BudgetBrews Brewing your financial journey. Insurance, Investment, Tax Planning and more!

17/08/2026

DR ไหน ตอนนี้เรามี เทียบแล้วนะว่า กองทุนไหน
ลงทุนผ่าน DR ก็ได้ด้วยนะ ใครที่อยากลองดูว่ากองทุนที่เราซื้ออยู่ผ่าน DR ได้ไหมเผื่อค่าธรรมเนียมถูกลงงง

16/08/2026

วางแผน Global Education แบบ Multi-Stage
เพราะค่าเรียนไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียว
และเงินแต่ละก้อนไม่ควรถูกลงทุนแบบเดียวกัน

เวลาพูดถึงการวางแผนการศึกษาลูก คำถามที่ผมได้ยินบ่อยคือ

“ถ้าอยากส่งลูกเรียน Inter หรือเรียนต่างประเทศ ต้องเตรียมเงินไว้กี่ล้าน?”

แต่จริง ๆ แล้ว ผมคิดว่าคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ

“เงินก้อนนั้น ต้องใช้เมื่อไร?”

เพราะ Education Planning ไม่ได้เป็นเป้าหมายเดียวที่เกิดขึ้น ณ วันใดวันหนึ่ง แต่เป็นค่าใช้จ่ายหลายช่วงต่อเนื่องกัน

เช่น

ม.ปลาย → ปริญญาตรี → ปริญญาโทต่างประเทศ

แต่ละช่วงมีระยะเวลาห่างจากวันนี้ไม่เท่ากัน ค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน เงินเฟ้อไม่เท่ากัน และที่สำคัญคือ ความเสี่ยงที่เงินก้อนนั้นรับได้ก็ไม่เท่ากัน

นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า Education Planning ควรคิดแบบ

Multi-Stage Education Planning

จากภาพ ผมลองแบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 Stage

======Stage 1: ม.ปลาย – ป.ตรี Inter ในไทย

สมมติวันนี้มีเงินตั้งต้นประมาณ 2 ล้านบาท

และลงทุนเพิ่มประมาณ 270,000 บาทต่อปี เป็นเวลา 5 ปี

รวมเงินที่ใส่เข้าไปเองประมาณ 3.3 ล้านบาท

แต่ค่าใช้จ่ายการศึกษาที่ต้องจ่ายในอนาคต รวมแล้วประมาณ 6.8 ล้านบาท

คำถามคือ

เงินที่หายไปอีกประมาณครึ่งหนึ่งมาจากไหน?

คำตอบก็คือ เวลา + ผลตอบแทนจากการลงทุน

ในช่วงที่ยังห่างจากวันใช้เงิน เราอาจยังมีระยะเวลาเพียงพอให้ Portfolio เติบโต

แต่เมื่อเริ่มเข้าใกล้วันที่ต้องจ่ายค่าเรียน หน้าที่ของเงินก็เปลี่ยนไป

จากเดิมที่เน้น Growth

ต้องค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็น

Capital Preservation + Liquidity

เพราะถ้าค่าเทอมต้องจ่ายเดือนหน้า แต่ตลาดหุ้นลง 25% วันนี้ ต่อให้เราบอกว่าระยะยาวตลาดอาจกลับขึ้นมา ก็ไม่ได้ช่วยเรื่องค่าเทอมเดือนหน้า

==== Stage 2: ป.โทต่างประเทศ

Stage นี้ต่างออกไปอีก

สมมติมีเงินตั้งต้น 1 ล้านบาท
และลงทุนเพิ่มประมาณ 474,000 บาทต่อปี 5 ปี

รวมเงินที่ใส่เองประมาณ 3.4 ล้านบาท

แต่ค่าใช้จ่ายปริญญาโทต่างประเทศในตัวอย่างอยู่ประมาณ 8.5 ล้านบาท

แปลว่าเงินลงทุนต้องมีเวลาเติบโตอีกหลายปี ก่อนจะถูกนำออกมาใช้จริง

จุดที่น่าสนใจคือ Stage นี้สามารถรับความผันผวนได้มากกว่า Stage แรกในช่วงต้น เพราะวันใช้เงินอยู่ไกลกว่า

แต่เมื่อเข้าใกล้ปีที่จะเดินทางไปเรียนต่างประเทศ ความเสี่ยงก็ต้องลดลงเช่นเดียวกัน

และมี Risk เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัวที่การเรียนในประเทศไม่มี

นั่นคือ

Currency Risk

หากเราจะจ่ายค่าเรียนเป็น USD, GBP, AUD หรือ SGD ในอนาคต แต่เงินทั้งหมดของเรายังอยู่ในเงินบาท นั่นหมายความว่าเราไม่ได้มีเพียง Investment Risk

แต่เรามี Foreign Currency Liability อยู่ด้วย

========

นี่คือเหตุผลที่เงินทุกก้อนไม่ควรถูกลงทุนแบบเดียวกัน

ถ้าเงินก้อนหนึ่งต้องใช้ในอีก 2 ปี
กับอีกก้อนต้องใช้ในอีก 15 ปี

การจัด Portfolio เหมือนกันทั้งหมด อาจไม่สมเหตุสมผล

ผมจึงมอง Education Portfolio เป็นลักษณะคล้าย Glide Path

ช่วงแรก

Growth → Accumulation

เมื่อเข้าใกล้วันใช้เงิน

De-risking → Capital Preservation

และเมื่อถึงช่วงจ่ายค่าเรียน

Liquidity → Withdrawal

เป้าหมายของ Portfolio จึงไม่ใช่

“ทำผลตอบแทนให้สูงที่สุด”

แต่คือ

มีเงินเพียงพอ ในเวลาที่ต้องใช้เงิน

=========

ดังนั้น เวลาผมมอง Global Education Planning

ผมจะไม่เริ่มจากคำถามว่า

“ต้องมีเงินกี่ล้าน?”

แต่จะเริ่มจาก 4 คำถาม

ลูกจะเรียนเส้นทางไหน
แต่ละช่วงต้องใช้เงินเมื่อไร
แต่ละช่วงต้องใช้เงินประมาณเท่าไร
เงินของแต่ละ Stage ยังมีเวลาเติบโตอีกกี่ปี

จากนั้นจึงค่อยออกแบบ

Saving Plan + Investment Plan + De-risking Plan + Currency Plan

ให้ตรงกับแต่ละช่วงของการศึกษา

นี่คือความแตกต่างระหว่าง

การเก็บเงินเรียนลูก

กับ

การวางแผน Global Education แบบ Multi-Stage

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจมากๆสำหรับผู้ที่เก็บออมใน BTCก่อนหน้านี้เราเคยเห็นเคสที่ Exchange ถูกแฮคหรือล้มเอง...
03/08/2026

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจมากๆสำหรับผู้ที่เก็บออมใน BTC
ก่อนหน้านี้เราเคยเห็นเคสที่ Exchange ถูกแฮคหรือล้มเอง หรือโกงเอง กันมาหลายเคสแล้ว จึงเป็นที่มาของประโยค Not your key, Not your coin เพื่อเตือนให้เก็บรักษาด้วย wallet ที่เราเป็นคนถือ private key ด้วยตัวเอง

การใช้ hardware wallet ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ปลอดภัย แต่พอเจอเคสนี้ขึ้นมา กลายเป็นว่าเราต้องตั้งคำถามเรื่องความเชื่อใจกับบริษัทผู้ผลิต hardware แต่ละเจ้า
ต่อให้มีใครบอกว่ายี่ห้อไหนบ้างที่ปลอดภัย ก็คงจะไม่ปักใจเชื่อได้ 100% แล้วเพราะของแบบนี้เราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง
นี่ก็คือความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่งของการเก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตัวเอง

ในมุมมองแอดก็ยังมองว่าการเก็บเข้า cold storage ที่เป็น hardware wallet ก็ยังถือว่ามีความปลอดภัยสูงกว่าวิธีอื่น แต่แนวทางต่อไปคงต้องระวังตัวกันมากขึ้น เช่น กระจายเก็บไว้หลายตัว หลายยี่ห้อ, เพิ่ม passphrase เข้าไป, หรือพิจารณาใช้ multi-sig

💭 สะสม Bitcoin มา 8 ปี
ด้วยงานที่ต้องใช้แรงกาย
สุดท้ายหายไปหมดในไม่กี่นาที
_________________

📌 เรื่องราวจากบอร์ด Bitcoin บน Reddit
ชายวัย 39 ปี
เพิ่งสูญเสีย 2 BTC มูลค่า $130,000
จาก Coldcard Wallet ของเขา
เขาไม่ได้เสียเพราะทำอะไรแผลงๆ
ไม่ได้เสียเพราะเชื่อใจ Exchange

แต่เสียจาก Cold Wallet
ที่เขาเชื่อว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว…


💔 เขาเขียนไว้ว่า

ประเทศของเขาเจอ
มาตรการคว่ำบาตรหลายรอบ

เขาซื้อ Bitcoin เพราะเชื่อว่า
มันคือเงินที่ "เซ็นเซอร์ไม่ได้
และลดค่าไม่ได้"

เพื่อปกป้องตัวเองจากการพิมพ์เงิน
และค่าเงินประเทศตัวเอง
ที่อ่อนค่าเทียบดอลลาร์
วัย 39 หวังว่าจะมีเงินสำรอง
ที่มั่นคงก่อนอายุ 50

แต่วันนี้ 2 BTC ของเขาถูกดูดออกหมด
"ผมจบกับ Bitcoin แล้ว
ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ายังเชื่อในมันไหม"

เคสนี้เกิดจากช่องโหว่
ใน Firmware
ของ Coldcard เอง
📌 ย้อนกลับไปเดือนมีนาคม 2021

Coinkite ผู้ผลิต Coldcard
แก้โค้ดบางจุด

ทำให้ระบบสุ่มตัวเลข
ที่ควรมาจาก Hardware Random Number Generator

หลุดไปใช้ Software Generator แทน
โดยไม่มีใครรู้ตัว
⚠️ ปัญหาคือ Software Generator นั้น
สร้างจาก Serial Number ของตัวเครื่อง
กับค่า Timing ของนาฬิกาภายใน

ทั้งสองอย่างนี้ ไม่ใช่ความลับ

Hacker สามารถคำนวณย้อนกลับ
เพื่อสร้าง Seed Phrase ขึ้นมาใหม่ได้
โดยไม่ต้องแตะเครื่องเลยครับ

ความรุนแรงของเหตุการณ์นี้

📅 30 กรกฎาคม 2026

Hacker ดูด 594 BTC
มูลค่า $38.3M
จาก ~500 Wallet
ภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที
📅 หลังจากนั้นไม่กี่วัน

ตัวเลขเพิ่มเป็น 1,082 BTC ($70.2M)
จาก 1,196 Address
ภายในเวลาแค่ 41 นาที
📅 ล่าสุด

ยอดความเสียหายพุ่งไปถึง
1,158.66 BTC
มูลค่ากว่า $75.1 ล้านดอลลาร์
จาก 2,673 Address แล้วครับ
⚠️ และที่น่ากลัวคือ

Chainalysis พบว่า Hacker
ไม่ได้สุ่ม "เลือกเป้าหมาย"

แต่โจมตี Wallet ที่มีมูลค่าสูงสุดก่อน
ทำให้กวาดเงินได้กว่า $30M
ภายใน 10 นาทีแรกเท่านั้น
คนที่ใช้ BIP-39 Passphrase เพิ่ม
นอกเหนือจาก Seed Phrase ปกติ

จะมีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก
เพราะ Passphrase ไม่ได้ถูกสร้าง
จากระบบที่มีช่องโหว่นี้
⚠️ แต่คนที่สร้าง Wallet
แบบ Single-Signature ธรรมดา
หลังเดือนมีนาคม 2021

มีความเสี่ยงสูงและควร
ย้ายเงินไปยัง Wallet ใหม่ทันที
"Not your keys, not your coins"
สอนให้เราเชื่อ Cold Wallet
มากกว่า Exchange เสมอ

แต่ครั้งนี้พิสูจน์ว่า

แม้แต่ Hardware Wallet
ที่ได้รับการยกย่องว่าปลอดภัยที่สุด

ก็ยังพังได้จากบั๊กเดียว
ที่ซ่อนอยู่นานกว่า 4 ปี
โดยไม่มีใครรู้
⚠️ สำหรับใครที่ใช้ Coldcard

ตรวจสอบและย้าย Wallet ทันที
ถ้า Seed ถูกสร้างหลังมีนาคม 2021
และไม่ได้ใช้ Passphrase เพิ่มครับ
ตอนนี้ความเสียหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่หลัก 1,000 BTC เข้าไปแล้ว

💭 จะว่าไปบรรยากาศตลาดหมี
มันมักจะมีอะไรแบบนี้ทุกรอบเลย

CEX ล้ม > มีข่าวโดนแฮค
และรอบนี้เป็น Hardware Wallet
ที่เชื่อกันว่าปลอดภัยที่สุดด้วย

เป็นกำลังใจให้ผู้เสียหายทุกคนครับ 🫂

#คริปโต #บิทคอยน์

ถือแค่ S&P500 อย่างเดียว ปลอดภัยจริงหรือ? 🧐หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ หรือดัชนี S&P500 เป็นทางเลือกที่ง่า...
01/08/2026

ถือแค่ S&P500 อย่างเดียว ปลอดภัยจริงหรือ? 🧐
หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ หรือดัชนี S&P500 เป็นทางเลือกที่ง่ายและสร้างผลตอบแทนได้ดี แต่ในความเป็นจริง เมื่อตลาดต้องเผชิญกับวิกฤต พอร์ตที่ไม่มีการกระจายความเสี่ยงอาจต้องพบกับจุดขาดทุนที่ลึกถึง -25% เลยทีเดียว 📉

การจัดพอร์ตคือคำตอบ ✅
เพื่ออุดช่องโหว่ของการลงทุนแบบดั้งเดิม ลองศึกษาตัวอย่างจากกลยุทธ์การจัดพอร์ตของ Power Global Dynamic ETF มีหัวใจหลักคือระบบที่ “รู้สภาวะตลาดที่แท้จริง” (Regime-Aware) กลยุทธ์นี้ใช้ระบบการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก (Active Risk Management) ที่จะคอยลดความเสี่ยงโดยอัตโนมัติในยามวิกฤต และพร้อมกลับเข้าสู่ตลาดเมื่อสภาวะเริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้ ยังมีการกระจายการลงทุนอย่างทั่วโลก (Globally Diversified) และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ระบบที่เป็นตัวเลขชัดเจน ตัดอารมณ์และอคติส่วนตัวออกไป (Rules-Based & Transparent) ระบบนี้ผ่านการทดสอบมาแล้วว่าสามารถตั้งรับได้ในหลายสภาวะตลาด

จุดเด่นสำคัญของพอร์ตนี้คือการผสานสินทรัพย์เข้าด้วยกันผ่านโครงสร้าง 3 ชั้น (3-Layer Structure):
🪵Core (25%): เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง โดยลงทุนในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้ว
🛰Satellite: เสริมด้วยการหมุนเวียนสินทรัพย์ตามรอบตลาด หากเป็นตลาดขาขึ้นจะเน้นหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) และจะสลับไปกลุ่มตั้งรับ (Defensive) เมื่อตลาดปรับฐาน
🪙Hedge (5% ขึ้นไปตามสภาวะ): มีการถือครองทองคำและเงินสดเพื่อใช้เป็นกันชน ปกป้องเงินต้นเมื่อเกิดวิกฤตความผันผวนรุนแรง
ตัดสินใจด้วยระบบ ตัดอารมณ์และอคติ

ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนของการใช้โครงสร้าง Rule-based คือการตัดอารมณ์ความรู้สึกออกจากการตัดสินใจ 😶
ระบบจะปรับลดความเสี่ยงโดยอัตโนมัติเมื่อพบสัญญาณตลาดขาลง และพร้อมกลับเข้าสู่ตลาดเมื่อสภาวะเริ่มฟื้นตัว

การจัดพอร์ตแบบนี้เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
☑ ไม่ต้องการใช้เวลาลองผิดลองถูกคัดเลือก ETF ด้วยตัวเอง
☑ นักลงทุนระยะยาวที่มองหาผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปแบบหุ้น (Growth-Seeking) แต่ก็ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการความเสี่ยงขาลง (Risk-Aware)
☑ ผู้ที่เชื่อมั่นในการทำงานของระบบมากกว่าการตัดสินใจด้วยอารมณ์
☑ ต้องการความโปร่งใสในการรายงานผลทั้งในช่วงที่ตลาดทำกำไรและขาดทุน

อ่านบทความเต็มและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพอร์ตนี้ได้ที่ https://budgetbrews.short.gy/etf-port

วางแผนเกษียณกันเถอะจ้าเป้าหมายการวางแผนการเงินของคนธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่การหวังว่าจะพลิกชีวิตให้รวยเป็นเศรษฐีแต่คือการจัดก...
29/07/2026

วางแผนเกษียณกันเถอะจ้า

เป้าหมายการวางแผนการเงินของคนธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่การหวังว่าจะพลิกชีวิตให้รวยเป็นเศรษฐี
แต่คือการจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงหลังเกษียณไปจนสิ้นอายุขัย

ต่อให้มันไม่ได้ตามที่ใจอยาก 100% แต่ถ้ามันไปได้ใกล้เคียงในทิศทางที่ถูกต้อง อย่างน้อยชีวิตก็ไม่ต้องลำบากและต้องกังวลใจ

Jul 29, 2026 จนก่อนแก่(แน่)! เกือบ 100% ของมนุษย์เงินเดือนในไทยมีเงินออมแค่ล้านกว่าบาท ชีวิตจริงหลังเกษียณต้องมีขั้นต่ำ 5 ล้านบาท เงินบำนาญหลังเกษียณของคนไทยต่ำกว่านานาชาติ คนไทยมีอคติกับพฤติกรรมออมเงินไว้หลังเกษียณ​ ชอบเสี่ยงต่ำไม่พ้นได้ผลตอบแทนต่ำตาม
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ หรือกลต. เปิดเผยรายงานสำรวจภาวะเกษียณของคนไทย พบว่า คนไทยควรมีเงินเกษียณขั้นต่ำ 5 ล้านบาท แต่จากผลสำรวจพบว่า 95% ของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือ 2.95 ล้านคนของทั้งหมด 3.10 ล้านคนในประเทศไทยมีเงินเกษียณเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท เท่านั้น ที่สำคัญ สัดส่วนเงินบำนาญหลังเกษียณเมื่อเทียบกับรายได้ก่อนเกษียณของสมาชิกกองทุน PVD ไทย อยู่ที่ 39.6% ซึ่งต่ำกว่าอีกหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซียอยู่ที่ 54% ประเทศสิงคโปร์อยู่ที่ 58% และกลุ่มประเทศโออีซีดีอยู่ที่ 60%
ภาวะคนไทยวัยเกษียณมีเงินสำรองใช้ในวัยเกษียณต่ำ สาเหตุเป็นเพราะ คนไทยมีอคติด้านพฤติกรรมการออมเงินเพื่อการเกษียณ ผลสำรวจพบว่า คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายในปัจจุบันมากกว่าการออมเงิน สะท้อนจาก 69% ของผลสำรวจสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพน้อยกว่า 2500 บาท/เดือน มี 67% สะสมเงินเข้ากองทุนดังกล่าวไม่เกิน 5% ของเงินเดือน นอกจากนี้ ถึงแม้จะมีรายได้สูงขึ้น ก็ไม่ได้ตัดสินใจออมเงินในจำนวนสูงขึ้นตาม
ปัจจัยต่อมา คนไทยมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจทำให้เงินต้นลดลง เนื่องจาก 52% ของเงินกองทุนดังกล่าวถูกจัดสรรมาลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารหนี้ (Fixed-income) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ถึงแม้สมาชิกจะมีระบบสมาชิกเลือกลงทุนก็ตาม แต่ยังคงเลือกลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ สะท้อนชัดเจนว่า 61% เลือกลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายเน้นลงทุนตราสารหนี้
ทั้งนี้ คนไทยมีเงินออมรวมจากเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของตนเอง กับเงินสมทบจากนายจ้างเฉลี่ยที่ 10.5% ของรายได้ ซึ่งน้อยกว่าที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แนะนำให้ที่ 18.4% ของรายได้
อ่านเพิ่มเติม คลิก 👉https://tinyurl.com/2a6kz9nl
Website: https://btimes.biz
Facebook: https://web.facebook.com/btimesch3
YouTube: https://www.youtube.com/
TikTok : https://www.tiktok.com/
#เงินออม #วัยเกษียณ #กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ #มนุษย์เงินเดือน #แก่ก่อนรวย #จนก่อนแก่ #รวยก่อนแก่

ประหยัดค่าที่ปรึกษา แต่อาจต้องจ่ายแพงกว่าด้วย "ค่าแก้ปัญหา" 😢หลายคนเวลาอยากเริ่มต้นลงทุน มักจะคิดว่าหาข้อมูลลงทุนเองประห...
25/07/2026

ประหยัดค่าที่ปรึกษา แต่อาจต้องจ่ายแพงกว่าด้วย "ค่าแก้ปัญหา" 😢

หลายคนเวลาอยากเริ่มต้นลงทุน มักจะคิดว่าหาข้อมูลลงทุนเองประหยัดกว่าไปจ่ายค่าที่ปรึกษาทางการเงิน และมักจะเริ่มด้วยคำถามยอดฮิตว่า... "มีเงินเท่านี้ ซื้ออะไรดี?" หรือ "ช่วงนี้ลงทุนอะไรดีถึงได้กำไรเยอะ?"

การเริ่มจาก "ผลิตภัณฑ์" ทำให้เราโฟกัสแค่ตัวเลขผลตอบแทน ซึ่งถ้าเราทำเองได้ดีอย่างที่คิดก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เราอาจลืมมองเรื่องความเสี่ยงและข้อจำกัดในชีวิตของตัวเองไป 📉

ในขณะที่มุมมองของนักวางแผนการเงินนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง 💼 เพราะก่อนที่จะไปคุยเรื่องผลิตภัณฑ์ เราต้องเริ่มจากการ "สำรวจตัวเอง" ก่อนเสมอ

สำรวจตัวเอง? ต้องสำรวจอะไรบ้างล่ะ?
สรุปสั้นๆคือ อย่างน้อยๆเราจะต้องเก็บข้อมูลสถานะการเงินปัจจุบัน รายรับ-รายจ่าย กระแสเงินสด สุขภาพ ครอบครัว การใช้ชีวิต เป้าหมายและข้อกังวลในการใช้ชีวิต การจัดการความเสี่ยง จัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย
จากนั้นเราถึงเริ่มสร้างแผนงานที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต ก่อนที่จะไปหาผลิตภัณฑ์หรือเครื่องมือที่มีผลตอบแทนคาดหวังและระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมและมีประโยชน์ต่อตัวคุณมากที่สุด 📈

การเริ่มต้นลองผิดลองถูกเองก็คือสิ่งที่ดี แต่หากพลาดท่าไป ต้นทุนในการแก้ไขเวลาที่เราหลงทาง หรือตัดสินใจพลาดไปแล้ว อาจจะต้องจ่ายแพงกว่าการมีคนช่วยวางแผนให้ตั้งแต่แรก

มาร่วมออกแบบแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพกันเถอะครับ ☕

นัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาได้เลยวันนี้ 👇
#วางแผนการเงิน

วางแผนเกษียณไม่ใช่แค่เก็บเงินลงทุนให้ได้ตามเป้าในโลกความเป็นจริงคือการจัดการกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลังเกษียณ นี่ค...
24/07/2026

วางแผนเกษียณไม่ใช่แค่เก็บเงินลงทุนให้ได้ตามเป้า

ในโลกความเป็นจริงคือการจัดการกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลังเกษียณ นี่คือรายละเอียดที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
(แถมบวกด้วย option วางแผนส่งต่อความมั่งคั่งอีกหนึ่ง)

ใครอยากวางแผนจริงจังให้ครบทุก layer แบบนี้
มาเริ่มกันเถอะ 😘

Full Stack of Post-Retirement Risk Architecture
กฎ 4% บอกว่าถอนได้เท่าไร แต่ไม่เคยบอกว่า “พอร์ตจะรอดอย่างไร”

เวลาพูดถึงการวางแผนเกษียณ หลายคนมักเริ่มต้นจากคำถามว่า

**“ต้องมีเงินเท่าไร จึงจะถอนใช้ได้ตลอดชีวิต?”**

คำตอบที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ **กฎถอน 4%**

แนวคิดคือ หากมีเงินลงทุน 10 ล้านบาท ก็อาจเริ่มถอนประมาณ 400,000 บาทต่อปี แล้วค่อยปรับเพิ่มตามเงินเฟ้อในแต่ละปี

กฎนี้มีประโยชน์ เพราะช่วยเปลี่ยน “เงินก้อน” ให้กลายเป็น “รายได้หลังเกษียณ” ที่พอประมาณได้

แต่ปัญหาคือ…

**กฎ 4% เป็นเพียง Withdrawal Rule ไม่ใช่ Retirement Risk Management System**

มันบอกว่าเราควรถอนเท่าไร
แต่ไม่ได้บอกว่าเงินควรถูกวางไว้ที่ไหน
ไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างไรเมื่อตลาดตก
ไม่ได้บอกว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนห้ามลด
และไม่ได้บอกว่าพอร์ตควรปรับตัวอย่างไร เมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนไป

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ผมเรียกว่า

# Post-Retirement Risk Architecture

ไม่ใช่การหาสูตรถอนเงินเพียงสูตรเดียว
แต่คือการออกแบบ “สถาปัตยกรรมความเสี่ยง” ให้พอร์ตสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องจ่ายเงินเดือนไปตลอดช่วงเกษียณ

ดังนั้น การวางแผนเกษียณจึงไม่ควรมีเพียงคำถามว่า

**“ถอนได้กี่เปอร์เซ็นต์?”**

แต่ควรถามต่อว่า

**“เราจะสร้างระบบป้องกันอย่างไร เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามค่าเฉลี่ย?”**

Post-Retirement Risk Architecture ที่ผมออกแบบ ประกอบด้วย 4 Layers

=== # # Layer 1: Multi-Bucket Strategy

# # # ไม่เอาเงินเกษียณทั้งก้อนไปเผชิญความเสี่ยงแบบเดียวกัน

ข้อผิดพลาดสำคัญของการจัดพอร์ตเกษียณ คือการนำเงินทั้งหมดไปรวมอยู่ในพอร์ตเดียว แล้วใช้อัตราส่วนหุ้นและตราสารหนี้ชุดเดียวตลอดเวลา

ทั้งที่เงินแต่ละส่วนมี “เวลาที่จะถูกใช้” ต่างกัน

เงินที่จะใช้ในช่วงแรกหลังเกษียณ ไม่ควรรับความเสี่ยงเท่ากับเงินที่จะใช้ในอีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า

จึงควรแบ่งเงินตามช่วงเวลาที่ต้องใช้

**ตะกร้าที่ 1**
สำหรับค่าใช้จ่ายระยะแรก เน้นความมั่นคงและสภาพคล่อง เพื่อไม่ต้องขายสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงตลาดตก

**ตะกร้าที่ 2**
สำหรับค่าใช้จ่ายระยะกลาง สามารถลงทุนแบบสมดุล และค่อย ๆ ลดความเสี่ยงเมื่อเข้าใกล้ช่วงเวลาที่ต้องใช้

**ตะกร้าที่ 3**
สำหรับค่าใช้จ่ายระยะยาว สามารถเน้นการเติบโตในช่วงต้น เพราะยังมีเวลารับความผันผวน ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นพอร์ตที่อนุรักษนิยมมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้วันใช้งานจริง

หัวใจสำคัญของ Multi-Bucket ไม่ใช่เพียงการแบ่งเงินออกเป็นหลายก้อน

แต่คือการไม่ปล่อยให้ **Sequence Risk กระทบเงินเกษียณทั้งพอร์ตพร้อมกัน**

หากตลาดหุ้นตกหนักในช่วงต้น ตะกร้าระยะยาวอาจได้รับผลกระทบ แต่เงินสำหรับค่าใช้จ่ายช่วงแรกยังถูกป้องกันไว้ในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำกว่า

เจ้าของพอร์ตจึงมีเวลาให้สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัว โดยไม่ต้องรีบขายในช่วงที่ราคาตกต่ำ

=== # # Layer 2: Income Layer

# # # ยิ่งมีรายได้ประจำมากเท่าไร ยิ่งต้องถอนจากพอร์ตน้อยลงเท่านั้น

กฎถอนเงินส่วนใหญ่มักตั้งต้นจากสมมติฐานว่า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องมาจากพอร์ตการลงทุน

แต่ในชีวิตจริง ผู้เกษียณอาจมีรายได้จากหลายแหล่ง เช่น

เงินบำนาญ
ประกันบำนาญ
ค่าเช่า
ดอกเบี้ย
เงินปันผล
รายได้จากธุรกิจ
หรือรายได้จากสินทรัพย์อื่น

รายได้เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น **Income Layer**

สมมติว่าต้องการใช้เดือนละ 120,000 บาท แต่มีรายได้ประจำหลังเกษียณเดือนละ 50,000 บาท

พอร์ตไม่ได้มีหน้าที่จ่าย 120,000 บาทเต็มจำนวนอีกต่อไป แต่ต้องเติมส่วนขาดเพียง 70,000 บาท

ผลที่เกิดขึ้นคือ

อัตราการถอนจากพอร์ตลดลง
Sequence Risk ลดลง
แรงกดดันในการขายสินทรัพย์ช่วงตลาดตกต่ำลดลง
และโอกาสที่เงินจะอยู่ได้นานขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น Income Layer จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “ผลตอบแทนอีกแหล่งหนึ่ง”

แต่มันคือเครื่องมือบริหารความเสี่ยง

**ยิ่งเราสร้างรายได้ที่มีความแน่นอนได้มากเท่าไร พอร์ตก็ยิ่งไม่ต้องแบกรับภาระการจ่ายเงินทั้งหมดเพียงลำพัง**

=== # # Layer 3: Regime-Based Asset Allocation

# # # พอร์ตหลังเกษียณไม่ควรทำเหมือนตลาดทุกช่วงมีความเสี่ยงเท่ากัน

Asset Allocation แบบดั้งเดิมมักกำหนดสัดส่วน เช่น หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% แล้วกลับมาปรับสมดุลตามรอบเวลา

วิธีนี้เรียบง่ายและมีวินัย

แต่ข้อจำกัดคือ ตลาดไม่ได้มีความเสี่ยงคงที่ตลอดเวลา

ช่วงตลาดขาขึ้น ความผันผวนต่ำ
ช่วงตลาดเริ่มอ่อนแรง ความเสี่ยงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
และช่วงวิกฤต สินทรัพย์หลายประเภทอาจตกลงพร้อมกัน

สำหรับคนวัยทำงาน ตลาดตกอาจเป็นโอกาสในการซื้อเพิ่ม

แต่สำหรับคนเกษียณที่กำลังถอนเงินทุกเดือน ตลาดตกคือความเสี่ยงสองชั้น

พอร์ตลดลงจากราคาสินทรัพย์
และยังถูกลดลงเพิ่มจากการถอนเงิน

Regime-Based Asset Allocation จึงเข้ามาช่วยปรับระดับความเสี่ยงของพอร์ตตามสภาวะตลาด

เมื่อสภาวะตลาดยังแข็งแรง พอร์ตสามารถรักษาสัดส่วนสินทรัพย์เติบโตไว้ได้

เมื่อแนวโน้มตลาดเริ่มอ่อนแรงหรือความผันผวนเพิ่มขึ้น พอร์ตอาจลดสินทรัพย์เสี่ยง เพิ่มเงินสด ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

แนวคิดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำนายจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของตลาดให้ถูกทุกครั้ง

แต่มีเป้าหมายเพื่อ

**ลดความรุนแรงของการขาดทุนในช่วงที่ผู้เกษียณมีความเปราะบางต่อ Sequence Risk มากที่สุด**

เพราะสำหรับพอร์ตหลังเกษียณ การลด Drawdown อาจมีความสำคัญมากกว่าการพยายามสร้างผลตอบแทนสูงสุดทุกปี

=== # # Layer 4: Dynamic Withdrawal

# # # เมื่อพอร์ตเจ็บ ค่าใช้จ่ายบางส่วนต้องปรับได้

แม้จะจัดพอร์ตอย่างดี แต่ไม่มีระบบใดควบคุมผลตอบแทนตลาดได้ทั้งหมด

เครื่องมือชั้นสุดท้ายจึงไม่ใช่การปรับพอร์ต แต่คือการปรับ “การถอนเงิน”

หลักการของ Dynamic Withdrawal คือ ไม่จำเป็นต้องถอนเงินจำนวนเท่าเดิมทุกปีโดยไม่สนใจสถานการณ์ของพอร์ต

แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องลดคุณภาพชีวิตทั้งหมดทันทีที่ตลาดตก

สิ่งสำคัญคือการแยกค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ส่วน

**Essential Spending**
ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่ต้องได้รับเต็มจำนวน

**Discretionary Spending**
ค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นได้ เช่น การท่องเที่ยว ของฟุ่มเฟือย งานอดิเรก หรือค่าใช้จ่ายที่สามารถเลื่อนออกไปได้

ตัวอย่างกฎที่เรียบง่ายคือ

หากปีนี้พอร์ตให้ผลตอบแทนติดลบ
ปีถัดไปยังคงจ่าย Essential Spending เต็มจำนวน
แต่ลด Discretionary Spending ลงชั่วคราว

เมื่อพอร์ตฟื้นตัว จึงค่อยปรับค่าใช้จ่ายกลับเข้าสู่ระดับปกติ

สมมติฐานตลาดเหมือนกัน
พอร์ตเริ่มต้นเท่ากัน
ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากัน

สิ่งที่ต่างกันมีเพียง **วินัยในการถอนเงิน**

นี่คือเหตุผลว่า Dynamic Withdrawal ไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ ในแผนเกษียณ

แต่มันคือ Shock Absorber ของพอร์ต

---สรุป 4 Layers ต้องทำงานร่วมกัน

Post-Retirement Risk Architecture ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลือกว่าจะใช้ Bucket Strategy หรือ Income Layer หรือ Dynamic Withdrawal อย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้ง 4 Layers ต้องทำงานร่วมกัน

**Multi-Bucket Strategy**
แยกเงินตามเวลาที่ต้องใช้ เพื่อลดโอกาสขายสินทรัพย์เสี่ยงผิดจังหวะ

**Income Layer**
สร้างกระแสเงินสดจากแหล่งอื่น เพื่อลดภาระการถอนจากพอร์ต

**Regime-Based Asset Allocation**
ปรับระดับความเสี่ยงตามสภาวะตลาด เพื่อลดความเสียหายในช่วงวิกฤต

**Dynamic Withdrawal**
ปรับค่าใช้จ่ายส่วนที่ยืดหยุ่นได้ เพื่อช่วยให้พอร์ตมีเวลาในการฟื้นตัว

แต่ละ Layer ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไปทั้งหมด

สิ่งที่มันทำคือ ป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเพียงเหตุการณ์เดียว ทำลายแผนเกษียณทั้งระบบ

----------------

# กฎ 4% ไม่ได้ผิด แต่มันยังไม่ครบ

กฎ 4% สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างเงินก้อนกับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ

แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นแผนเกษียณทั้งหมด

เพราะการเกษียณจริงมีมากกว่าคำถามว่า “ถอนได้กี่เปอร์เซ็นต์”

ยังมีคำถามว่า

เงินส่วนไหนจะใช้ก่อน
เงินส่วนไหนต้องเติบโต
รายได้ประจำมีเท่าไร
ตลาดกำลังอยู่ในสภาวะแบบใด
ค่าใช้จ่ายส่วนไหนห้ามลด
และค่าใช้จ่ายส่วนไหนยืดหยุ่นได้

เป้าหมายของการวางแผนเกษียณจึงไม่ใช่การสร้างพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุด

แต่คือการสร้างระบบที่ยังสามารถจ่ายเงินให้เราได้ แม้ตลาดไม่ได้เดินไปตามสมมติฐาน

เพราะในวันที่เกษียณ

พอร์ตไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียง “เงินลงทุน” อีกต่อไป

แต่มันต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น

**เครื่องจ่ายเงินเดือน
ระบบรักษาคุณภาพชีวิต
และโครงสร้างป้องกันความเสี่ยงตลอดช่วงเวลาที่เราไม่สามารถกลับไปสร้างรายได้ใหม่ได้ง่ายเหมือนเดิม**

นี่คือเหตุผลที่การวางแผนหลังเกษียณ ต้องมีมากกว่ากฎถอนเงิน

มันต้องมี # Post-Retirement Risk Architecture

หลังจากเลื่อนไป 1 ปี ดูเหมือนรอบนี้จะมาจริงแล้ว เริ่ม 1 ตุลาคมนี้ กับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแอดเคยเขียนบทความเรื่องข้อได้...
23/07/2026

หลังจากเลื่อนไป 1 ปี ดูเหมือนรอบนี้จะมาจริงแล้ว เริ่ม 1 ตุลาคมนี้ กับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
แอดเคยเขียนบทความเรื่องข้อได้เปรียบในการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไว้ จริงๆทำไม่ยากเลย (ปรึกษาได้ 😁) ได้ประโยชน์กันทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง
https://budgetbrews.short.gy/fb-pvd

ขายประกันสะสมทรัพย์ (Saving) ทำไมจะต้องห้ามพูดถึง IRR?แอดว่าการที่มี cashflow ไหลออกและเข้า จากจุดเริ่มถึงจุดจบหนึ่ง ก็ต...
23/07/2026

ขายประกันสะสมทรัพย์ (Saving) ทำไมจะต้องห้ามพูดถึง IRR?

แอดว่าการที่มี cashflow ไหลออกและเข้า จากจุดเริ่มถึงจุดจบหนึ่ง ก็ต้องพูดถึง IRR ได้ เพราะเงินทุกบาทของลูกค้าและค่าเสียโอกาส ก็คือสิ่งที่ส่งผลต่อความมั่งคั่งของลูกค้า

ให้ดูตัวอย่างของ ANC Broker (อันนี้แอดเป็นนายหน้าอยู่) เค้าทำหน้าเว็บเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆไปเลยว่าแต่ละแบบมี IRR เท่าไหร่ ชัดเจน โปร่งใส
ลูกค้าเลือกได้เลย อยากเอาตัวไหน เน้น IRR หรือเน้นความคุ้มครอง เอาที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ต้องเชียร์ ไม่ต้องมีสคริปต์มากดดันลูกค้า ไม่ต้องปั้นตัวเลข
เอา fact มาดู ต้องพูดถึงได้ในทุกแง่มุม

ใครสนใจเทียบประกัน saving ลองเข้าไปเล่นดูได้ -> https://prakun.com/life-insurance/?agt_id=18120
ถ้าซื้อผ่านลิงค์แอดก็ถือว่าช่วยอุดหนุนค่ากาแฟนะครับ ขอบพระคุณ 🫰

18/07/2026

เห็นเค้ามุงกันเรื่องแหกตัวแทนประกัน แอดนี่ยิ้มอ่อนเลย 😀
รู้สึกดีกับตัวเองที่มาสายวางแผนการเงินมาตั้งแต่วันแรก

และการที่เป็นนายหน้าประกันแบบ walk-in เอง คือ แอดไม่เคยมีทีมมาสอน ไม่เคยได้รับการอบรมหรือถูกบีบให้ทำแบบสายมืดแบบที่ตัวแทนส่วนใหญ่เค้าทำกัน
ศึกษาและสร้าง framework ของตัวเองมาตั้งแต่วันแรก

นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมแอดถึงอยู่ด้วยประกันอย่างเดียวไม่ได้ เพราะไม่มีลูกค้านั่นเอง 555
แต่นี่คือจุดยืนของแอดแต่แรกอยู่แล้ว

ประกัน คือเครื่องมือชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ทุกสิ่งในโลก เราแค่แนะนำสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้ลูกค้าในแต่ละสถานการณ์

และเราจะไม่มีวันตามง้อให้ลูกค้าซื้อเด็ดขาด
ถ้าเค้าจะซื้อ เพราะเค้าเห็นความสำคัญ แล้วบอกเราว่าอยากซื้อเอง

ใครเรื่องมาก ใครไม่เข้าใจ ใครจะมาต่อรองเอาส่วนลด เอาบริการแบบ vip หรือทำสิ่งใดที่สุ่มเสี่ยงจะให้เราผิดจรรยาบรรณ แอดบอกไว้เลยว่า ฉันก็ไม่ขายจ้า เชิญป้ายหน้าเลย ขอเลือกลูกค้าที่เข้าใจและไปด้วยกันได้ตลอดทางดีกว่า 🐳

ที่อยู่

Bangkok

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ BudgetBrewsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์