีสโตร์ใหญ่ๆ ไว้ก่อน 2 แห่ง (บางนากับบางใหญ่) เป็นสาขาที่มีความสามารถในการรองรับตลาดได้ ซึ่งตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว จากนี้ไปเราจะหันมาโฟกัสตลาดอื่นที่ขนาดเล็กลง”
ธุรกิจที่ขนาดเล็กลงสำหรับอีเกียยังให้ความสำคัญ ‘ความครบครัน’ อย่างสาขาที่เชียงใหม่ ที่จะมีสินค้าให้เลือกกว่า 300 รายการที่ลูกค้าสามารถซื้อกลับได้ทันที
นอกจากนี้ พื้นที่แห่งนี้จะเน้นเรื่อง ‘โซลูชันการจัดเก็บ’ ที่คิดว่าน่าจะตอบโจทย์ทุกพื้นที่ในบ้าน มีบริการให้คำปรึกษาและวางแผนการออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญด้วย ส่วนพื้นที่เสริมอื่นๆ ในอีเกียก็จะเป็น ‘มุม Swedish Bites’ ที่จะเสิร์ฟขนมและของว่างสไตล์สวีเดนขนาดเล็กไม่เปลืองพื้นที่มาก เช่น ไอศครีม, เยลลี่ตัก, ฮอตดอท
รวมถึงมีบริการ Click & Collect ที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถสั่งสินค้าทางออนไลน์ และมารับสินค้าที่หน้าร้านได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
[ เป้าหมาย 2025 & เป้าหมายใหญ่ ]
ที่จะเห็นแน่ๆ สัปดาห์หน้าก็คือ ‘Cashless’ (สังคมไร้เงินสด) โดยจะเริ่มที่สาขาแรกในเชียงใหม่ หลังจากนั้นช่วงเดือนเมษายน อีเกียจะเริ่มนำระบบนี้เข้ามาใช้กับสาขาใหญ่ทั้ง 2 แห่งในกรุงเทพฯ และทยอยเปลี่ยนระบบนี้ทั้งหมดกับสาขาอื่นที่เหลือภายในปีนี้
หลังจาก 1 ปีผ่านไปกับการเปิดตัว ‘อีเกียที่สาขาสุขุมวิท’ ซึ่งก็คือ ‘IKEA City Stores’ เป็นไปได้ที่จะถอดสูตรและใช้โมเดลนี้ในจังหวัดที่มีศักยภาพคล้ายกัน เช่น ในโคราช นครราชสีมา กับขอนแก่น
“ที่จริงอีเกียอยากจะเปิดาขาใหม่ในทุกๆ 6 เดือน หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจ หรืออื่นๆ แต่เราต้องดูศักยภาพของตลาดด้วยว่าเป็นอย่างไร”
โดย ลีโอนี่ ฮอสกิ้น ได้พูดถึงปัจจัยหลายเรื่องในการขยายสาขาของอีเกีย เช่น
- ศักยภาพตลาด
- คนรุ่นใหม่ในตลาด
- การพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดนั้น
- เป้าหมายของแต่ละพาร์ทเนอร์
- ระดับของรายได้กลุ่มที่อาศัยอยู่ในจังวัดนั้น
หนึ่งในแคมเปญของอีเกียที่เรียกว่าคนไทยชอบและเรียกร้อง ก็คือ ‘New Lower Price’ ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2567 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลูกค้าให้ผ่านช่วงเวลาที่มีความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยอีเกียจะปรับลดราคาสินค้ากว่า 1,000 ชิ้น เฉลี่ยประมาณ 25–30% เพื่อให้ลูกค้าซื้อสินค้าจากอิเกียในราคาที่คุ้มค่ากับของที่มีคุณภาพ
ซึ่งในปีนี้อีเกียก็ยังคงมุ่งไปที่ ‘ความยั่งยืน’ เหมือนเดิม สร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในราคาที่เข้าถึงได้ จากบุกเบิกนวัตกรรมใหม่ๆ ก็เป็นการช่วยคิดค้นการยืดอายุของใช้ ลดการเกิดขยะ หรือจะเป็นการใช้อุปกรณ์ เช่น ไฟ, โต๊ะ ของเดิมคุณภาพใช้งานได้กับอีเกียสาขาอื่น เพื่อลดต้นทุนในการสร้าง ทั้งยังช่วยโลกได้ด้วย
สุดท้ายที่ ลีโอนี่ ฮอสกิ้น พูดถึงก็คือ การใช้รถไฟฟ้า (EV) ในการขนส่งภายในปีนี้ ซึ่งเร็วๆ นี้เราอาจจะได้ยินข่าวนี้กันอีกครั้งจากอีเกีย

ที่อยู่

ชั้น 10 ของอาคารเศรษฐีวรรณทาวเวอร์ 139 Pan Road, Silom, Bangrak, Bangkok
Bang Rak
10500

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Imperial Thai Capital การเงินเพื่อธุรกิจ SMEผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์