ดร.วิระชัย รัตนเศรษฐา

ดร.วิระชัย รัตนเศรษฐา ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ดร.วิระชัย รัตนเศรษฐา, นักวางแผนทางการเงิน, 泰国曼谷, Bangkok.

14/08/2023

ณ เวลานี้ ตลาดหุ้นไทยกำลังสร้างความหวาดกลัวให้กับนักลงทุน
จากวิกฤติหุ้น ทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น สิ่งที่ไม่เคยต้องติดตามหรือต้องอ่าน เชื่อว่าพอผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนเริ่มปล่อยออกมา คนจะให้ความสนใจกับ "รายงานผู้ตรวจสอบบัญชี" มากขึ้น

อย่างในกรณีของหุ้น STARK ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า
มันพอจะมีสัญญาณ "แรกๆ" หรืออะไรพอที่จะเป็นเค้าลางแห่งหายนะ ในการบอกเราล่วงหน้าได้บ้างไหม ว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะเกิดปัญหาขึ้น

สิ่งที่ผู้เขียนพอจะนึกออก คือ เรื่องของการเพิ่มทุน....

การเพิ่มทุนคือ การที่บริษัทระดมทุนอีกครั้งจากผู้ถือหุ้น ด้วยการออกหุ้นใหม่เพิ่มเติมจากหุ้นเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือที่เรียกว่า "หุ้นเพิ่มทุน” และนำมาจำหน่ายสู่ตลาด เพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง
การเพิ่มทุนก็มีอยู่หลายแบบ เช่น เพิ่มทุนเฉพาะเจาะจง เพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม เพิ่มทุนให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่
ส่วนใหญ่การเพิ่มทุนก็มักจะเป็นเรื่องของการไปซื้อกิจการ เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด
หรือที่เรามักจะได้ยินคำสวยหรูอยู่บ่อยครั้ง คือคำว่า Synergy

ในความเป็น Synergy จะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่จะตามมา 2 อย่างด้วยกันคือ

✅ 1. ระยะเวลาที่ยาวนานระดับหนึ่ง และค่าใช้จ่ายที่มากเป็นพิเศษ
อย่างเช่นกรณีของ TRUE กับ DTAC ที่ผ่านมาเกือบปีแล้วยังเห็นภาพ Synergy ไม่ชัด แถม TRUE ยังมีรายจ่ายพิเศษที่กดดันผลประกอบการอีก
แน่นอนว่าผลประกอบการไตรมาส 2 มุมมองบทวิเคราะห์หลายแห่งมองว่าน่าจะยังขาดทุนอยู่ และจะกลับมาเห็นผลชัดอีกครั้ง คือ ช่วงปี 2567 และกลับมากำไรได้ในปี 2568 พูดง่ายๆ คือ ในอีก 2 ปีข้างหน้า

✅ 2. การควบรวมกิจการ สิ่งที่จะตามมาคือการก่อหนี้
และถ้าบริษัทมีหนี้มาก หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการ "เพิ่มทุน"
การเพิ่มทุนไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนปรารถนาเท่าไรนัก เพราะนี่คือการดูดเงินเข้าบริษัทของธุรกิจ
การดึงเงินจากผู้ถือหุ้นเข้าบริษัท จะส่งผลดีต่อฐานะทางการเงินของกิจการ แต่การมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมานั้นก็จะทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ลดลงซึ่งจะส่งผลต่อมูลค่าของกิจการ

ยิ่งไปกว่านั้นมูลค่าของหุ้นในทางทฤษฎีนั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดที่บริษัทจะจ่ายออกมาให้ผู้ถือหุ้นมากหรือน้อย และการมีจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น เท่ากับว่าเงินที่จ่ายออกมาถูกแบ่งปันไปให้หุ้นอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นมา
เท่ากับว่ามูลค่าของหุ้นจะลดลง ในระยะยาว

คำถามคือ ถ้าเราเจาะลึกประเด็นเรื่องของการเพิ่มทุน
กิจกรรมนี้ อาจจะกลายเป็นสัญญาณหายนะของหุ้นได้ 3 ประการ ที่ถูกส่งต่อออกมาโดยที่ผู้ถือหุ้นไม่รู้ คือ

✅ 1. ราคาหุ้นแพงเกินกว่าความเป็นจริง
ถ้าสมมุติว่าบริษัท XYZ มีมูลค่าทางบัญชีอยู่ที่ 10 บาท แต่ราคาหุ้นอยู่ที่ 20 บาท (เท่ากับ P/BV 2 เท่า) การที่บริษัทต้องการเงิน 100 บาท เขาอาจจะออกหุ้นใหม่อีก 5 หุ้น เพื่อให้ได้เงินเพิ่มทุน 100 บาท
ในทางกลับกัน ถ้าราคาหุ้นอยู่ 5 บาท (เท่ากับ P/BV 0.5 เท่า) เขาอาจจะต้องออกหุ้นใหม่อีก 20 หุ้น เพื่อให้ได้เงิน 100 บาท

พูดง่ายๆ คือ การเพิ่มทุนเมื่อราคาหุ้นสูงๆ จะมีความได้เปรียบ เพราะบริษัทได้เงินเข้ามามาก โดยออกหุ้นใหม่น้อย
และยังไม่ถูกกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมต่อว่าด้วยว่าทำไมถึงขายในราคาต่ำ

แต่ถ้าหุ้นเล่นต่ำกว่ามูลค่า บริษัทเองก็ไม่อยากเพิ่มทุน เพราะถ้าเพิ่มราคาสูงกว่ากระดาน ก็คงไม่มีใครอยากเพิ่ม หรือถ้าใครอยากได้จริงๆ ไปซื้อในกระดานดีกว่า การออกหุ้นมากเกินความจำเป็น และอาจจะถูกกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมไม่พอใจที่เพิ่มในราคาต่ำๆ
ดังนั้นเวลาบริษัทไหนมีการเพิ่มทุน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการบ่งบอกว่าราคาหุ้นแพงเกินความเป็นจริง

✅ 2. หนี้สูง กู้เพิ่มไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเพิ่มทุน
โดยส่วนใหญ่แล้ว การเพิ่มทุนมักจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของบริษัท
เพราะถ้าประกาศออกไปแล้ว ราคาหุ้นมักจะตก และตกเป็นเป้าหมายว่าฐานะทางการเงินแย่กว่าความเป็นจริง
ดังนั้นการจะขอเพิ่มทุน ก็อาจจะเป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทมีหนี้สินที่สูง กระแสเงินสดไม่พอ หรือไม่มีธนาคารไหนเสี่ยงยอมปล่อยกู้เพิ่มอีกแล้ว จึงต้องมาขอเพิ่มทุน

✅ 3. ไม่แน่ใจว่าโครงการที่ลงมือทำ (จากการเพิ่มทุน) จะได้ผลตอบแทนดีแค่ไหน
เวลาบริษัทจะทำโครงการอะไรก็ตาม เงินลงทุนที่จะเป็นประตูด่านแรก คือ การไปขอกู้เงินจากธนาคาร
ฝ่ายบริหารเห็นว่าโครงการที่จะทำประสบความสำเร็จ ได้ผลตอบแทนสูง ธนาคารเห็นด้วยและพิจารณาจากฐานะทางการเงิน เลยยอมปล่อยกู้
แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้มีโอกาสสูงมากที่จะประสบความสำเร็จจึงยอมกู้เงินจากแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนสูงก่อนในทางตรงกันข้ามการขอเพิ่มทุน คือการแสดงให้เห็นว่าโครงการที่กำลังจะทำ ไม่แน่ใจว่าประสบความสำเร็จไหม
หรือถ้าประสบความสำเร็จ ก็อาจจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานและผลตอบแทนก็ต่ำมากๆ จึงต้องขอเพิ่มทุนซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำและไม่ถูกกดดันจากระยะเวลา

กลับไปที่คำถามคือ ถ้าเราไม่อยากเจอหุ้นแบบ STARK อีก ต้องทำอย่างไร ?
คำตอบคือ หลีกเลี่ยงหุ้นที่เพิ่มทุน เคยมีอดีตเพิ่มทุน โดยเฉพาะเพิ่มทุนช่วงที่ราคาหุ้นตกต่ำเป็นสัญญาณเตือนแรกๆ ที่ต้องระมัดระวัง
แต่หลายๆ ครั้ง หุ้นที่เพิ่มทุนแล้วลงทุนประสบความสำเร็จ มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นในระยะยาว ก็มีให้เห็น
เพียงแต่เป็นส่วนน้อยมากๆ และส่วนใหญ่จะออกไปทางล้มเหลวซะมากกว่า

#อ ่านต่อ : https://line.me/ti/p/alHQTJ0ccb

ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 8.22 จุดยุบสภาหนุนติดลบลดลง หลังกังวลฐานะแบงก์ทั่วโลกตลาดหุ้นไทย วันนี้ (20 มี.ค.2566) ปิดตลาดที่ 1,555...
11/08/2023

ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 8.22 จุด
ยุบสภาหนุนติดลบลดลง หลังกังวลฐานะแบงก์ทั่วโลก
ตลาดหุ้นไทย วันนี้ (20 มี.ค.2566) ปิดตลาดที่ 1,555.45 จุด ปรับลดลง 8.22 จุด หรือปรับลดลง 0.53% มูลค่าการซื้อขาย 62,838.25 ล้านบาท ระหว่างวันขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 1,569.76 จุด และลงไปต่ำสุดที่ 1,543.47 จุด แบ่งตามประเภทนักลงทุน สถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 154.46 ล้านบาท บัญชี บล. ขายสุทธิ 166.81 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 3,480.83 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 3,493.18 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นเอเชีย หลังจากตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการปรับตัวลดลง โดยเฉพาะหุ้นแบงก์ร่วงแรง Credit Suisse ดิ่งลง 62% และหุ้น UBS ร่วง 14% ส่วนหุ้นแบงก์อื่นๆ ก็ปรับตัวลงไป 5-6%
โดยสาเหตุหลักมาจากการ write off ตราสารหนี้ของธนาคาร Credit Suisse ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่สามารถแปลงหนี้เป็นหุ้น และนับเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Additional 1:AT1) มูลค่า 17,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกตัดเป็นศูนย์ และยังมีธนาคารอื่นในยุโรปที่มีตราสารหนี้ประเภทนี้ นักลงทุนกังวลว่าจะเป็นปัญหากลายเป็นโดมิโนจากความเสี่ยงในการถือตราสารหนี้ AT1 ส่งผลให้ช่วงบ่ายตลาดหุ้นยุโรปผันผวน และส่งผลมาถึงตลาดเอเชียเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกเรื่องการยุบสภา ทำให้จากที่ดัชนีลงไปลึกถึง 20 จุด หลังจากประกาศยุบสภาจึงเด้งขึ้นมาลดช่วงลบไปได้บ้าง
ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,656.24 ล้านบาท ปิดที่ 129.50 บาท ลดลง 2.50 บาท
DELTA มูลค่าการซื้อขาย 2,368.39 ล้านบาท ปิดที่ 980.00 บาท ลดลง 16.00 บาท
PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,046.87 ล้านบาท ปิดที่ 136.00 บาท ลดลง 4.50 บาท
ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,943.92 ล้านบาท ปิดที่ 209.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท
CPALL มูลค่าการซื้อขาย 1,810.69 ล้านบาท ปิดที่ 61.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
แอด Line จีน่าเพื่อเข้ากลุ่ม Line ของเราค่ะ จะมีข้อมูลหุ้นและทักษะอัพเดททุกวัน และสามารถเรียนกับผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดหุ้นไทยด้วยกันค่ะ👉

[โดย รู่สู่สู่ / รายงานจากรัฐกรุงเทพ] เมื่อเร็วๆ นี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้สรุปมูลค่าการซื้อขายสะสมตั้งแต...
10/08/2023

[โดย รู่สู่สู่ / รายงานจากรัฐกรุงเทพ] เมื่อเร็วๆ นี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้สรุปมูลค่าการซื้อขายสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 21 กรกฎาคม 2566 ได้แก่ นักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 457,292 ล้านบาท; บัญชีของบริษัทหลักทรัพย์ (นายหน้า) ขายสุทธิ 5,610 ล้านบาท; นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,156,811.4 ล้านบาท; นักลงทุนรายย่อยในประเทศซื้อสุทธิ 755,520.3 ล้านบาท

แต่เฉพาะระหว่างวันที่ 1 ถึง 21 ของเดือนนี้ นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 6,395.98 ล้านบาท; นายหน้าซื้อสุทธิ 1,769.04 ล้านบาท; นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 8,541.87 ล้านบาท; นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 376.85 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมของตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นของไทยมีการเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน ดัชนีมีการเพิ่มขึ้นตลอดสัปดาห์ มีปัจจัยที่ส่งผลดีมาจากการที่กองทุนรวมของสหรัฐ (FED) กำลังจะสิ้นสุดรอบการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการคาดการณ์ของกระบวนการการเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การขึ้นของดัชนีถูกระงับไว้ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองภายใน และหลังจากการประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ หุ้นธนาคารก็ต้องเผชิญกับการขายออก

วันศุกร์ที่ 21 เดือนนี้ ดัชนี SET ปิดที่ 1,529.25 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.75% จากสุดสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันคือ 478,465.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.91% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนี Ma ปิดที่ 462.89 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.26%

สำหรับสถานการณ์ตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ (24 ถึง 28 เดือนนี้) บริษัทหลักทรัพย์เปิดไทยคาดว่า ระดับรองรับของดัชนี SE อยู่ที่ 1,505 และ 1,485 คะแนน และระดับต้านที่ 1,545 และ 1,570 คะแนน ศูนย์วิจัยของเปิดไทยได้ประเมินปัจจัยสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การประชุมของฟีด (25-26 เดือนนี้) ข้อมูลการส่งออกของไทยในเดือนมิถุนายน ทิศทางการลงทุนจากต่างประเทศ สถานการณ์การเมืองภายใน แล

ที่อยู่

泰国曼谷
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดร.วิระชัย รัตนเศรษฐาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์