02/08/2026
ความเสี่ยงการคลัง (3): หนี้ใน-หนี้นอก บานไม่หยุด! ธ.ก.ส. รองบชดเชยกว่า 8 แสนล้าน
| ประเด็นสืบสวน | เวลาที่เราพูดถึงเรื่องการคลัง งบประมาณ หรือหนี้สาธารณะ คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของตัวเลขในกระดาษ หรือเป็นเรื่องของนักเศรษฐศาสตร์ใส่สูทคุยกันในห้องแอร์
สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ตรวจดูสถานะทางการคลังของรัฐบาลอีกครั้ง พบประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง เริ่มจากการย้อนกลับไปดูตัวเลขจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไทย ในปีงบประมาณ 2536 ที่เคยหาเงินเข้าคลังได้มากถึง 17% ของ GDP จนมาถึงปีงบประมาณ 2568 ตัวเลขค่อยๆ ลดดลงมาเหลือแค่ 14.9% ของ GDP รายได้ของรัฐบาลมีแนวโน้มลดลง แต่รายจ่ายกลับวิ่งสวนทาง
และที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าคือ เมื่อไปดูไส้ในของรายจ่าย ส่วนใหญ่เป็น “รายจ่ายประจำ” ที่ตัดทิ้งได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนและสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสวัสดิการของประชาชน ไปจนถึงหนี้เก่าที่ต้องกันเงินไว้จ่ายทั้งต้นและดอกทุกงวด
ส่วนรายได้ที่จะมาใช้ในการจัดทำ “งบลงทุน” เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ หรือ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทบจะไม่มีเหลือ
เมื่อเงินไม่พอ ทางออกเดิมๆ ที่ถูกเลือกใช้มาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาหลายทศวรรษ คือ “การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล” หรือ พูดภาษาบ้านๆ ก็คือ “กู้เงินมาใช้” นั่นเอง!
กู้ไปกู้มาต่อต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศ ตอนนี้วิ่งไปเข้าจ่อเพดานหนี้สาธารณะตามที่กฎหมายล็อกไว้ คือ ไม่เกิน 70% ของ GDP
ถ้าไปดูในรายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 2568 และมุมมองระยะปานกลาง ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ สศค. ล่าสุด จะเห็นไส้ในของหนี้มาตรา 28 ก้อนนี้ โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ภาระผูกพันรวมตามมาตรา 28 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา โดยหนี้มาตรา 28 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จาก 933,574 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2563 เพิ่มเป็น 1,133,751 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 หรือเพิ่มขึ้น 200,177 ล้านบาท
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดหนี้มาตรา 28 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีการอนุมัติโครงการใหม่ๆ ภายใต้มาตรา 28 รวมเป็นวงเงินสูงถึง 1,178,552 ล้านบาท โดยยอดอนุมัติโครงการใหม่ภายใต้มาตรา 28 ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 84.4% ในช่วงปีงบประมาณ 2561-2565เฉพาะในปีงบประมาณ 2565 เป็นปีที่มีการอนุมัติโครงการใหม่ตามมาตรา 28 มากที่สุด 210,040 ล้านบาท ก่อนที่จะปรับตัวลดลง และเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงปี 2566-2568
โดยเงินส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ดำเนินการตามมาตรการ/นโยบายของรัฐ 3 ด้าน ดังนี้
▪️ มาตรการทางด้านเกษตร (สีเทา) : เป็นกลุ่มที่ครองสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 75.4% ของยอดหนี้ทั้งหมด หรือ คิดเป็นวงเงินรวม 889,058 ล้าน
▪️ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย (สีเขียว) : แม้จะมีสัดส่วนแค่ 13.9% คิดเป็นวงเงินรวมแค่ 162,942 ล้านบาท แต่เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 710.8% (เปรียบเทียบปี 2568 กับ 2561)
▪️ มาตรการช่วยเหลือ SMEs (สีส้ม): มีสัดส่วนน้อยที่สุดที่ 10.7% คิดเป็นวงเงิน 126,552 ล้านบาท
ขณะที่การจัดสรรงบประมาณมาชดเชย หรือ ใช้หนี้คืนให้หน่วยงานของรัฐที่ถูกสั่งให้สำรองจ่ายเงินไปก่อน กลับมีแนวโน้มลดลงทุกปี จากปี 2566 หน่วยงานของรัฐเคยได้รับการจัดสรรงบใช้หนี้มาตรา 28 ประมาณ 115,764 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.63% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดในปี 2566 ลดลงเหลือ 58,249 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 1.54% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดในปี 2568 ตรงนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หนี้มาตรา 28 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
จากข้อมูลของ สศค. พบว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 รัฐบาลมีภาระผูกพันที่จะต้องตั้งงบประมาณไปชดเชยให้กับหน่วยงานของรัฐสะสมสูงถึง 1,131,751 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีหนี้มาตรา 28 ที่ถูกนับรวมเข้ามาอยู่ในหนี้สาธารณะแล้ว 131,748 ล้านบาท โดยหน่วยงานของรัฐที่แบกรับภาระหนี้มาตรา 28 ก้อนใหญ่ที่สุด คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีหนี้ที่รอรัฐบาลตั้งงบประมาณมาชดเชยมากถึง 832,171 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมหนี้มาตรา 28 อีกก้อน 131,748 ล้านบาท ที่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะแล้ว ซึ่งในทุกๆ ปีรัฐบาลจะให้น้ำหนักในการตั้งงบมาตัดหนี้ก่อนหลังนี้ เพื่อลดตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศเป็นสำคัญ
อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
#ความเสี่ยงการคลัง #สถานะทางการคลัง #วินัยการคลัง #หนี้สาธารณะ #หนี้มาตรา28 #รัฐบาลอนุทิน #ไทยพับลิก้า