03/08/2026
เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจมากๆสำหรับผู้ที่เก็บออมใน BTC
ก่อนหน้านี้เราเคยเห็นเคสที่ Exchange ถูกแฮคหรือล้มเอง หรือโกงเอง กันมาหลายเคสแล้ว จึงเป็นที่มาของประโยค Not your key, Not your coin เพื่อเตือนให้เก็บรักษาด้วย wallet ที่เราเป็นคนถือ private key ด้วยตัวเอง
การใช้ hardware wallet ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ปลอดภัย แต่พอเจอเคสนี้ขึ้นมา กลายเป็นว่าเราต้องตั้งคำถามเรื่องความเชื่อใจกับบริษัทผู้ผลิต hardware แต่ละเจ้า
ต่อให้มีใครบอกว่ายี่ห้อไหนบ้างที่ปลอดภัย ก็คงจะไม่ปักใจเชื่อได้ 100% แล้วเพราะของแบบนี้เราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง
นี่ก็คือความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่งของการเก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตัวเอง
ในมุมมองแอดก็ยังมองว่าการเก็บเข้า cold storage ที่เป็น hardware wallet ก็ยังถือว่ามีความปลอดภัยสูงกว่าวิธีอื่น แต่แนวทางต่อไปคงต้องระวังตัวกันมากขึ้น เช่น กระจายเก็บไว้หลายตัว หลายยี่ห้อ, เพิ่ม passphrase เข้าไป, หรือพิจารณาใช้ multi-sig
💭 สะสม Bitcoin มา 8 ปี
ด้วยงานที่ต้องใช้แรงกาย
สุดท้ายหายไปหมดในไม่กี่นาที
_________________
📌 เรื่องราวจากบอร์ด Bitcoin บน Reddit
ชายวัย 39 ปี
เพิ่งสูญเสีย 2 BTC มูลค่า $130,000
จาก Coldcard Wallet ของเขา
เขาไม่ได้เสียเพราะทำอะไรแผลงๆ
ไม่ได้เสียเพราะเชื่อใจ Exchange
แต่เสียจาก Cold Wallet
ที่เขาเชื่อว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว…
💔 เขาเขียนไว้ว่า
ประเทศของเขาเจอ
มาตรการคว่ำบาตรหลายรอบ
เขาซื้อ Bitcoin เพราะเชื่อว่า
มันคือเงินที่ "เซ็นเซอร์ไม่ได้
และลดค่าไม่ได้"
เพื่อปกป้องตัวเองจากการพิมพ์เงิน
และค่าเงินประเทศตัวเอง
ที่อ่อนค่าเทียบดอลลาร์
วัย 39 หวังว่าจะมีเงินสำรอง
ที่มั่นคงก่อนอายุ 50
แต่วันนี้ 2 BTC ของเขาถูกดูดออกหมด
"ผมจบกับ Bitcoin แล้ว
ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ายังเชื่อในมันไหม"
เคสนี้เกิดจากช่องโหว่
ใน Firmware
ของ Coldcard เอง
📌 ย้อนกลับไปเดือนมีนาคม 2021
Coinkite ผู้ผลิต Coldcard
แก้โค้ดบางจุด
ทำให้ระบบสุ่มตัวเลข
ที่ควรมาจาก Hardware Random Number Generator
หลุดไปใช้ Software Generator แทน
โดยไม่มีใครรู้ตัว
⚠️ ปัญหาคือ Software Generator นั้น
สร้างจาก Serial Number ของตัวเครื่อง
กับค่า Timing ของนาฬิกาภายใน
ทั้งสองอย่างนี้ ไม่ใช่ความลับ
Hacker สามารถคำนวณย้อนกลับ
เพื่อสร้าง Seed Phrase ขึ้นมาใหม่ได้
โดยไม่ต้องแตะเครื่องเลยครับ
ความรุนแรงของเหตุการณ์นี้
📅 30 กรกฎาคม 2026
Hacker ดูด 594 BTC
มูลค่า $38.3M
จาก ~500 Wallet
ภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที
📅 หลังจากนั้นไม่กี่วัน
ตัวเลขเพิ่มเป็น 1,082 BTC ($70.2M)
จาก 1,196 Address
ภายในเวลาแค่ 41 นาที
📅 ล่าสุด
ยอดความเสียหายพุ่งไปถึง
1,158.66 BTC
มูลค่ากว่า $75.1 ล้านดอลลาร์
จาก 2,673 Address แล้วครับ
⚠️ และที่น่ากลัวคือ
Chainalysis พบว่า Hacker
ไม่ได้สุ่ม "เลือกเป้าหมาย"
แต่โจมตี Wallet ที่มีมูลค่าสูงสุดก่อน
ทำให้กวาดเงินได้กว่า $30M
ภายใน 10 นาทีแรกเท่านั้น
คนที่ใช้ BIP-39 Passphrase เพิ่ม
นอกเหนือจาก Seed Phrase ปกติ
จะมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก
เพราะ Passphrase ไม่ได้ถูกสร้าง
จากระบบที่มีช่องโหว่นี้
⚠️ แต่คนที่สร้าง Wallet
แบบ Single-Signature ธรรมดา
หลังเดือนมีนาคม 2021
มีความเสี่ยงสูงและควร
ย้ายเงินไปยัง Wallet ใหม่ทันที
"Not your keys, not your coins"
สอนให้เราเชื่อ Cold Wallet
มากกว่า Exchange เสมอ
แต่ครั้งนี้พิสูจน์ว่า
แม้แต่ Hardware Wallet
ที่ได้รับการยกย่องว่าปลอดภัยที่สุด
ก็ยังพังได้จากบั๊กเดียว
ที่ซ่อนอยู่นานกว่า 4 ปี
โดยไม่มีใครรู้
⚠️ สำหรับใครที่ใช้ Coldcard
ตรวจสอบและย้าย Wallet ทันที
ถ้า Seed ถูกสร้างหลังมีนาคม 2021
และไม่ได้ใช้ Passphrase เพิ่มครับ
ตอนนี้ความเสียหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่หลัก 1,000 BTC เข้าไปแล้ว
💭 จะว่าไปบรรยากาศตลาดหมี
มันมักจะมีอะไรแบบนี้ทุกรอบเลย
CEX ล้ม > มีข่าวโดนแฮค
และรอบนี้เป็น Hardware Wallet
ที่เชื่อกันว่าปลอดภัยที่สุดด้วย
เป็นกำลังใจให้ผู้เสียหายทุกคนครับ 🫂
#คริปโต #บิทคอยน์