08/07/2025
ทำความเข้าใจ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ด้วยตัวเอง
1. ประกันชีวิต
ประกันชีวิตมี 5 ประเภทหลักๆ ได้แก่
1) ประกันชีวิตแบบเบี้ยทิ้ง (Term Insurance)
• จ่ายเบี้ยน้อย คุ้มครองชีวิตสูง
• เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตล้วนๆ เพื่อไม่ให้ครอบครัวเดือดร้อนหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
• สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้หากถือครองครบ 10 ปีขึ้นไป
2) ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life)
• มีระยะเวลาชำระเบี้ยที่กำหนด (เช่น 10, 20, 30 ปี) แต่คุ้มครองยาวนาน (เช่น ถึงอายุ 80, 90, 99 ปี)
• หากเสียชีวิต ครอบครัวจะได้รับเงินเอาประกันภัย
• หากอยู่ครบสัญญา ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินคืนตามมูลค่ากรมธรรม์
• เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและไม่ต้องการให้เบี้ยประกันทิ้งไปเปล่าๆ รวมถึงใช้ซื้อคู่กับประกันสุขภาพ
3) ประกันสะสมทรัพย์ (Endowment)
• เน้นการได้รับเงินคืนที่เร็วขึ้น หรือเป็นการผสมผสานระหว่างความคุ้มครองชีวิตและการได้รับผลประโยชน์เมื่อครบสัญญา
• ความคุ้มครองชีวิตมักจะน้อยกว่าแบบตลอดชีพหรือเบี้ยทิ้ง แต่เงินปลายทางที่ได้รับคืนมักจะมากกว่า
• มีความปลอดภัยสูงกว่าการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นหรือตราสารหนี้
• มีการคืนเงิน (Guaranteed Return) ซึ่งไม่ใช่กำไรโดยตรง แต่เป็นการคืนเงินส่วนหนึ่งกลับมา
• มีการปันผล (Non-Guaranteed Return) ซึ่งไม่การันตี ขึ้นอยู่กับผลการลงทุนของบริษัท
• เหมาะสำหรับการลดหย่อนภาษี
4) ประกันบำนาญ (Annuity)
• คล้ายกับประกันสะสมทรัพย์ แต่เน้นการได้รับเงินคืนเป็นรายปีหลังเกษียณ (เช่น อายุ 55, 60, 65 ปี) จนถึงอายุที่กำหนด (เช่น 80, 85 ปี)
• ไม่เน้นความคุ้มครองชีวิต แต่เน้นเรื่องเงินบำนาญ
• สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท หรือไม่เกิน 15% ของเงินได้
5) ประกันควบการลงทุน (Unit-Linked)
• เบี้ยประกันจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ใช้ทำความคุ้มครองชีวิต และส่วนที่นำไปลงทุน
• ผู้เอาประกันเป็นผู้กำหนดทิศทางการลงทุนและต้องติดตามผลการลงทุนเอง
• มีความยืดหยุ่นสูงในการกำหนดระยะเวลาชำระเบี้ยและความคุ้มครอง
• มูลค่ากรมธรรม์เมื่อครบสัญญามีโอกาสเป็นศูนย์ ได้เงินคืน หรือได้มากกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับผลการลงทุน
• เน้นความคุ้มครองชีวิตสูง ไม่ใช่เน้นการลงทุนเพียงอย่างเดียว
2. ประกันสุขภาพ
ประกันสุขภาพแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1) ค่ารักษาพยาบาล
- แบบแยกค่าใช้จ่าย (HS)
• ค่าห้องสูง แต่ค่ารักษาพยาบาลวงเงินน้อย และมีการจำกัดวงเงินตามโรคหรืออวัยวะ
• ปัจจุบันไม่ค่อยเหมาะสำหรับค่ารักษาพยาบาล แต่เหมาะสำหรับค่าห้องที่สูง
- แบบกึ่งเหมาจ่าย
• ปัจจุบันไม่ค่อยมีในตลาดแล้ว
- แบบเฉพาะโรค/อุบัติเหตุ
• คุ้มครองเฉพาะค่ารักษาพยาบาลของโรคที่ระบุ (เช่น มะเร็ง, Office Syndrome) หรืออุบัติเหตุ (PA)
- แบบเหมาจ่าย
• คุ้มครองโรคทั่วไป โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุในวงเงินเดียวกัน
• คำว่า "เหมาจ่าย" ไม่ได้หมายความว่าทุกรายการจะจ่ายตามจริง ผู้เอาประกันต้องตรวจสอบรายละเอียดในโบชัวร์ว่าค่าห้อง ค่าหมอ หรือค่ายา จ่ายตามจริงหรือไม่
2) ค่าชดเชย
- ชดเชยรายได้
• ได้รับเงินเมื่อนอนโรงพยาบาล เพื่อชดเชยค่าเสียโอกาสในการทำงาน
- ชดเชยอุบัติเหตุ
• ได้รับเงินก้อนเมื่อเกิดการสูญเสียอวัยวะ หรือไม่สามารถทำงานได้จากอุบัติเหตุ
- ชดเชยโรคร้าย
• เดิมเรียกว่า "เจอ จ่าย จบ" คือตรวจเจอโรคแล้วจ่ายเงินก้อนและสัญญาสิ้นสุด
• ปัจจุบันหลายบริษัทอาจไม่จบสัญญาเมื่อจ่ายสินไหมครั้งแรก ทำให้ยังสามารถเคลมโรคอื่นได้อีก
3. การประกอบร่างแผนประกัน
- ประกันชีวิตสามารถซื้อเดี่ยวๆ ได้
- ประกันสุขภาพและประกันชดเชยบางครั้งสามารถซื้อเดี่ยวๆ ได้ แต่ส่วนใหญ่บริษัทประกันชีวิตมักจะขายคู่กับประกันชีวิต
- สามารถซื้อประกันชีวิตคู่กับค่ารักษาพยาบาล หรือค่าชดเชย หรือผสมผสานกันได้
- ประกันผู้ป่วยนอก (OPD) โดยส่วนใหญ่ต้องซื้อคู่กับประกันผู้ป่วยใน (IPD) ก่อน แต่บางบริษัทก็มีแพ็คเกจที่ขายเฉพาะผู้ป่วยนอก
4. สิทธิ์พื้นฐานที่ควรประเมิน
- สิทธิ์ประกันชีวิต/ค่าชีวิต : กองทุนประกันสังคม, กองทุนฌาปนกิจ (บางองค์กร), ประกันกลุ่ม, ประกันชีวิตส่วนตัวที่ซื้อเพิ่ม
- สิทธิ์ค่ารักษาพยาบาล : ประกันสังคม, ประกัน 30 บาท, สิทธิ์ข้าราชการ, ประกันกลุ่ม (ควรตรวจสอบวงเงินและความคุ้มครอง), ประกันสุขภาพส่วนตัว
- สิทธิ์ค่าชดเชย : ส่วนใหญ่จะไม่มีในประกันกลุ่มขององค์กร ผู้เอาประกันมักจะต้องเตรียมเอง
Cr. ไดอารี่การเงิน - Money Diaries
ตามไปฟัง Podcast กันได้ที่นี่ : https://youtu.be/hkBPEgA7NKk?si=VbZaNVlZHOLeQFZx