Wealth the fact WTF provides free monetary knowledge, fact for you. Wealth ain't your option, it's your destination.

มุมมองเกมทุบราคา BCP ESSO ที่หลายๆคนรู้จักนั้น IPO เข้าตลาดมาตั้งแต่ 6 พ.ค. 2551 เคยเป็นหุ้นใน SET50 อยู่หลายช่วงเวลานั้...
29/11/2025

มุมมองเกมทุบราคา BCP

ESSO ที่หลายๆคนรู้จักนั้น IPO เข้าตลาดมาตั้งแต่ 6 พ.ค. 2551 เคยเป็นหุ้นใน SET50 อยู่หลายช่วงเวลานั้นปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น BSRC นั้นได้ประกาศนับถอยหลังปิดตำนานลงอย่างเป็นทางการแล้ว

วันที่ 12 ธ.ค.นี้จะไม่มีหุ้น BSRC หรีอ ESSO เดิมอยู่ในSET อีกต่อไปแล้วหลังถูก บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น ผู้ถือหุ้นใหญ่ใช้สิทธิเพิกถอนหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์

ทุกอย่างฟังดูเหมือนจะจบแบบ Happy ending ด้านราคา BSRC ที่ลดฮวบฮาบนั้นไม่น่าแปลกใจเพราะจะไม่มีตลาดรองให้ซื้อขายแล้วแต่ทำไม BCP กลับถูกแรงเทขายกระหน่ำรูดตามไปด้วย

BCPเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่81.74% ไม่ได้โดนบังคับขายหุ้น ไม่ได้ใส่เงินมาเพิ่มจากดีลนี้เลยแม้แต่บาทเดียวเพราะเพิ่มทุนเป็นหุ้น BCP ใหม่ให้รายย่อยที่ใช้สิทธิแลกหุ้นจาก BSRC ที่อัตราส่วน 6.5:1 จากเฉพาะผู้ถือหุ้นส่วนน้อย 18.26% จากทั้งหมด 3,460,858,000 = 631.9 ล้านหุ้น ด้วยเหตุนี้หุ้นเพิ่มทุนจากสมมติฐานว่ารายย่อยทุกคนใช้สิทธิแลก100%จะหมายความว่ามีหุ้นเพิ่มทุนเข้ามาที่ (18.26%*3,460,858,000)/6.5 = 97.22 ล้านหุ้น

หมายเหตุ 27พ.ย. ตลาดหลักทรัพย์รายงานว่าเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ขายหุ้น BSRC นอกกระดานออก 8.8261% (305,460,000หุ้น) เกลี้ยงพอร์ตซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ใช้สิทธิแลกหุ้นได้หมายความว่ากลุ่มทุนที่รับหุ้นมามีแนวโน้มจะแลกหุ้นสูงมากๆ

https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails?id=100301601&symbol=BSRC
https://hoonsmart.com/archives/345488

ทีนี้ต้องมาเทียบกับหุ้นเดิมที่เปลี่ยนไปเพื่อหา dilution effect แล้วบวกกลับด้วยกำไรจากผู้ถือหุ้นส่วนน้อยที่ต้องคิดกลับเข้ามา

เดิมบางจากมีหุ้น 1,376,923,157 ล้านหุ้น ถ้ามีหุ้นเพิ่มเข้ามาตามสมมติฐานข้างบนหลังเพิ่มทุนจะมีหุ้นใหม่ทั้งหมด 1,474,146,644 หุ้น

จากสูตร dilute% = 1-[(หุ้นเดิม /(หุ้นเดิม+หุ้นใหม่))x100%]
= 1-[(1.377/1.474)x100%]
=1-[0.93*x100%]
=7%

ต่อด้วยกำไรจากผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ปีนี้ที่ 9 เดือนที่ผ่าน BSRC ยังติดลบอยู่เลยเพราะไปโดนขาดทุน Q2/68 ที่ยอดตกและขาดทุน hedging กับ stock loss ทำให้รวม 3ไตรมาสขาดทุนอยู่ 1,460 ล้านบาทแล้วคิดด้วยผู้ถือหุ้น 18.26% = ต้องเอายอดขาดทุนเข้ามา 267 ล้านบาทแทน เมื่อเอามาเทียบกับกำไรที่ BCP ทำได้ตลอด 3Q นั้นอยู่ที่ 663 ล้านบาท กำไรสุทธิใหม่เฉพาะของช่วง9เดือนปี 68 จะต้องลบไปอีก 267 ล้านบาทเหลือเพียง 396 ล้านบาท เป็นผลให้ EPS ของ BCP ที่เดิม 0.48 บาท/หุ้น จะเหลือราว 0.29บาท/หุ้น ตีคร่าวๆว่าลดไป 0.20 บาทเลยทีเดียว

สรุปก็คือภาพเฉพาะปีนี้การถอน BSRC ออกจากตลาดด้วยการเปลี่ยนเป็นหุ้น BCP แทนนั้นเจอแรงลบทั้งการไดลูทของราคาแถมกดEPSลดลงจากเดิมไปอีกเลยทำให้ราคาเละอย่างที่เห็น

คำถามคือมันจะ dilute 7% จากตัวตั้งไหนดีถึงจะเหมาะสมตรงนี้ผมเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันแต่ถ้าสังเกตุจากอาการวันศุกร์ที่รินออกมาเรื่อยๆแล้วมาเทตอนท้ายจนปิดที่ 25 บาทนั้นทำให้ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นการรับข่าวการ dilute และลด EPS ไปแล้วเพราะปิดสัปดาห์ราคาลงจาก 28 บาทลดไป 3 บาทหรือ 10.71%

อีกมุมหนึ่งคือรายย่อยทุกคนที่อมBSRCยาวมาจนถึงตอนนี้เพื่อแลกหุ้นเป็น BCP อยู่ในสถานะขาดทุนทุกคนทำให้ไม่มีเหตุผลว่าจะต้องมาขายหนีตายที่ราคาต่ำแบบนี้เพราะทุนBSRC ที่ดีที่สุดในช่วงประกาศเพิ่มทุนอยู่แถวๆ 4.02 เมื่อเปลี่ยนเป็น BCP ทุนจะอยู่ที่ 4.02*6.5= 26.13 บาทแต่รับรองได้ว่ามีคนทุนสูงกว่านี้อีกเยอะถ้าจะขายควรขายออกไปนานแล้ว

จริงๆนอกจากประเด็นด้านบนที่กล่าวไปทั้งหมดแล้วนั้น BCP ยังมีปัจจัยลบที่คงเป็น overhang และ swing factor อยู่ก็คือเรื่อง major shareholder รายใหม่อย่างบริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด ที่มีสัดส่วนถึง 20% แต่ดันเกี่ยวพันกับนักลงทุนต่างชาติที่เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ถึงความเหมาะสมของการถือหุ้น และเรื่องโครงการระดับหลายพันล้านบาทอย่าง Sustainable Aviation Fuel (SAF) ที่แม้จะใกล้แล้วเสร็จแต่ดันถูกผู้รับเหมาทิ้งงาน แถมการกู้เงินมาเทค ESSO นั้นทำให้ปัจจุบัน D/E ratio สูงถึง 2.7 เท่ามากกว่าเพื่อนๆในกลุ่มพลังงานต้นน้ำทุกตัวซึ่งค่าเฉลี่ยอยู่ราวๆ 1 กลางๆ

ด้านบวกนั้นหลังจากบอรด์อนุมัติซื้อหุ้นคืนวงเงิน 3,800 ล้านบาท ใน3ปีเพิ่อดันความเชื่อมั่นพร้อมประกาศเฟสแรกปี 2568 ทุ่มทันที 1,100 ล้านบาทลุยเก็บคืนสูงสุด 29.5 ล้านหุ้นแต่ตลาดไม่ตอบรับ ต้องรอดูผลของการ synergy ว่าจะดันกำไรสุทธิของบริษัทให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ในช่วงที่ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในโซนล่างแต่ค่าการกลั่นยังดีอยู่

#เงินต่างที่ทำหน้าที่ต่างกัน

อัตราแลกเปลี่ยน JYP/THB ตอนนี้คือ 0.2084 แต่ช้าก่อนช่วงเดือน มิ.ย. 1997 หรือ 28 ปีที่แล้วก่อนจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในเดือน...
18/11/2025

อัตราแลกเปลี่ยน JYP/THB ตอนนี้คือ 0.2084 แต่ช้าก่อนช่วงเดือน มิ.ย. 1997 หรือ 28 ปีที่แล้วก่อนจะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในเดือน ก.ค. ปีเดียวกันนั้นเงินบาทไทยเคยแข็งค่าในโซน 0.19xx หรือก็คือ 1 บาทแลกได้ 5 เยนเศษๆ

ถ้าใครมองว่าโซนนี้เป็นราคาที่ margin of safety สูงแล้วการเปิด L JPYH26 ใน TFEX เป็นการลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ ไว้เอามาถัวกับเงินเยนที่ติดดอยใน travel card

#เงินต่างที่ทำหน้าที่ต่างกัน

วัฏจักรของตลาดทุนตอนนี้เราอยู่ตรงจุดไหน
07/10/2025

วัฏจักรของตลาดทุน

ตอนนี้เราอยู่ตรงจุดไหน

ตราบใดที่เงินในระบบยังคงเพิ่มขึ้นราคา asset ต่างๆก็ยังเป็นที่พักและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่อไปhttps://fred.stlouisfed.org/s...
11/08/2025

ตราบใดที่เงินในระบบยังคงเพิ่มขึ้นราคา asset ต่างๆก็ยังเป็นที่พักและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่อไป

https://fred.stlouisfed.org/series/M2SL

https://www.blockdit.com/posts/6494783cdfefe840e2f06451

View data of a measure of the U.S. money supply that includes all components of M1 plus several less-liquid assets.

ฝากเงินออมทรัพย์แบบไหนได้ดอกเบี้ยสูงที่สุดวันก่อนได้คุยกับญาติสนิทเรื่องการเงินและการลงทุนในฐานะ investment planner แล้ว...
04/07/2025

ฝากเงินออมทรัพย์แบบไหนได้ดอกเบี้ยสูงที่สุด

วันก่อนได้คุยกับญาติสนิทเรื่องการเงินและการลงทุน

ในฐานะ investment planner แล้วส่วนของเงินสดและสภาพคล่องนั้นเป็นอีกประเด็นที่ผมใส่ใจเป็นอย่างมาก

กลับมาเรื่องผลตอบแทน ถ้าฝากเงินด้วยสกุลบาทกับแบงค์ปกติแล้วเราจะได้ดอกเบี้ยราว 0.25% ต่อปี

แต่หลายๆคนยังไม่รู้ว่าตอนนี้เราสามารถฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ FCD เป็นเงิน USD ในบางธนาคารนั้นให้ดอกเบี้ยสูงถึง 4% โดยอิงจากผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา(มากกว่าเงินบาทไทยถึง16เท่า)

ฟังดูสวยหรูใช่ไหมครับแต่แน่นอนว่ามีข้อจำกัดและความเสี่ยงอยู่เหมือนกันเช่นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและสเปรดที่ต้องเสียทั้งขาซื้อและขาย หรือเรื่องที่บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศทุกประเภทไม่ได้รับการคุ้มครองทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

แต่ประเด็นคือเมื่อเทียบกันแล้วใครมองว่ามันคุ้มค่าพอเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์บาทไทย แนะนำให้คุณย้ายที่เก็บเงินได้เลยครับ

สุดท้ายนี้อย่าลืมหลักการสำคัญของเงินออมทรัพย์คือต้องการใช้เมื่อไรต้องดึงออกมาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วนะครับ

#เงินต่างที่ทำหน้าที่ต่างกัน

https://app.bot.or.th/FCDReports/FCDReportViewer.aspx?id=9

"BECกับสตอรี่ที่รออยู่"สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีหุ้นอยู่ 4 ตัวที่ปิด Floor อย่างน้อย 1 วันทำการทั้งที่ SET อยู่ในช่วง reboun...
27/06/2025

"BECกับสตอรี่ที่รออยู่"

สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีหุ้นอยู่ 4 ตัวที่ปิด Floor อย่างน้อย 1 วันทำการทั้งที่ SET อยู่ในช่วง rebound ได้แก่ BEC,KTC,TPS,XPG ซึ่งเหตุผลนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่ามาจากที่การผู้ถือหุ้นใหญ่รายหนึ่งที่มีชื่อเดียวกันในทุก บมจ. ข้างต้นถูก force sell ออกมาจน volume ผิดปกติ

แค่มีเฉพาะแค่หุ้นสื่อดังย่านพระราม 4 เพียงเจ้าเดียวเท่านั้นที่ดันกล้าปิดแดงเต็มแท่งจาก 3.66 เหลือ 1.79 บาทต่อหุ้น (-51.09%) ผมเลยต้องเปิดดูข้อมูลหลักทรัพย์นี้หาสาเหตุจนเป็นที่มาของบทความวันนี้

ด้านรายได้และผลประกอบการไครมาส 1/68 บริษัทพลิกกลับมามีกำไรได้ 43 ล้านบาทจากที่เคยขาดทุนในช่วง 4/68 เนื่องจากตั้งสำรองด้อยค่าสินทรัพย์และมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการ lay off พนักงานเพื่อปรับโครงสร้างบริษัทเรียกได้ว่าโตทั้ง QoQ และ YoY

BEC มี MARKET CAP ตอนนี้ 3,580 ล้านบาท แต่บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้าสุทธิอยู่ที่ 3,680 ล้านบาท

ราคาปัจจุบันที่ 1.79 บาทเป็นราคา all time low ถึงแม้จะเป็นธุรกิจตะวันตกดินแต่ช่อง 3 ยังแข็งแกร่งพอที่จะปรับตัวให้มีกำไรอยู่ในตลาดได้

เทียบกับธุรกิจสื่อที่อยู่ในตลาดด้วยกันอย่าง ONEE และ WORK แล้วถือว่าทั้ง 3 รายบริหารเงินสดได้ดีพอๆกันแต่ BEC มีทั้งรายการอย่างโหนกระแสและเรื่องเล่าเช้านี้ รวมทั้งภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากกว่าเช่น บุพเพสันนิวาส และ ธี่หยดทั้ง 2 ภาค

ผมเชื่อว่า content ส่วนนี้จะเป็นปัจจัยในการจะดึงให้ราคาหุ้นกลับมา รวมทั้งหากมีการเลือกตั้งในเร็วๆนี้ก็จะเพิ่มยอดผู้ชมทางTVและแน่นอนว่ารวมถึงเม็ดเงินโฆษณาที่จะเข้ามามากขึ้นด้วย ต้องมาดูว่าพวกเขาจะสามารถต่อยอดสร้างรายได้ส่วนนี้พาบริษัทฯกลับมา turn around ได้หรือไม่

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มิ.ย. 2568 กลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจหลัก คือ1) กลุ่มธุรกิจคอนเทนต์ - แพลตฟอร์มโทรทัศน์, ดิจิทัลแพล....

รายย่อยเท่าที่คุยถอดใจกันไปหมดแล้วครับเมื่อไรพี่ใหญ่จะกลับมาลากสักที
16/06/2025

รายย่อยเท่าที่คุยถอดใจกันไปหมดแล้วครับ

เมื่อไรพี่ใหญ่จะกลับมาลากสักที

หนี้สาธารณะของประเทศไทยมีเพดานอยู่ที่ 70%สถาบันจัดดับความหน้าเชื่อถือของพันธบัตร Moody's ได้คงอันดับเครดิตของประเทศไทยปร...
05/05/2025

หนี้สาธารณะของประเทศไทยมีเพดานอยู่ที่ 70%

สถาบันจัดดับความหน้าเชื่อถือของพันธบัตร Moody's ได้คงอันดับเครดิตของประเทศไทยประเภท Senior unsecured bond ที่ Baa1 และเปลี่ยนแนวโน้ม (Outlook) เป็น “Negative” จาก “Stable” เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น มาตรการภาษีสหรัฐฯ และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

เปรียบเทียบมุมมองเครดิต จากบริษัทจัดอันดับชั้นนำ เช่น S&P ยังคงมุมมอง “Stable” และ BBB + เมื่อ Apr-20 ในขณะที่ FITCH ยังคงมุมมอง “Stable” และ BBB + เมื่อ Nov-24 ซึ่งคาดว่าจะโดนปรับลดความน่าเชื่อถือตามในลำดับถัดไป

เมืองไทยมันเปราะบางและมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ปี 2562 ไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ประมาณ 6.9 ล้านล้านบาท โดยมี GDP อยู่ที่ 16.9 ล้านล้านบาท แปลว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP เราอยู่ที่ประมาณ 41% เท่านั้นเอง

แต่พอเข้าสู่ปี 2563 ทั่วโลกเจอกับโควิด ไทยก็ได้รับผลกระทบหนัก GDP ลดลงไปเหลือราว 15 ล้านล้านบาท จึงต้องกู้เงินเพื่อมาพยุงเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดขยายเพดานหนี้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 12 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน (เพิ่มขึ้นมา5.1 ล้านบาทหรือราว70%)

แต่ผลลัพธ์ของการกระตุ้นใหญ่ครั้งนี้กลับสามารถดึง GDP กลับมาได้เพียง 3 ล้านล้านบาทสู่ระดับ 18 ล้านล้านบาท สาเหตุนั้นเดาได้ไม่ยากนั่นก็คือการทุจริตในโครงการของภาครัฐต่างๆ เห็นได้จากหลายๆข่าว

ปัจจุบันปี 2568 รัฐบาลยังคงจัดทำงบประมาณแบบขาดทุนต่อเนื่อง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือหนี้สาธารณะต่อ GDP จะดีดขึ้นมาต่อเนื่อง จากตอนนี้ 64% ของ GDP ซึ่งใกล้จะเต็มเพดานแล้ว

หากมีการขยายเพดานหนี้อีกครั้งจะแสดงถึงความขาดประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนำไปสู่การปรับลด credit rating ในท้ายที่สุด

ผลลัพธ์ก็คือธุรกิจในไทยจะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงมากขึ้น และเป็นสาเหตุให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตได้ไม่เต็มประสิทธิภาพรวมถึงให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลงในท้ายที่สุด

หุ้นยังลงได้อีก โยก LTF เป็น Thai ESGX คุ้มมั้ย? : คนเคาะข่าว 05-05-68: ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พ.....

ใครยังไม่หมดหวังกับตลาดหุ้นไทยและต้องใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ย้าย LTF มา Thai ESGX กันต่อได้ครับ
03/05/2025

ใครยังไม่หมดหวังกับตลาดหุ้นไทยและต้องใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ย้าย LTF มา Thai ESGX กันต่อได้ครับ

 #หุ้นอเมริกา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2025 ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งขึ้นแรง 🚀 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ “หยุดการเก...
09/04/2025

#หุ้นอเมริกา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2025 ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งขึ้นแรง 🚀 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ “หยุดการเก็บภาษีศุลกากร” เป็นเวลา 90 วัน ⏳ โดยมีผลทันที

ทรัมป์ระงับการเก็บภาษี “ตอบโต้” และภาษี 10% ที่เพิ่งประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อน ❌💰 แต่กลับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 125% 🇨🇳📈

ด้านจีนก็ไม่น้อยหน้า ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ จาก 34% เป็น 84% 🔁🔥 มีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน

เบื้องต้นมีผลถึงวันที่ 11 เมษายนนี้ครับ
07/04/2025

เบื้องต้นมีผลถึงวันที่ 11 เมษายนนี้ครับ

อยู่อย่างเข้าใจครับ
06/04/2025

อยู่อย่างเข้าใจครับ

⚠️ What If: ทรัมป์ ทำให้เกิด recession จริงๆ‼️

ช่วงนี้ทุกคนคงเห็นข่าวหรือบทวิเคราะห์กันแหละว่า ถ้าภาษีถูกเก็บจริงๆ ทรัมป์ จะทำให้สหรัฐฯ เข้าสู่ recession ซึ่งนั่นคือ “ถ้า” และเป็น “Big IF” มากๆ ด้วย เพราะ ไอ้เรื่องทั้งหมดนี้ ทรัมป์ เค้าก็รู้ค่ะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะมาเล่าในวันนี้ สิ่งที่จะมาเล่าคือ ถ้ามันเกิด recession หรือ bear maket จริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างค่ะ

ดังนั้นเราจะมาเจาะลึกประวัติศาสตร์ของ "ตลาดหุ้น" ผ่านภาพที่น่าสนใจภาพหนึ่งจาก JPMorgan กันค่ะ ภาพนี้เล่าเรื่องราวการขึ้นลงของตลาด หรือที่เรียกกันว่า "ตลาดกระทิง" (Bull Market - ตลาดขาขึ้น) และ "ตลาดหมี" (Bear Market - ตลาดขาลง) ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกันครับ

📈📉📈 วัฏจักรที่ไม่สิ้นสุดของตลาดหุ้น

หากเรามองภาพรวมใหญ่ๆ ตลาดหุ้นจะเห็นเหมือนคลื่นทะเลที่มีทั้งช่วงสูงและช่วงต่ำสลับกันไป ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของตลาดหุ้นค่ะ มันจะไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงขึ้นไปอย่างเดียว แต่มี "วัฏจักร" ของมันเสมอ

🐂 ช่วงขาขึ้น (ตลาดกระทิง): เป็นช่วงที่ตลาดโดยรวมเติบโต นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น

🧸 ช่วงขาลง (ตลาดหมี หรือ การปรับฐาน): เป็นช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงอย่างน้อย 20% จากจุดสูงสุด (เส้นสีแดงในกราฟ) หรืออาจจะแค่ปรับฐานระยะสั้นๆ (Market Correction) ซึ่งตลาดอาจจะลงไม่ถึง -20% ก็ได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่ภาพนี้จะสื่อก็คือ แม้ตลาดจะมีการดิ่งลงหนักๆ หลายครั้งในประวัติศาสตร์ แต่สุดท้าย ตลาดก็สามารถฟื้นตัวกลับมา และเดินหน้าสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้เสมอ การปรับฐานหรือภาวะตลาดหมีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรที่นำไปสู่การเติบโตในระยะยาว

🤕 แผลเป็นและบทเรียนของตลาด

ในภาพนี้เราจะเห็น วิกฤตหรือการปรับฐานครั้งสำคัญๆ ไว้ 12 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1926 จนถึงประมาณปี 2022 ค่ะ เริ่มต้นจาก

1️⃣ Crash of 1929 (เริ่ม ก.ย. 1929) - วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่:

นี่คือจุดเริ่มต้นของ "ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่" (Great Depression) ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากก่อนหน้านี้เป็นยุค "Roaring Twenties" ที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูสุดขีด เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น คนแห่กันลงทุนจนราคาหุ้นพุ่งเกินพื้นฐานไปมาก (Extreme Valuations) พอฟองสบู่แตก เกิดการเทขายอย่างตื่นตระหนก (Panic Sell)

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดดิ่งเหวอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนถึง -86%

👉🏻 ระยะเวลา: เป็นตลาดหมีที่ยาวนานมาก กินเวลาถึง 32 เดือน กว่าจะถึงจุดต่ำสุด

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่รุนแรงและยาวนานไปทั่วโลก

🎯 บทเรียน: แสดงให้เห็นถึงหายนะที่อาจเกิดขึ้นจากฟองสบู่แตก และผลกระทบที่รุนแรงเมื่อตลาดหุ้นเชื่อมโยงกับวิกฤตเศรษฐกิจจริง

2️⃣ 1937 Fed tightening (เริ่ม มี.ค. 1937) - บทเรียนจากการขึ้นดอกเบี้ย:

หลังจากเริ่มฟื้นตัวจาก Great Depression ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกลับมา จึงตัดสินใจขึ้น "อัตราเงินสดสำรองขั้นต่ำ" (Reserve Requirement) ซึ่งเป็นการคุมเข้มนโยบายการเงิน ผลคือ มันเร็วเกินไปและแรงเกินไป ทำให้เศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วทรุดตัวลงอีกครั้ง

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดร่วงหนักถึง -60%

👉🏻 ระยะเวลา: เป็นอีกครั้งที่ตลาดหมีกินเวลายาวนานมากถึง 61 เดือน

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: การดำเนินนโยบายที่เข้มงวดของ Fed (Aggressive Fed) และตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)

🎯 บทเรียน: นโยบายการเงินของธนาคารกลางมีผลกระทบต่อตลาดและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล การตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือผิดจังหวะสามารถนำไปสู่วิกฤตได้

3️⃣ Post WWII crash (เริ่ม พ.ค. 1946) - ความกังวลหลังสงคราม:

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการทำสงครามลดลง และทหารจำนวนมากกลับมาหางานทำในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ภาวะปกติ

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดปรับตัวลง -30%

👉🏻 ระยะเวลา: ใช้เวลา 36 เดือน ในการปรับฐาน

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

🎯 บทเรียน: การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ สามารถสร้างความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดได้

4️⃣ Flash crash of 1962 / Cuban Missile Crisis (เริ่ม ธ.ค. 1961) - ตลาดผันผวนจากหลายปัจจัย:

ครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยผสมกัน ทั้งการปรับฐานของหุ้นที่เคยเก็งกำไรกันสูง (เรียกว่า "Kennedy Slide") ประกอบกับความตึงเครียดทางการเมืองถึงขีดสุดใน "วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา" ที่เกือบนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดปรับลง -28%

👉🏻 ระยะเวลา: แม้จะลงแรง แต่เป็นการปรับฐานระยะสั้นเพียง 6 เดือน

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ราคาหุ้นที่สูงเกินไปในบางกลุ่ม (Extreme Valuations)

🎯 บทเรียน: ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเก็งกำไรที่มากเกินไป สามารถกระตุ้นให้เกิดการเทขายอย่างรุนแรงได้ แม้บางครั้งอาจจบลงอย่างรวดเร็ว

5️⃣ Tech crash of 1970 (เริ่ม พ.ย. 1968) - ฟองสบู่เทคฯ ยุคแรก:

เป็นการสิ้นสุดของยุค "Go-Go Years" ที่มีการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มบริษัทที่ควบรวมกิจการ (Conglomerates) และหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นแนวคิด (Concept Stocks) ที่ยังไม่มีกำไรชัดเจน เมื่อความจริงปรากฏ ฟองสบู่ก็แตก

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดโดยรวมปรับลง -36%

👉🏻 ระยะเวลา: ตลาดหมีกินเวลา 17 เดือน

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) และราคาหุ้นที่แพงเกินจริง (Extreme Valuations)

🎯 บทเรียน: บทเรียนแรกๆ ของฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่แม้จะยังไม่ใหญ่เท่าดอทคอม แต่ก็ส่งผลกระทบต่อตลาดในวงกว้างได้

6️⃣ Stagflation / OPEC oil embargo (เริ่ม ม.ค. 1973) - วิกฤตซ้อนวิกฤต:

เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญภาวะ "Stagflation" คือ เศรษฐกิจโตช้า แต่เงินเฟ้อสูง ซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงาน เมื่อกลุ่ม OPEC ประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 4 เท่าตัว สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดหุ้นทรุดหนัก -48%

👉🏻 ระยะเวลา: ตลาดเผชิญภาวะขาลงนานถึง 20 เดือน

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession), ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง (Commodity Spike - น้ำมัน), และราคาหุ้นบางกลุ่มที่แพงเกินไปก่อนหน้า (Extreme Valuations - หุ้นกลุ่ม Nifty Fifty)

🎯 บทเรียน: ปัญหามหภาคที่เลวร้าย (Stagflation) ผสมกับปัจจัยภายนอก (วิกฤตน้ำมัน) สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงให้กับตลาดหุ้นได้อย่างชัดเจน

7️⃣ Volcker tightening (เริ่ม พ.ย. 1980) - ยาแรงปราบเงินเฟ้อ:

เพื่อต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อสูงที่เรื้อรังมาตั้งแต่ยุค 70 ประธาน Fed ในขณะนั้น "พอล โวลเกอร์" ได้ตัดสินใจใช้ยาแรง ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปสู่ระดับที่สูงมาก แม้จะรู้ว่าต้องแลกมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ก็จำเป็นเพื่อคุมเงินเฟ้อให้อยู่หมัด

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดหุ้นปรับตัวลง -27%

👉🏻 ระยะเวลา: ใช้เวลา 20 เดือน กว่าตลาดจะผ่านจุดต่ำสุด

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ Fed

🎯 บทเรียน: ธนาคารกลางอาจต้องยอมสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ (และตลาดหุ้น) ในระยะสั้น เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวที่สำคัญกว่า เช่น การรักษาเสถียรภาพด้านราคา

8️⃣ 1987 crash (Black Monday) (เริ่ม ส.ค. 1987) - วันจันทร์ทมิฬ:

เป็นเหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหวอย่างรุนแรงและรวดเร็วภายในวันเดียว (Black Monday) สาเหตุค่อนข้างซับซ้อน ทั้งจากการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซื้อขาย (Program Trading) ที่สั่งขายพร้อมกันเมื่อตลาดถึงจุดหนึ่ง, ราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพง, และความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดปรับลง -34%

👉🏻 ระยะเวลา: แม้จะลงหนัก แต่เป็นการปรับฐานที่จบเร็วมากเพียง 3 เดือน

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: นโยบายการเงินที่เริ่มตึงตัว และราคาหุ้นที่สูง

🎯 บทเรียน: ตลาดสามารถดิ่งลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากปัจจัยทางเทคนิคและอารมณ์ตื่นตระหนกของนักลงทุนได้ แม้จะยังไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ตามมาทันที

9️⃣ Tech bubble (Dot-com crash) (เริ่ม มี.ค. 2000) - ฟองสบู่ดอทคอม:

ฟองสบู่ครั้งประวัติศาสตร์ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต และโทรคมนาคม ที่ราคาถูกปั่นขึ้นไปด้วยความคาดหวังที่เกินจริง นักลงทุนไม่สนใจพื้นฐานหรือกำไร ขอแค่มี .com ต่อท้าย ราคาหุ้นก็วิ่งได้ สุดท้ายฟองสบู่ก็แตกดังโพละ

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดโดยรวม (S&P500) ลงไป -49% (ส่วนดัชนี Nasdaq ที่มีหุ้นเทคฯ เยอะๆ ลงหนักกว่านี้มาก)

👉🏻 ระยะเวลา: เป็นตลาดหมีที่ค่อนข้างยาวนาน 30 เดือน

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเล็กน้อย และแน่นอนว่าเกิดจากราคาหุ้นที่แพงมหาศาล (Extreme Valuations)(P/E ณ จุดต่ำสุดยังสูงถึง 13.8 เท่า)

🎯 บทเรียน: การมองข้ามปัจจัยพื้นฐานและหลงไปกับกระแสความคาดหวัง สามารถนำไปสู่ฟองสบู่ขนาดใหญ่และการปรับฐานที่เจ็บปวดได้เสมอ

🔟 Global financial crisis (Hamburger crisis) (เริ่ม ต.ค. 2007) - วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์:

เริ่มต้นจากปัญหาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Subprime Mortgage) ที่ปล่อยให้กับลูกหนี้ที่ความสามารถชำระคืนต่ำ เกิดการผิดนัดชำระหนี้จำนวนมาก ลุกลามไปสู่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่หลายแห่งที่ลงทุนในสินเชื่อเหล่านี้ จนเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในภาคธนาคารและลามไปทั่วโลก กลายเป็นวิกฤตการเงินครั้งใหญ่

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดหุ้นดิ่งหนัก -57%

👉🏻 ระยะเวลา: กินเวลา 17 เดือน

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง, การดำเนินนโยบายของ Fed (อาจจะหละหลวมไปก่อนหน้า และต้องเข้ามาอุ้มหลังวิกฤต), และฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ และสินเชื่อ (Extreme Valuations)

🎯 บทเรียน: ปัญหาในภาคการเงินเพียงภาคส่วนเดียว (อสังหาฯ/สินเชื่อ) สามารถลุกลามและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง (Systemic Risk) กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่รุนแรงได้

1️⃣1️⃣ Coronavirus pandemic (เริ่ม ก.พ. 2020) - วิกฤตโรคระบาด:

การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ทั่วโลกต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ เกิดความไม่แน่นอนและความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงในตลาดการเงิน

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็วมาก -34%

👉🏻 ระยะเวลา: เป็นตลาดหมีที่ "สั้นที่สุด" ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพียงประมาณ 1 เดือน ก่อนที่ตลาดจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดสภาพคล่องมหาศาลจากรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลก

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่หดตัวแรงแต่สั้น (Recession) ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก (External Shock) ไม่ใช่กลไกเศรษฐกิจปกติ (P/E ณ จุดต่ำสุด 13.3 เท่า)

🎯 บทเรียน: เหตุการณ์ไม่คาดฝันจากภายนอก (Black Swan) สามารถสร้างความผันผวนสุดขีดในระยะสั้นได้ แต่การตอบสนองอย่างทันท่วงทีและเด็ดขาดของภาครัฐและธนาคารกลางก็สามารถช่วยพยุงและฟื้นฟูตลาดได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

1️⃣2️⃣ Stagflation worries (เริ่ม ม.ค. 2022) - ความกังวลหวนคืน:

👉🏻 หลังจากเศรษฐกิจฟื้นตัวจากโควิด ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น ทั้งปัญหาห่วงโซ่อุปทานติดขัด, สงครามในยูเครนที่ดันราคาพลังงานและอาหารพุ่ง (Commodity Spike), ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นมากทั่วโลก ธนาคารกลาง (โดยเฉพาะ Fed) จึงต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (Aggressive Fed) ขึ้นดอกเบี้ยแรงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจจะกลับไปสู่ภาวะ Stagflation อีกครั้ง

👉🏻 ความเสียหาย: ตลาดปรับตัวลง -25%

👉🏻 ระยะเวลา: กินเวลาประมาณ 9 เดือน

👉🏻 ปัจจัยแวดล้อม: ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง (Commodity Spike) และนโยบายการเงินที่เข้มงวด (Aggressive Fed) (P/E ณ จุดต่ำสุด 15.3 เท่า)

🎯 บทเรียน: เงินเฟ้อและการตอบสนองของธนาคารกลาง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดหุ้นอย่างมาก

⭐️ เราจะเห็นว่าแต่ละครั้งมีความรุนแรง (เปอร์เซ็นต์ที่ลดลง) และระยะเวลา (จำนวนเดือน) ที่แตกต่างกันไป
ขณะที่สาเหตุก็หลากหลายค่ะ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ, นโยบายการเงิน, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือการที่ราคาหุ้นแพงเกินไป

📊 วิธีอ่านกราฟ/ตารางให้เข้าใจง่าย

👉🏻 แกนตั้ง (Y-axis): บอกเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของตลาดเทียบกับจุดสูงสุดก่อนหน้า ยิ่งลงต่ำ แปลว่ายิ่งติดลบมาก

👉🏻 แกนนอน (X-axis): คือช่วงเวลา ตั้งแต่ปี 1926 ถึงประมาณ 2022

👉🏻 พื้นที่สีเทาเข้ม: แสดงช่วงเวลาและขนาดของการปรับฐานหรือตลาดหมี ยิ่งลึกยิ่งกว้าง หมายถึง ลงหนักและนาน

👉🏻 เส้นแดงแนวนอนที่ -20%: เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้แยกว่าเป็นการปรับฐานธรรมดา หรือเข้าสู่ "ตลาดหมี" อย่างเป็นทางการ

👉🏻 แท่งเทาอ่อาแนวตั้ง: บอกช่วงเวลาที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ซึ่งมักจะเกิดพร้อมๆ หรือใกล้เคียงกับตลาดหมี

👉🏻 ตารางด้านล่าง: ให้รายละเอียดของแต่ละเหตุการณ์ ทั้งชื่อเรียก, จุดเริ่มต้น, เปอร์เซ็นต์ที่ลงสูงสุด, ระยะเวลาที่ลง (เดือน), ค่า P/E ตลาด ณ จุดต่ำสุด (ถ้ามี), ปัจจัยแวดล้อม (เศรษฐกิจถดถอย, Fed ขึ้นดอกเบี้ยแรง, ราคาแพงไป, สินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง), และข้อมูลของ "ตลาดกระทิง" ที่ตามมาหลังวิกฤตแต่ละครั้ง (เริ่มเมื่อไหร่, ให้ผลตอบแทนเท่าไหร่, นานกี่เดือน, ค่า P/E ณ จุดสูงสุด)

🎯 สรุปบทเรียนจากตลาดหมีที่ผ่านมา

⭐️ ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ: ภาพนี้ยืนยันว่าการปรับฐานและตลาดหมีเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

⭐️ ตลาดหมีรุนแรงแต่ไม่คงอยู่ตลอดไป: โดยเฉลี่ยจากข้อมูลนี้ ตลาดหมีทำให้ตลาดลงประมาณ -43% และกินเวลาเฉลี่ย 22 เดือน แต่หลังจากนั้น ตลาดกระทิงก็กลับมาเสมอ

⭐️ ตลาดกระทิงทรงพลังและยาวนานกว่า: ค่าเฉลี่ยของตลาดกระทิงในรูปนี้ให้ผลตอบแทนสูงถึง 165% และมีระยะเวลายาวนานเฉลี่ย 54 เดือน ซึ่งมากกว่าระยะเวลาของตลาดหมี

⭐️ วิกฤตมีหลายสาเหตุ: ไม่มีสาเหตุตายตัว อาจเกิดจากเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน ความตื่นตระหนก หรือปัจจัยภายนอกที่ไม่คาดคิด

⭐️ ประวัติศาสตร์ให้บทเรียน: การศึกษาอดีตช่วยให้เราเข้าใจรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น

⭐️ มุมมองระยะยาวสำคัญ: แม้จะเจอช่วงเวลาที่น่ากลัว แต่ในระยะยาว ตลาดหุ้นมีแนวโน้มเติบโต การลงทุนอย่างมีวินัยและมองภาพรวมระยะยาวเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จค่ะ

โดยสรุป ภาพนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนที่ดีว่า ในโลกของการลงทุน ความผันผวนคือเพื่อนแท้ที่เราต้องเจอ แต่หากเข้าใจธรรมชาติของมัน ศึกษาประวัติศาสตร์ และมีมุมมองการลงทุนที่เหมาะสม เราก็จะสามารถเดินทางผ่านทั้งช่วงเวลาที่สดใส (ตลาดกระทิง) และช่วงเวลาที่ท้าทาย (ตลาดหมี) ไปได้ค่ะ

ปล. ทำไมไม่ trade war 1…. เพราะตอนนั้นหุ้นร่วง แต่ไม่ได้เกิด bear market ค่ะ (-19.8% 🤣)

ปล2. รอบนี้ตลาดร่วงไปแล้ว 17.5% จากจุดสูงสุด… อาจแปลได้ว่า ตลาดรับข่าวไปเยอะมากๆแล้วค่ะ

ที่อยู่

Thonburi
Bangkok
10600

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wealth the factผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Wealth the fact:

แชร์