29/11/2025
มุมมองเกมทุบราคา BCP
ESSO ที่หลายๆคนรู้จักนั้น IPO เข้าตลาดมาตั้งแต่ 6 พ.ค. 2551 เคยเป็นหุ้นใน SET50 อยู่หลายช่วงเวลานั้นปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น BSRC นั้นได้ประกาศนับถอยหลังปิดตำนานลงอย่างเป็นทางการแล้ว
วันที่ 12 ธ.ค.นี้จะไม่มีหุ้น BSRC หรีอ ESSO เดิมอยู่ในSET อีกต่อไปแล้วหลังถูก บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น ผู้ถือหุ้นใหญ่ใช้สิทธิเพิกถอนหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์
ทุกอย่างฟังดูเหมือนจะจบแบบ Happy ending ด้านราคา BSRC ที่ลดฮวบฮาบนั้นไม่น่าแปลกใจเพราะจะไม่มีตลาดรองให้ซื้อขายแล้วแต่ทำไม BCP กลับถูกแรงเทขายกระหน่ำรูดตามไปด้วย
BCPเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่81.74% ไม่ได้โดนบังคับขายหุ้น ไม่ได้ใส่เงินมาเพิ่มจากดีลนี้เลยแม้แต่บาทเดียวเพราะเพิ่มทุนเป็นหุ้น BCP ใหม่ให้รายย่อยที่ใช้สิทธิแลกหุ้นจาก BSRC ที่อัตราส่วน 6.5:1 จากเฉพาะผู้ถือหุ้นส่วนน้อย 18.26% จากทั้งหมด 3,460,858,000 = 631.9 ล้านหุ้น ด้วยเหตุนี้หุ้นเพิ่มทุนจากสมมติฐานว่ารายย่อยทุกคนใช้สิทธิแลก100%จะหมายความว่ามีหุ้นเพิ่มทุนเข้ามาที่ (18.26%*3,460,858,000)/6.5 = 97.22 ล้านหุ้น
หมายเหตุ 27พ.ย. ตลาดหลักทรัพย์รายงานว่าเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ขายหุ้น BSRC นอกกระดานออก 8.8261% (305,460,000หุ้น) เกลี้ยงพอร์ตซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ใช้สิทธิแลกหุ้นได้หมายความว่ากลุ่มทุนที่รับหุ้นมามีแนวโน้มจะแลกหุ้นสูงมากๆ
https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails?id=100301601&symbol=BSRC
https://hoonsmart.com/archives/345488
ทีนี้ต้องมาเทียบกับหุ้นเดิมที่เปลี่ยนไปเพื่อหา dilution effect แล้วบวกกลับด้วยกำไรจากผู้ถือหุ้นส่วนน้อยที่ต้องคิดกลับเข้ามา
เดิมบางจากมีหุ้น 1,376,923,157 ล้านหุ้น ถ้ามีหุ้นเพิ่มเข้ามาตามสมมติฐานข้างบนหลังเพิ่มทุนจะมีหุ้นใหม่ทั้งหมด 1,474,146,644 หุ้น
จากสูตร dilute% = 1-[(หุ้นเดิม /(หุ้นเดิม+หุ้นใหม่))x100%]
= 1-[(1.377/1.474)x100%]
=1-[0.93*x100%]
=7%
ต่อด้วยกำไรจากผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ปีนี้ที่ 9 เดือนที่ผ่าน BSRC ยังติดลบอยู่เลยเพราะไปโดนขาดทุน Q2/68 ที่ยอดตกและขาดทุน hedging กับ stock loss ทำให้รวม 3ไตรมาสขาดทุนอยู่ 1,460 ล้านบาทแล้วคิดด้วยผู้ถือหุ้น 18.26% = ต้องเอายอดขาดทุนเข้ามา 267 ล้านบาทแทน เมื่อเอามาเทียบกับกำไรที่ BCP ทำได้ตลอด 3Q นั้นอยู่ที่ 663 ล้านบาท กำไรสุทธิใหม่เฉพาะของช่วง9เดือนปี 68 จะต้องลบไปอีก 267 ล้านบาทเหลือเพียง 396 ล้านบาท เป็นผลให้ EPS ของ BCP ที่เดิม 0.48 บาท/หุ้น จะเหลือราว 0.29บาท/หุ้น ตีคร่าวๆว่าลดไป 0.20 บาทเลยทีเดียว
สรุปก็คือภาพเฉพาะปีนี้การถอน BSRC ออกจากตลาดด้วยการเปลี่ยนเป็นหุ้น BCP แทนนั้นเจอแรงลบทั้งการไดลูทของราคาแถมกดEPSลดลงจากเดิมไปอีกเลยทำให้ราคาเละอย่างที่เห็น
คำถามคือมันจะ dilute 7% จากตัวตั้งไหนดีถึงจะเหมาะสมตรงนี้ผมเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันแต่ถ้าสังเกตุจากอาการวันศุกร์ที่รินออกมาเรื่อยๆแล้วมาเทตอนท้ายจนปิดที่ 25 บาทนั้นทำให้ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นการรับข่าวการ dilute และลด EPS ไปแล้วเพราะปิดสัปดาห์ราคาลงจาก 28 บาทลดไป 3 บาทหรือ 10.71%
อีกมุมหนึ่งคือรายย่อยทุกคนที่อมBSRCยาวมาจนถึงตอนนี้เพื่อแลกหุ้นเป็น BCP อยู่ในสถานะขาดทุนทุกคนทำให้ไม่มีเหตุผลว่าจะต้องมาขายหนีตายที่ราคาต่ำแบบนี้เพราะทุนBSRC ที่ดีที่สุดในช่วงประกาศเพิ่มทุนอยู่แถวๆ 4.02 เมื่อเปลี่ยนเป็น BCP ทุนจะอยู่ที่ 4.02*6.5= 26.13 บาทแต่รับรองได้ว่ามีคนทุนสูงกว่านี้อีกเยอะถ้าจะขายควรขายออกไปนานแล้ว
จริงๆนอกจากประเด็นด้านบนที่กล่าวไปทั้งหมดแล้วนั้น BCP ยังมีปัจจัยลบที่คงเป็น overhang และ swing factor อยู่ก็คือเรื่อง major shareholder รายใหม่อย่างบริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด ที่มีสัดส่วนถึง 20% แต่ดันเกี่ยวพันกับนักลงทุนต่างชาติที่เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ถึงความเหมาะสมของการถือหุ้น และเรื่องโครงการระดับหลายพันล้านบาทอย่าง Sustainable Aviation Fuel (SAF) ที่แม้จะใกล้แล้วเสร็จแต่ดันถูกผู้รับเหมาทิ้งงาน แถมการกู้เงินมาเทค ESSO นั้นทำให้ปัจจุบัน D/E ratio สูงถึง 2.7 เท่ามากกว่าเพื่อนๆในกลุ่มพลังงานต้นน้ำทุกตัวซึ่งค่าเฉลี่ยอยู่ราวๆ 1 กลางๆ
ด้านบวกนั้นหลังจากบอรด์อนุมัติซื้อหุ้นคืนวงเงิน 3,800 ล้านบาท ใน3ปีเพิ่อดันความเชื่อมั่นพร้อมประกาศเฟสแรกปี 2568 ทุ่มทันที 1,100 ล้านบาทลุยเก็บคืนสูงสุด 29.5 ล้านหุ้นแต่ตลาดไม่ตอบรับ ต้องรอดูผลของการ synergy ว่าจะดันกำไรสุทธิของบริษัทให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ในช่วงที่ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในโซนล่างแต่ค่าการกลั่นยังดีอยู่
#เงินต่างที่ทำหน้าที่ต่างกัน