06/04/2025
อยู่อย่างเข้าใจครับ
⚠️ What If: ทรัมป์ ทำให้เกิด recession จริงๆ‼️
ช่วงนี้ทุกคนคงเห็นข่าวหรือบทวิเคราะห์กันแหละว่า ถ้าภาษีถูกเก็บจริงๆ ทรัมป์ จะทำให้สหรัฐฯ เข้าสู่ recession ซึ่งนั่นคือ “ถ้า” และเป็น “Big IF” มากๆ ด้วย เพราะ ไอ้เรื่องทั้งหมดนี้ ทรัมป์ เค้าก็รู้ค่ะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะมาเล่าในวันนี้ สิ่งที่จะมาเล่าคือ ถ้ามันเกิด recession หรือ bear maket จริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างค่ะ
ดังนั้นเราจะมาเจาะลึกประวัติศาสตร์ของ "ตลาดหุ้น" ผ่านภาพที่น่าสนใจภาพหนึ่งจาก JPMorgan กันค่ะ ภาพนี้เล่าเรื่องราวการขึ้นลงของตลาด หรือที่เรียกกันว่า "ตลาดกระทิง" (Bull Market - ตลาดขาขึ้น) และ "ตลาดหมี" (Bear Market - ตลาดขาลง) ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกันครับ
📈📉📈 วัฏจักรที่ไม่สิ้นสุดของตลาดหุ้น
หากเรามองภาพรวมใหญ่ๆ ตลาดหุ้นจะเห็นเหมือนคลื่นทะเลที่มีทั้งช่วงสูงและช่วงต่ำสลับกันไป ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของตลาดหุ้นค่ะ มันจะไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงขึ้นไปอย่างเดียว แต่มี "วัฏจักร" ของมันเสมอ
🐂 ช่วงขาขึ้น (ตลาดกระทิง): เป็นช่วงที่ตลาดโดยรวมเติบโต นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น
🧸 ช่วงขาลง (ตลาดหมี หรือ การปรับฐาน): เป็นช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงอย่างน้อย 20% จากจุดสูงสุด (เส้นสีแดงในกราฟ) หรืออาจจะแค่ปรับฐานระยะสั้นๆ (Market Correction) ซึ่งตลาดอาจจะลงไม่ถึง -20% ก็ได้
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่ภาพนี้จะสื่อก็คือ แม้ตลาดจะมีการดิ่งลงหนักๆ หลายครั้งในประวัติศาสตร์ แต่สุดท้าย ตลาดก็สามารถฟื้นตัวกลับมา และเดินหน้าสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้เสมอ การปรับฐานหรือภาวะตลาดหมีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรที่นำไปสู่การเติบโตในระยะยาว
🤕 แผลเป็นและบทเรียนของตลาด
ในภาพนี้เราจะเห็น วิกฤตหรือการปรับฐานครั้งสำคัญๆ ไว้ 12 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1926 จนถึงประมาณปี 2022 ค่ะ เริ่มต้นจาก
1️⃣ Crash of 1929 (เริ่ม ก.ย. 1929) - วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่:
นี่คือจุดเริ่มต้นของ "ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่" (Great Depression) ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากก่อนหน้านี้เป็นยุค "Roaring Twenties" ที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูสุดขีด เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น คนแห่กันลงทุนจนราคาหุ้นพุ่งเกินพื้นฐานไปมาก (Extreme Valuations) พอฟองสบู่แตก เกิดการเทขายอย่างตื่นตระหนก (Panic Sell)
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดดิ่งเหวอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนถึง -86%
👉🏻 ระยะเวลา: เป็นตลาดหมีที่ยาวนานมาก กินเวลาถึง 32 เดือน กว่าจะถึงจุดต่ำสุด
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่รุนแรงและยาวนานไปทั่วโลก
🎯 บทเรียน: แสดงให้เห็นถึงหายนะที่อาจเกิดขึ้นจากฟองสบู่แตก และผลกระทบที่รุนแรงเมื่อตลาดหุ้นเชื่อมโยงกับวิกฤตเศรษฐกิจจริง
2️⃣ 1937 Fed tightening (เริ่ม มี.ค. 1937) - บทเรียนจากการขึ้นดอกเบี้ย:
หลังจากเริ่มฟื้นตัวจาก Great Depression ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกลับมา จึงตัดสินใจขึ้น "อัตราเงินสดสำรองขั้นต่ำ" (Reserve Requirement) ซึ่งเป็นการคุมเข้มนโยบายการเงิน ผลคือ มันเร็วเกินไปและแรงเกินไป ทำให้เศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วทรุดตัวลงอีกครั้ง
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดร่วงหนักถึง -60%
👉🏻 ระยะเวลา: เป็นอีกครั้งที่ตลาดหมีกินเวลายาวนานมากถึง 61 เดือน
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: การดำเนินนโยบายที่เข้มงวดของ Fed (Aggressive Fed) และตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)
🎯 บทเรียน: นโยบายการเงินของธนาคารกลางมีผลกระทบต่อตลาดและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล การตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือผิดจังหวะสามารถนำไปสู่วิกฤตได้
3️⃣ Post WWII crash (เริ่ม พ.ค. 1946) - ความกังวลหลังสงคราม:
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการทำสงครามลดลง และทหารจำนวนมากกลับมาหางานทำในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ภาวะปกติ
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดปรับตัวลง -30%
👉🏻 ระยะเวลา: ใช้เวลา 36 เดือน ในการปรับฐาน
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
🎯 บทเรียน: การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ สามารถสร้างความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดได้
4️⃣ Flash crash of 1962 / Cuban Missile Crisis (เริ่ม ธ.ค. 1961) - ตลาดผันผวนจากหลายปัจจัย:
ครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยผสมกัน ทั้งการปรับฐานของหุ้นที่เคยเก็งกำไรกันสูง (เรียกว่า "Kennedy Slide") ประกอบกับความตึงเครียดทางการเมืองถึงขีดสุดใน "วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา" ที่เกือบนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดปรับลง -28%
👉🏻 ระยะเวลา: แม้จะลงแรง แต่เป็นการปรับฐานระยะสั้นเพียง 6 เดือน
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ราคาหุ้นที่สูงเกินไปในบางกลุ่ม (Extreme Valuations)
🎯 บทเรียน: ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเก็งกำไรที่มากเกินไป สามารถกระตุ้นให้เกิดการเทขายอย่างรุนแรงได้ แม้บางครั้งอาจจบลงอย่างรวดเร็ว
5️⃣ Tech crash of 1970 (เริ่ม พ.ย. 1968) - ฟองสบู่เทคฯ ยุคแรก:
เป็นการสิ้นสุดของยุค "Go-Go Years" ที่มีการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มบริษัทที่ควบรวมกิจการ (Conglomerates) และหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นแนวคิด (Concept Stocks) ที่ยังไม่มีกำไรชัดเจน เมื่อความจริงปรากฏ ฟองสบู่ก็แตก
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดโดยรวมปรับลง -36%
👉🏻 ระยะเวลา: ตลาดหมีกินเวลา 17 เดือน
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) และราคาหุ้นที่แพงเกินจริง (Extreme Valuations)
🎯 บทเรียน: บทเรียนแรกๆ ของฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่แม้จะยังไม่ใหญ่เท่าดอทคอม แต่ก็ส่งผลกระทบต่อตลาดในวงกว้างได้
6️⃣ Stagflation / OPEC oil embargo (เริ่ม ม.ค. 1973) - วิกฤตซ้อนวิกฤต:
เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญภาวะ "Stagflation" คือ เศรษฐกิจโตช้า แต่เงินเฟ้อสูง ซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงาน เมื่อกลุ่ม OPEC ประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 4 เท่าตัว สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดหุ้นทรุดหนัก -48%
👉🏻 ระยะเวลา: ตลาดเผชิญภาวะขาลงนานถึง 20 เดือน
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession), ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง (Commodity Spike - น้ำมัน), และราคาหุ้นบางกลุ่มที่แพงเกินไปก่อนหน้า (Extreme Valuations - หุ้นกลุ่ม Nifty Fifty)
🎯 บทเรียน: ปัญหามหภาคที่เลวร้าย (Stagflation) ผสมกับปัจจัยภายนอก (วิกฤตน้ำมัน) สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงให้กับตลาดหุ้นได้อย่างชัดเจน
7️⃣ Volcker tightening (เริ่ม พ.ย. 1980) - ยาแรงปราบเงินเฟ้อ:
เพื่อต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อสูงที่เรื้อรังมาตั้งแต่ยุค 70 ประธาน Fed ในขณะนั้น "พอล โวลเกอร์" ได้ตัดสินใจใช้ยาแรง ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปสู่ระดับที่สูงมาก แม้จะรู้ว่าต้องแลกมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ก็จำเป็นเพื่อคุมเงินเฟ้อให้อยู่หมัด
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดหุ้นปรับตัวลง -27%
👉🏻 ระยะเวลา: ใช้เวลา 20 เดือน กว่าตลาดจะผ่านจุดต่ำสุด
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ Fed
🎯 บทเรียน: ธนาคารกลางอาจต้องยอมสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ (และตลาดหุ้น) ในระยะสั้น เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวที่สำคัญกว่า เช่น การรักษาเสถียรภาพด้านราคา
8️⃣ 1987 crash (Black Monday) (เริ่ม ส.ค. 1987) - วันจันทร์ทมิฬ:
เป็นเหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหวอย่างรุนแรงและรวดเร็วภายในวันเดียว (Black Monday) สาเหตุค่อนข้างซับซ้อน ทั้งจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซื้อขาย (Program Trading) ที่สั่งขายพร้อมกันเมื่อตลาดถึงจุดหนึ่ง, ราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพง, และความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดปรับลง -34%
👉🏻 ระยะเวลา: แม้จะลงหนัก แต่เป็นการปรับฐานที่จบเร็วมากเพียง 3 เดือน
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: นโยบายการเงินที่เริ่มตึงตัว และราคาหุ้นที่สูง
🎯 บทเรียน: ตลาดสามารถดิ่งลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากปัจจัยทางเทคนิคและอารมณ์ตื่นตระหนกของนักลงทุนได้ แม้จะยังไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ตามมาทันที
9️⃣ Tech bubble (Dot-com crash) (เริ่ม มี.ค. 2000) - ฟองสบู่ดอทคอม:
ฟองสบู่ครั้งประวัติศาสตร์ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต และโทรคมนาคม ที่ราคาถูกปั่นขึ้นไปด้วยความคาดหวังที่เกินจริง นักลงทุนไม่สนใจพื้นฐานหรือกำไร ขอแค่มี .com ต่อท้าย ราคาหุ้นก็วิ่งได้ สุดท้ายฟองสบู่ก็แตกดังโพละ
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดโดยรวม (S&P500) ลงไป -49% (ส่วนดัชนี Nasdaq ที่มีหุ้นเทคฯ เยอะๆ ลงหนักกว่านี้มาก)
👉🏻 ระยะเวลา: เป็นตลาดหมีที่ค่อนข้างยาวนาน 30 เดือน
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเล็กน้อย และแน่นอนว่าเกิดจากราคาหุ้นที่แพงมหาศาล (Extreme Valuations)(P/E ณ จุดต่ำสุดยังสูงถึง 13.8 เท่า)
🎯 บทเรียน: การมองข้ามปัจจัยพื้นฐานและหลงไปกับกระแสความคาดหวัง สามารถนำไปสู่ฟองสบู่ขนาดใหญ่และการปรับฐานที่เจ็บปวดได้เสมอ
🔟 Global financial crisis (Hamburger crisis) (เริ่ม ต.ค. 2007) - วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์:
เริ่มต้นจากปัญหาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Subprime Mortgage) ที่ปล่อยให้กับลูกหนี้ที่ความสามารถชำระคืนต่ำ เกิดการผิดนัดชำระหนี้จำนวนมาก ลุกลามไปสู่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่หลายแห่งที่ลงทุนในสินเชื่อเหล่านี้ จนเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในภาคธนาคารและลามไปทั่วโลก กลายเป็นวิกฤตการเงินครั้งใหญ่
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดหุ้นดิ่งหนัก -57%
👉🏻 ระยะเวลา: กินเวลา 17 เดือน
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง, การดำเนินนโยบายของ Fed (อาจจะหละหลวมไปก่อนหน้า และต้องเข้ามาอุ้มหลังวิกฤต), และฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ และสินเชื่อ (Extreme Valuations)
🎯 บทเรียน: ปัญหาในภาคการเงินเพียงภาคส่วนเดียว (อสังหาฯ/สินเชื่อ) สามารถลุกลามและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง (Systemic Risk) กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่รุนแรงได้
1️⃣1️⃣ Coronavirus pandemic (เริ่ม ก.พ. 2020) - วิกฤตโรคระบาด:
การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ทั่วโลกต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ เกิดความไม่แน่นอนและความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงในตลาดการเงิน
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็วมาก -34%
👉🏻 ระยะเวลา: เป็นตลาดหมีที่ "สั้นที่สุด" ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพียงประมาณ 1 เดือน ก่อนที่ตลาดจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดสภาพคล่องมหาศาลจากรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลก
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่หดตัวแรงแต่สั้น (Recession) ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก (External Shock) ไม่ใช่กลไกเศรษฐกิจปกติ (P/E ณ จุดต่ำสุด 13.3 เท่า)
🎯 บทเรียน: เหตุการณ์ไม่คาดฝันจากภายนอก (Black Swan) สามารถสร้างความผันผวนสุดขีดในระยะสั้นได้ แต่การตอบสนองอย่างทันท่วงทีและเด็ดขาดของภาครัฐและธนาคารกลางก็สามารถช่วยพยุงและฟื้นฟูตลาดได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
1️⃣2️⃣ Stagflation worries (เริ่ม ม.ค. 2022) - ความกังวลหวนคืน:
👉🏻 หลังจากเศรษฐกิจฟื้นตัวจากโควิด ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น ทั้งปัญหาห่วงโซ่อุปทานติดขัด, สงครามในยูเครนที่ดันราคาพลังงานและอาหารพุ่ง (Commodity Spike), ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นมากทั่วโลก ธนาคารกลาง (โดยเฉพาะ Fed) จึงต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (Aggressive Fed) ขึ้นดอกเบี้ยแรงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจจะกลับไปสู่ภาวะ Stagflation อีกครั้ง
👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดปรับตัวลง -25%
👉🏻 ระยะเวลา: กินเวลาประมาณ 9 เดือน
👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง (Commodity Spike) และนโยบายการเงินที่เข้มงวด (Aggressive Fed) (P/E ณ จุดต่ำสุด 15.3 เท่า)
🎯 บทเรียน: เงินเฟ้อและการตอบสนองของธนาคารกลาง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดหุ้นอย่างมาก
⭐️ เราจะเห็นว่าแต่ละครั้งมีความรุนแรง (เปอร์เซ็นต์ที่ลดลง) และระยะเวลา (จำนวนเดือน) ที่แตกต่างกันไป
ขณะที่สาเหตุก็หลากหลายค่ะ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ, นโยบายการเงิน, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือการที่ราคาหุ้นแพงเกินไป
📊 วิธีอ่านกราฟ/ตารางให้เข้าใจง่าย
👉🏻 แกนตั้ง (Y-axis): บอกเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของตลาดเทียบกับจุดสูงสุดก่อนหน้า ยิ่งลงต่ำ แปลว่ายิ่งติดลบมาก
👉🏻 แกนนอน (X-axis): คือช่วงเวลา ตั้งแต่ปี 1926 ถึงประมาณ 2022
👉🏻 พื้นที่สีเทาเข้ม: แสดงช่วงเวลาและขนาดของการปรับฐานหรือตลาดหมี ยิ่งลึกยิ่งกว้าง หมายถึง ลงหนักและนาน
👉🏻 เส้นแดงแนวนอนที่ -20%: เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้แยกว่าเป็นการปรับฐานธรรมดา หรือเข้าสู่ "ตลาดหมี" อย่างเป็นทางการ
👉🏻 แท่งเทาอ่อาแนวตั้ง: บอกช่วงเวลาที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ซึ่งมักจะเกิดพร้อมๆ หรือใกล้เคียงกับตลาดหมี
👉🏻 ตารางด้านล่าง: ให้รายละเอียดของแต่ละเหตุการณ์ ทั้งชื่อเรียก, จุดเริ่มต้น, เปอร์เซ็นต์ที่ลงสูงสุด, ระยะเวลาที่ลง (เดือน), ค่า P/E ตลาด ณ จุดต่ำสุด (ถ้ามี), ปัจจัยแวดล้อม (เศรษฐกิจถดถอย, Fed ขึ้นดอกเบี้ยแรง, ราคาแพงไป, สินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง), และข้อมูลของ "ตลาดกระทิง" ที่ตามมาหลังวิกฤตแต่ละครั้ง (เริ่มเมื่อไหร่, ให้ผลตอบแทนเท่าไหร่, นานกี่เดือน, ค่า P/E ณ จุดสูงสุด)
🎯 สรุปบทเรียนจากตลาดหมีที่ผ่านมา
⭐️ ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ: ภาพนี้ยืนยันว่าการปรับฐานและตลาดหมีเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
⭐️ ตลาดหมีรุนแรงแต่ไม่คงอยู่ตลอดไป: โดยเฉลี่ยจากข้อมูลนี้ ตลาดหมีทำให้ตลาดลงประมาณ -43% และกินเวลาเฉลี่ย 22 เดือน แต่หลังจากนั้น ตลาดกระทิงก็กลับมาเสมอ
⭐️ ตลาดกระทิงทรงพลังและยาวนานกว่า: ค่าเฉลี่ยของตลาดกระทิงในรูปนี้ให้ผลตอบแทนสูงถึง 165% และมีระยะเวลายาวนานเฉลี่ย 54 เดือน ซึ่งมากกว่าระยะเวลาของตลาดหมี
⭐️ วิกฤตมีหลายสาเหตุ: ไม่มีสาเหตุตายตัว อาจเกิดจากเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน ความตื่นตระหนก หรือปัจจัยภายนอกที่ไม่คาดคิด
⭐️ ประวัติศาสตร์ให้บทเรียน: การศึกษาอดีตช่วยให้เราเข้าใจรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น
⭐️ มุมมองระยะยาวสำคัญ: แม้จะเจอช่วงเวลาที่น่ากลัว แต่ในระยะยาว ตลาดหุ้นมีแนวโน้มเติบโต การลงทุนอย่างมีวินัยและมองภาพรวมระยะยาวเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จค่ะ
โดยสรุป ภาพนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนที่ดีว่า ในโลกของการลงทุน ความผันผวนคือเพื่อนแท้ที่เราต้องเจอ แต่หากเข้าใจธรรมชาติของมัน ศึกษาประวัติศาสตร์ และมีมุมมองการลงทุนที่เหมาะสม เราก็จะสามารถเดินทางผ่านทั้งช่วงเวลาที่สดใส (ตลาดกระทิง) และช่วงเวลาที่ท้าทาย (ตลาดหมี) ไปได้ค่ะ
ปล. ทำไมไม่ trade war 1…. เพราะตอนนั้นหุ้นร่วง แต่ไม่ได้เกิด bear market ค่ะ (-19.8% 🤣)
ปล2. รอบนี้ตลาดร่วงไปแล้ว 17.5% จากจุดสูงสุด… อาจแปลได้ว่า ตลาดรับข่าวไปเยอะมากๆแล้วค่ะ