Khajorndet Insights

Khajorndet Insights Business Strategist | Founder & CEO, Better Planner

บริการให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการเงิน การลงทุน วางแผนภาษี และการวางแผน Lifestyle ด้วยสินค้าทางการเงิน

🎯ให้บริการข้อมูลทางการเงิน
🎯วางแผนความเสี่ยง
🎯แนะนำการลงทุน
🎯เพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจ
🎯รับปรึกษาแก้ไขงบการเงินบริษัท
🎯ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หุ้น กองทุนรวม ประกันภัย ประกันชีวิต Crypto ฯลฯ

การเงินบัญชีภาษีจบครบที่เดียว

07/08/2026

10 โรคข้าราชการ ที่เบิกค่ายาสูงสุด ใช้งบกว่า 4 หมื่นล้านบาท
การเบิกจ่ายงบประมาณสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ของข้าราชการ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งหาทางออก เนื่องจากปัญหาภาระงบประมาณที่ตึงตัวกำลังส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศ
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า จากสถิติการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลพบว่าผู้รับสวัสดิการมีความเจ็บป่วยด้วย "กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง" หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) จำนวนเพิ่มขึ้น และกลุ่มโรคนี้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก
เปิด 10 อันดับโรคฮิต เบิกค่ายาสูงสุด
จากข้อมูลผลการเบิกจ่ายค่ายาในระบบเบิกจ่ายตรง ประจำปีงบประมาณ 2568 พบว่า 10 อันดับโรคที่มีมูลค่าการเบิกจ่ายสูงสุด มีดังนี้
อันดับ 1 โรคเส้นเลือดในสมองแตก/อุดตัน มูลค่า 7,791.16 ล้านบาท (ผู้ป่วย 2.03 ล้านราย)
อันดับ 2 โรคเบาหวาน มูลค่า 6,202.11 ล้านบาท (ผู้ป่วย 6.1 แสนราย)
อันดับ 3 โรคไขมันในหลอดเลือดสูง มูลค่า 3,487.50 ล้านบาท (ผู้ป่วย 1.59 ล้านราย)
อันดับ 4 โรคความดันโลหิตสูง มูลค่า 3,308.80 ล้านบาท (ผู้ป่วย 1.44 ล้านราย)
อันดับ 5 โรคหัวใจล้มเหลว มูลค่า 2,313.13 ล้านบาท (ผู้ป่วย 1.13 ล้านราย)
อันดับ 6 โรคมะเร็ง มูลค่า 2,040.80 ล้านบาท (ผู้ป่วย 8.5 หมื่นราย)
อันดับ 7 โรคไตวายเรื้อรัง มูลค่า 958.30 ล้านบาท (ผู้ป่วย 7.2 แสนราย)
อันดับ 8 โรคถุงลมโป่งพอง มูลค่า 842.97 ล้านบาท (ผู้ป่วย 8.9 แสนราย)
อันดับ 9 โรคผิวหนังพุพองเรื้อรัง มูลค่า 707.65 ล้านบาท (ผู้ป่วย 7.8 แสนราย)
อันดับ 10 โรคเรื้อนกวาง มูลค่า 628.94 ล้านบาท (ผู้ป่วย 9.2 แสนราย)
อ่าน: https://www.bangkokbiznews.com/economics/1245832
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจInfo #กรุงเทพธุรกิจEconomic

04/08/2026

อัปเดต! “ฐานภาษีบุคคล” 12.57 ล้านคน จ่ายภาษี 5.14 ล้านคน 2.8 แสนล้านบาท อีก 7.43 ล้านคน ได้รับยกเว้น
| ประเด็นสืบสวน | ประเทศไทยมีประชากร 66.05 ล้านคน มีคนทำงานหรือที่เรียกว่า “กำลังแรงงาน” อยู่ 40.53 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีก 25.52 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ หรือคนที่อาจยังไม่พร้อมทำงาน และในกลุ่มแรงงาน 40.53 ล้านคนนี้ มีคนว่างงานอยู่ราวๆ 4.4 แสนคน สรุปแล้วมีคนทำงานจริงๆ อยู่ประมาณ 40.1 ล้านคน
คนที่อยู่ในวัยทำงาน 40 ล้านคน มีคนมายื่นแบบ ภ.ง.ด. 90/91 แค่ 12.57 ล้านคนเท่านั้น คิดเป็นสัดส่วน 19% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แล้วอีก 27.52 ล้านคน พวกเขายัง “อยู่นอกระบบภาษี”
ทั้งๆ ที่กฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา 56 เขียนไว้ชัดเจนว่า ใครก็ตามที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำสุด 60,000 บาทต่อปี หรือแค่เดือนละ 5,000 บาท มีหน้าที่ต้องมายื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
ถ้าไปดูตัวเลขประกันสังคมประกอบกัน… ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมรวมทุกกลุ่ม (ม.33, ม.39 และ ม. 40) มีอยู่ราว 24.83 ล้านคน เมื่อบวกกับจำนวนข้าราชการและบุคลากรภาครัฐอีก 3 ล้านคน รวมเป็น 27.83 ล้านคน แต่กลับมีผู้ยื่นภาษีแค่ 12.57 ล้านคน คำถามคืออีก 15.26 ล้านคน หายไปไหน... ทำไม
ยื่นแบบ?
คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งอาจมีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 5,000 บาท จริงๆ แต่เชื่อได้ว่าอีกส่วนหนึ่ง “เข้าใจผิด” คิดว่า พอโดนหักประกันสังคม หรือบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว “ก็จบกันไป ไม่ต้องทำอะไรต่อ”
แต่ในความเป็นจริงแล้ว “การยื่นภาษี” อาจไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เผลอๆ การยื่นภาษีอาจทำให้เราได้ “เงินภาษีคืน” ด้วยซ้ำ!
หากเจาะลึกข้อมูลปี 2567 กลุ่มคน 12.57 ล้านคนที่ยื่นแบบภาษีนั้น มีคนที่ “จ่ายภาษีจริงๆ” แค่ 5.14 ล้านคน เท่านั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียง 7.8% ของคนไทยทั้งประเทศ ส่วนอีก 7.43 ล้านคน ที่ยื่นแบบฯ แต่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี (อัตรา 0%)
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา #ฐานภาษีบุคคล #กรมสรรพากร #ไทยพับลิก้า

02/08/2026

ความเสี่ยงการคลัง (3): หนี้ใน-หนี้นอก บานไม่หยุด! ธ.ก.ส. รองบชดเชยกว่า 8 แสนล้าน
| ประเด็นสืบสวน | เวลาที่เราพูดถึงเรื่องการคลัง งบประมาณ หรือหนี้สาธารณะ คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของตัวเลขในกระดาษ หรือเป็นเรื่องของนักเศรษฐศาสตร์ใส่สูทคุยกันในห้องแอร์
สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ตรวจดูสถานะทางการคลังของรัฐบาลอีกครั้ง พบประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง เริ่มจากการย้อนกลับไปดูตัวเลขจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไทย ในปีงบประมาณ 2536 ที่เคยหาเงินเข้าคลังได้มากถึง 17% ของ GDP จนมาถึงปีงบประมาณ 2568 ตัวเลขค่อยๆ ลดดลงมาเหลือแค่ 14.9% ของ GDP รายได้ของรัฐบาลมีแนวโน้มลดลง แต่รายจ่ายกลับวิ่งสวนทาง
และที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าคือ เมื่อไปดูไส้ในของรายจ่าย ส่วนใหญ่เป็น “รายจ่ายประจำ” ที่ตัดทิ้งได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนและสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสวัสดิการของประชาชน ไปจนถึงหนี้เก่าที่ต้องกันเงินไว้จ่ายทั้งต้นและดอกทุกงวด
ส่วนรายได้ที่จะมาใช้ในการจัดทำ “งบลงทุน” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ หรือ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทบจะไม่มีเหลือ
เมื่อเงินไม่พอ ทางออกเดิมๆ ที่ถูกเลือกใช้มาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาหลายทศวรรษ คือ “การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล” หรือ พูดภาษาบ้านๆ ก็คือ “กู้เงินมาใช้” นั่นเอง!
กู้ไปกู้มาต่อต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศ ตอนนี้วิ่งไปเข้าจ่อเพดานหนี้สาธารณะตามที่กฎหมายล็อกไว้ คือ ไม่เกิน 70% ของ GDP
ถ้าไปดูในรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2568 และมุมมองระยะปานกลาง ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ สศค. ล่าสุด จะเห็นไส้ในของหนี้มาตรา 28 ก้อนนี้ โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ภาระผูกพันรวมตามมาตรา 28 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา โดยหนี้มาตรา 28 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จาก 933,574 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2563 เพิ่มเป็น 1,133,751 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 หรือเพิ่มขึ้น 200,177 ล้านบาท
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดหนี้มาตรา 28 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีการอนุมัติโครงการใหม่ๆ ภายใต้มาตรา 28 รวมเป็นวงเงินสูงถึง 1,178,552 ล้านบาท โดยยอดอนุมัติโครงการใหม่ภายใต้มาตรา 28 ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 84.4% ในช่วงปีงบประมาณ 2561-2565เฉพาะในปีงบประมาณ 2565 เป็นปีที่มีการอนุมัติโครงการใหม่ตามมาตรา 28 มากที่สุด 210,040 ล้านบาท ก่อนที่จะปรับตัวลดลง และเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงปี 2566-2568
โดยเงินส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ดำเนินการตามมาตรการ/นโยบายของรัฐ 3 ด้าน ดังนี้

▪️ มาตรการทางด้านเกษตร (สีเทา) : เป็นกลุ่มที่ครองสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 75.4% ของยอดหนี้ทั้งหมด หรือ คิดเป็นวงเงินรวม 889,058 ล้าน

▪️ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย (สีเขียว) : แม้จะมีสัดส่วนแค่ 13.9% คิดเป็นวงเงินรวมแค่ 162,942 ล้านบาท แต่เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 710.8% (เปรียบเทียบปี 2568 กับ 2561)

▪️ มาตรการช่วยเหลือ SMEs (สีส้ม): มีสัดส่วนน้อยที่สุดที่ 10.7% คิดเป็นวงเงิน 126,552 ล้านบาท
ขณะที่การจัดสรรงบประมาณมาชดเชย หรือ ใช้หนี้คืนให้หน่วยงานของรัฐที่ถูกสั่งให้สำรองจ่ายเงินไปก่อน กลับมีแนวโน้มลดลงทุกปี จากปี 2566 หน่วยงานของรัฐเคยได้รับการจัดสรรงบใช้หนี้มาตรา 28 ประมาณ 115,764 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.63% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดในปี 2566 ลดลงเหลือ 58,249 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 1.54% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดในปี 2568 ตรงนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หนี้มาตรา 28 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
จากข้อมูลของ สศค. พบว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 รัฐบาลมีภาระผูกพันที่จะต้องตั้งงบประมาณไปชดเชยให้กับหน่วยงานของรัฐสะสมสูงถึง 1,131,751 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีหนี้มาตรา 28 ที่ถูกนับรวมเข้ามาอยู่ในหนี้สาธารณะแล้ว 131,748 ล้านบาท โดยหน่วยงานของรัฐที่แบกรับภาระหนี้มาตรา 28 ก้อนใหญ่ที่สุด คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีหนี้ที่รอรัฐบาลตั้งงบประมาณมาชดเชยมากถึง 832,171 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมหนี้มาตรา 28 อีกก้อน 131,748 ล้านบาท ที่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะแล้ว ซึ่งในทุกๆ ปีรัฐบาลจะให้น้ำหนักในการตั้งงบมาตัดหนี้ก่อนหลังนี้ เพื่อลดตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศเป็นสำคัญ
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#ความเสี่ยงการคลัง #สถานะทางการคลัง #วินัยการคลัง #หนี้สาธารณะ #หนี้มาตรา28 #รัฐบาลอนุทิน #ไทยพับลิก้า

การวางแผนการเงิน ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “ผลตอบแทนเท่าไร?”แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่า…“เราต้องการให้เงินก้อนนี้ ทำหน้าที...
18/07/2026

การวางแผนการเงิน ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “ผลตอบแทนเท่าไร?”

แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่า…

“เราต้องการให้เงินก้อนนี้ ทำหน้าที่อะไรในชีวิต?”

เงินแต่ละก้อนไม่ได้มีหน้าที่เหมือนกัน

เงินสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
ไม่ควรรับความเสี่ยงสูง

เงินสำหรับการศึกษาของลูก
ต้องมั่นใจว่าจะมีในวันที่ลูกต้องใช้

เงินสำหรับเกษียณ
ต้องเติบโตให้ทันเงินเฟ้อ แต่ยังต้องบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

เงินเพื่อส่งต่อให้คนที่เรารัก
ต้องถูกออกแบบให้ส่งมอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเรารู้ว่า “เงินมีหน้าที่อะไร”

เราจึงค่อยเลือก…

* จะเก็บออมแบบไหน
* จะลงทุนในสินทรัพย์ใด
* จะใช้ประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพเมื่อไร
* จะวางแผนภาษีอย่างไร
* และจะจัดพอร์ตอย่างไรให้เหมาะกับเป้าหมาย

ผลตอบแทนจึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น

แต่เป็น “ผลลัพธ์” ของการวางแผนที่ถูกต้อง

เพราะการเงินที่ดี…

ไม่ใช่การทำให้เงินโตที่สุด

แต่คือการทำให้เงิน “ทำหน้าที่ของมันได้ครบทุกบาท” ในวันที่ชีวิตต้องการมากที่สุด

— ขจรเดช คนสูง
Wealth, Tax & Public Policy Strategist

16/07/2026

📅 ไทม์ไลน์สำคัญ! โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

📌 วันที่ 17 กรกฎาคม 2569
ประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน

📌 วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 – 12 มกราคม 2570
ยืนยันตัวตน (e-KYC)

📌 วันที่ 17 – 31 กรกฎาคม 2569
ยื่นขอทบทวนสิทธิ

📌 วันที่ 17 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม 2569
กรณีแก้ไขเอกสารในการขอทบทวนสิทธิ

📌 วันที่ 21 กันยายน 2569
ประกาศผลการทบทวนสิทธิ

✔️ วันที่ 1 สิงหาคม 2569
เริ่มใช้สิทธิฯ สำหรับผู้ผ่านการพิจารณาฯ รายเดิม

✔️ วันที่ 1 ตุลาคม 2569
ผู้เริ่มใช้สิทธิฯ สำหรับผู้ที่ผ่านการพิจารณาฯ รายใหม่ และผู้ผ่านทบทวนสิทธิ

ติดตามข้อมูลข่าวสารโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังเท่านั้น
#บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
#กระทรวงการคลัง

ถ้าคุณเป็นข้าราชการรุ่นใหม่… คุณจะเลือกอะไร?1️⃣ เงินเดือนสูงขึ้นวันนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ และนำเงินไปวางแผนกา...
13/07/2026

ถ้าคุณเป็นข้าราชการรุ่นใหม่… คุณจะเลือกอะไร?

1️⃣ เงินเดือนสูงขึ้นวันนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ และนำเงินไปวางแผนการเงิน ลงทุน หรือสร้างความมั่นคงด้วยตัวเอง

2️⃣ บำนาญหลังเกษียณ เพื่อความมั่นคงระยะยาว แม้รายได้ในช่วงทำงานอาจไม่ได้สูงมาก

3️⃣ หรือควรเปิดโอกาสให้ “เลือกได้เอง” ตามเป้าหมายชีวิตของแต่ละคน

ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด

แต่คำถามสำคัญคือ…

ถึงเวลาหรือยังที่ระบบสวัสดิการภาครัฐควรมี “ทางเลือก” มากขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์คนแต่ละรุ่น และยังคงความยั่งยืนของการคลังในระยะยาว

คุณคิดเห็นอย่างไร?

ร่วมแลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุผลและความเคารพในมุมมองที่แตกต่างครับ

— ขจรเดช คนสูง
Wealth, Tax & Public Policy Strategist

12/07/2026

ย้อน 10 ปี งบรักษาพยาบาลข้าราชการ เบิกจริงสูงกว่างบ พุ่งทะลุแสนล้าน
หนึ่งในหมวด "รายจ่ายที่ยากต่อการลดทอน" ซึ่งสร้างภาระต่องบประมาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ "รายจ่ายสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ" โดยเฉพาะหมวดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ซึ่งความตึงตัวทางงบประมาณนี้ได้นำไปสู่การจุดประกายแนวคิดที่รัฐบาลจะเดินหน้าการปฏิรูประบบสวัสดิการภาครัฐครั้งใหญ่
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างการศึกษา โดยนำตัวเลขการเบิกจ่ายด้านสวัสดิการของรัฐทั้งหมดมาพิจารณาด้วยเพื่อปรับปรุงการใช้จ่ายทั้งระบบ เช่นเดียวกับที่ได้เปิดลงทะเบียนคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในปีนี้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง
แหล่งข่าวระบุว่า ที่ผ่านมางบประมาณรายจ่ายเพื่อสวัสดิการประชาชนมีแนวโน้มขยายตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณที่ตั้งไว้และได้รับจัดสรรไม่เพียงพอต่อการเบิกจ่ายจริง ทำให้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการสั่งจ่ายเงินจาก "เงินคงคลัง" ออกไปก่อน
โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลมีภาระที่จะต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ซึ่งจะต้องนำไปตั้งจ่ายในงบปี 2570 เป็นจำนวนเม็ดเงินสูงถึง 71,038 ล้านบาท
นอกจากนี้ รายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2568 ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนให้มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยตรวจสอบ เพื่อป้องกันธุรกรรมที่มีความผิดปกติ
📍ย้อนดู 10 ปี เบิกจ่ายงบรักษาพยาบาลสูงเกินวงเงิน
รายงานข่าวจากกรมบัญชีกลาง พบว่า การขอรับจัดสรรงบประมาณและผลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 - 2569 นั้น ตัวเลขการเบิกจ่ายจริงมีทิศทางพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมักจะเกินกว่ากรอบงบประมาณที่ตั้งไว้
โดยในปีงบประมาณ 2560 มีการเบิกจ่ายอยู่ที่ 73,631.83 ล้านบาท จากงบจัดสรรงบประมาณไว้ 60,000 ล้านบาท ก่อนจะไต่ระดับขึ้นมาและทะลุ 1 แสนล้านบาท เป็นครั้งแรกในปีงบประมาณ 2567 ที่ยอด 106,557.40 ล้านบาท จากงบประมาณที่จัดสรรไว้ 79,565 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งรัฐบาลได้รับจัดสรรงบประมาณไว้ที่ 93,800 ล้านบาท แต่ผลการเบิกจ่ายจริงกลับพุ่งสูงถึง 106,740.40 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลล่าสุดของปีงบประมาณ 2569 ผลการเบิกจ่าย ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 มียอดการเบิกจ่ายไปแล้วถึง 94,273.72 ล้านบาท ซึ่งทะลุกรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรรทั้งปีที่ 94,200 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ในปีงบประมาณรายจ่าย 2570 มีการตั้งงบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ซึ่งเป็บงบด้านบุคลากรทีแฝงอยู่ในงบกลาง 94,200 ล้านบาท
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242371
กราฟิก: กษิดิศ สิงห์กวาง
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic #กรุงเทพธุรกิจInfo

06/07/2026

เงินกองทุนล้านล้าน ของคนไทย 25 ล้านคน ฝากอนาคตไว้กับ บอร์ดประกันสังคม 21 คน /โดย ลงทุนแมน

ทุกเดือน เงินเดือนของคนทำงานจะถูกหักส่วนหนึ่งเข้ากองทุนประกันสังคม
นายจ้างเองก็ต้องจ่ายสมทบเข้าไปอีกส่วนหนึ่งเท่า ๆ กัน

เงินก้อนนี้สะสมมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันกองทุนประกันสังคม มีขนาดใหญ่ระดับ 2.9 ล้านล้านบาท และมีผู้ประกันตนในระบบเกือบ 25 ล้านคน

แต่คำถามที่หลายคนอาจไม่เคยคิดคือ เงินมหาศาลก้อนนี้ ใครเป็นคนตัดสินใจว่าจะถูกบริหารอย่างไร และนำไปใช้ทำอะไรบ้าง ?

คำตอบคือ คณะกรรมการที่เรียกว่า “บอร์ดประกันสังคม”

และในวันที่ 27 กันยายน 2569 จะมีการเลือกตั้งบอร์ดชุดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทั้งลูกจ้างและนายจ้างโดยตรง

แล้วทำไมการเลือกตั้งครั้งนี้ถึงสำคัญ โดยเฉพาะกับฝั่งนายจ้าง ที่หลายคนมองข้าม ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่าบอร์ดประกันสังคมคือใคร

บอร์ดประกันสังคมมีทั้งหมด 21 คน แบ่งเป็น 3 ฝ่ายเท่า ๆ กัน
ฝ่ายที่ 1 คือผู้แทนราชการ 7 คน ซึ่งมาโดยตำแหน่ง
ฝ่ายที่ 2 คือผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
ฝ่ายที่ 3 คือผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน

หน้าที่ของบอร์ดชุดนี้ คือการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ตั้งแต่เงินกองทุนจะถูกบริหารอย่างไร จะนำไปลงทุนที่ไหน สิทธิประโยชน์ควรพัฒนาไปทางใด และผู้ประกันตนจะได้รับประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ บอร์ดชุดนี้คือคนที่มีอำนาจตัดสินใจ ว่าเงินที่ทุกคนช่วยกันจ่าย จะถูกใช้ไปอย่างไร

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ ?

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณบางรายการ ของสำนักงานประกันสังคม ว่ามีความคุ้มค่าเพียงพอหรือไม่

ตัวอย่างที่เป็นข่าว เช่น งบจัดทำปฏิทินประกันสังคมที่ใช้รวมกันในช่วง 10 ปี กว่า 579 ล้านบาท
ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมจัดทำปีละหลายล้านฉบับ และทำไมผู้ประกันตนจำนวนมากไม่เคยได้รับ

หรือกรณี การเดินทางไปดูงานต่างประเทศของเจ้าหน้าที่ 10 คน ที่ใช้งบประมาณ 2.2 ล้านบาท โดยมีการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินชั้นเฟิสต์คลาส 2 ที่นั่ง

รวมถึงโครงการพัฒนาแอปพลิเคชัน SSO Plus ที่ใช้งบประมาณกว่า 275 ล้านบาท ซึ่งก็มีเสียงวิจารณ์เรื่องการใช้งานในช่วงแรก

ต้องบอกว่า รายการเหล่านี้ ทางสำนักงานประกันสังคมได้ออกมาชี้แจงว่า เป็นการใช้จ่ายตามระเบียบของทางราชการ และยืนยันว่าไม่กระทบสิทธิของผู้ประกันตน

แต่สิ่งที่สะท้อนออกมา ไม่ใช่เรื่องว่าใครผิดใครถูก
หากแต่เป็นเรื่องของหลักการสำคัญข้อหนึ่ง นั่นคือ เมื่อเงินเป็นของทุกคน การตัดสินใจใช้เงินนั้น ก็ควรมีคนของทุกฝ่ายเข้าไปร่วมตรวจสอบ

และนี่คือจุดที่การเลือกตั้งบอร์ด เข้ามามีบทบาท
เพราะ 14 ที่นั่งจาก 21 ที่นั่งในบอร์ด มาจากการเลือกตั้งของฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตน

หมายความว่า ถ้าทั้งสองฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนที่ดี ก็จะมีเสียงข้างมากในบอร์ด ที่สามารถผลักดันให้การบริหารเงินกองทุนโปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ไปใช้สิทธิ ตัวแทนที่ได้เข้าไปนั่งในบอร์ด ก็อาจมาจากการเลือกของคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

แล้วทำไมนายจ้างถึงควรสนใจการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นพิเศษ ?

เหตุผลแรก.. เพราะการตัดสินใจของบอร์ด กระทบต้นทุนของธุรกิจโดยตรง

ทุกครั้งที่มีการพิจารณาเรื่องอัตราเงินสมทบ หรือเพดานการจ่ายเงินสมทบ

นายจ้างคือฝ่ายที่ได้รับผลกระทบทันที เพราะต้องจ่ายสมทบให้ลูกจ้างทุกคนในบริษัท ทำให้ต้นทุนค่าจ้างของทั้งบริษัท จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น หากมีการเสนอหรือพิจารณาปรับอัตราเงินสมทบ บอร์ดประกันสังคม ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่มีส่วนให้ความเห็นและกำหนดทิศทางนโยบาย

การมีตัวแทนฝ่ายนายจ้างที่เข้าใจภาระของผู้ประกอบการอยู่ในบอร์ด จึงเป็นเรื่องที่กระทบกับกำไรและการอยู่รอดของธุรกิจโดยตรง

เหตุผลที่สอง.. เพราะสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง คือเครื่องมือในการรักษาคนของบริษัท

ในยุคที่การหาและรักษาพนักงานที่ดีเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ สวัสดิการจากประกันสังคม ตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทนการขาดรายได้ ไปจนถึงบำนาญชราภาพ คือส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกมั่นคงในการทำงาน

ถ้าบอร์ดพัฒนาสิทธิประโยชน์เหล่านี้ให้ดีขึ้น นายจ้างก็ได้ประโยชน์ทางอ้อม เพราะพนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยที่บริษัทไม่ต้องแบกต้นทุนสวัสดิการเพิ่มเองทั้งหมด

เหตุผลที่สาม.. และอาจสำคัญที่สุด คือเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุน

เพราะกองทุนประกันสังคมไม่ได้เก็บเงินไว้เฉย ๆ แต่นำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน

ถ้าบอร์ดบริหารการลงทุนได้ดี กองทุนก็เติบโต และมีความมั่นคงในระยะยาว

ซึ่งหมายความว่าเงินสมทบที่นายจ้างและลูกจ้างจ่ายไป จะถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น

แต่ถ้าบริหารได้ไม่ดี ความเสี่ยงก็ตกอยู่กับทุกคนที่อยู่ในระบบ รวมถึงนายจ้างเองด้วย

ทั้งหมดนี้ สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่นายจ้างหลายคนอาจมองข้าม
นั่นคือ นายจ้างไม่ได้เป็นเพียงผู้จ่ายเงินสมทบ แต่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับทุกการตัดสินใจของบอร์ด

แต่ที่ผ่านมา ฝ่ายนายจ้างกลับเป็นกลุ่มที่ไปใช้สิทธิค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนสถานประกอบการที่มีอยู่ในระบบ

ซึ่งหมายความว่า กลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง กำลังปล่อยให้คนอื่นตัดสินใจแทน ทั้งที่ตัวเองมีสิทธิที่จะกำหนดทิศทางได้

(สำหรับนายจ้างที่สนใจการใช้สิทธิ เริ่มจากการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพราะผู้ที่ไม่ลงทะเบียน จะไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ก่อนจะไปใช้สิทธิจริงในวันที่ 27 กันยายน 2569)

สรุปแล้ว การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง
แต่คือกลไกที่ทำให้เจ้าของเงินตัวจริง ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง ได้มีปากมีเสียงในการกำหนดว่าเงินของตัวเองจะถูกใช้ไปอย่างไร

เงินกองทุนประกันสังคม ระดับ 2.9 ล้านล้านบาท ที่ขนาดใหญ่กว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของหลายกระทรวงรวมกัน

ไม่ใช่เงินของใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เกิดจากเงินสมทบของลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ช่วยกันจ่าย

แต่เงินก้อนนี้จะถูกใช้และบริหารอย่างไร กลับขึ้นอยู่กับคนเพียง 21 คน
และ 14 ใน 21 คนนั้น เราเป็นคนเลือกได้เอง

คำถามมีเพียงว่า เราจะใช้สิทธินั้น หรือปล่อยให้มันหลุดมือไป

เพราะทุกการตัดสินใจของบอร์ดในวันนี้ จะกลายเป็นความมั่นคงของคนทำงานในวันข้างหน้า

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวันนี้ แต่คือการกำหนดว่า
เงินที่เราจ่ายไปวันนี้ จะดูแลเรา และพนักงานของเรา ได้ดีแค่ไหนในวันที่เราต้องการมันจริง ๆ..

"อย่าเอามาตรฐานของตัวเอง ไปตัดสินเส้นทางของคนอื่น"บางคนเลือกเก็บเงินบางคนเลือกลงทุนบางคนเลือกสร้างธุรกิจบางคนเลือกทำงานป...
05/07/2026

"อย่าเอามาตรฐานของตัวเอง ไปตัดสินเส้นทางของคนอื่น"

บางคนเลือกเก็บเงิน
บางคนเลือกลงทุน

บางคนเลือกสร้างธุรกิจ
บางคนเลือกทำงานประจำ

บางคนอายุ 30 ก็ประสบความสำเร็จ
บางคนอายุ 50 เพิ่งเริ่มต้น

ชีวิตไม่ใช่ข้อสอบ
ที่ทุกคนต้องตอบเหมือนกัน

เพราะคำว่า "ถูกต้อง"
ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย
ต้นทุนชีวิต
หน้าที่
และคุณค่าที่แต่ละคนเลือก

สิ่งที่เราควรตัดสิน
ไม่ใช่ว่าเขาใช้ชีวิตเหมือนเราหรือไม่

แต่คือ...
เขากำลังรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของชีวิตตัวเองหรือเปล่า

ความเข้าใจคน
มีค่ามากกว่าการเอาชนะคน

— ขจรเดช คนสูง
Wealth, Tax & Public Policy Strategist

ที่อยู่

48/4 ถนนสุทธิสาร แยก 1 แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Khajorndet Insightsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Khajorndet Insights:

ทางลัด

แชร์