K-moneyseyservice

K-moneyseyservice ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ

18/05/2024

สรุป 5 เทรนด์โฆษณาและช็อปปิง จาก Nielsen ประเทศไทยพูดถึง ลาบูบู้ กับ Pop Mart มากสุดในโลก | BrandCase
-วันนี้นีลเส็นประเทศไทย (Nielsen) เปิดเผยข้อมูลเทรนด์ผู้บริโภคคนไทย ผ่านงานสัมมนา Unlock the secrets behind Thailand marketing trend 2024 โดยคุณรัญชิตา ศรีวรวิไล Thailand Vertical Lead - Advertiser and Agency

ประเด็นสำคัญภายในงานนี้ พูดถึง 3 เทรนด์หลัก ๆ ได้แก่
-เทรนด์เม็ดเงินโฆษณาในไทย และเอเชียแปซิฟิก
-เทรนด์การช็อปปิงของคนไทย และเทรนด์การตลาดสำหรับแบรนด์

รายละเอียดเทรนด์เหล่านี้ มีอะไรที่นักการตลาดเอาไปใช้ได้บ้าง ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ

1. แนวโน้มเม็ดเงินด้านโฆษณาในประเทศไทย และเอเชียแปซิฟิก

จากการสำรวจของ Nielsen Global Annual Marketer Survey ในปี 2024 พบว่า ถึงแม้เศรษฐกิจโลกไม่ดี และมีอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

แต่นักการตลาดในเอเชียแปซิฟิก​ (APAC) กว่า 82% มีแพลนที่จะอัดเงินเพิ่มค่าโฆษณาให้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นภูมิภาคที่คาดว่าจะมีการเพิ่มเงินค่าโฆษณาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ

โดยช่องทางดิจิทัลยอดนิยม 5 อันดับแรก ที่นักการตลาดวางแผนจะทุ่มงบโฆษณาให้ ได้แก่

- โซเชียลมีเดีย (Social media) 80%
- การค้นหา (Search) 76%
- วิดีโอ (Video:Online/Mobile) 76%
- ป้ายโฆษณาที่แสดงในแบบออนไลน์ (Display:Online/Mobile) 75%
- สื่อหรือทีวีที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต (OTT-TV/CTV) 74%

โดยประเภทของสื่อที่นักการตลาดวางแผนจะเพิ่มงบโฆษณา แบ่งเป็น
- สื่อดิจิทัล Digital Media (DigitalMedia) 64%
- สื่อดั้งเดิม (Traditional Media) 36%

นอกจากนี้ Nielsen ยังได้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับงบโฆษณาที่ใช้กับสื่อดิจิทัลที่มีมากถึง 64%
กลับพบว่า การทำโฆษณาบนสื่อดิจิทัลที่ผ่านมาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก​ เกิด Wasted ทางการโฆษณา
มากถึง 33% และเฉพาะในประเทศไทยเกิดความสูญเปล่าในการทำโฆษณามากถึง 44%

Waste ในที่นี้หมายความว่า โฆษณาที่ทำไป เข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ต้องการ

เช่น แคมเปญโฆษณาผลิตภัณฑ์เฉพาะผู้หญิง แทนที่โฆษณานี้จะโชว์ให้ลูกค้าผู้หญิงที่มีแนวโน้มจะซื้อผลิตภัณฑ์ของแบรนด์
แต่กลับไปโชว์ในกลุ่มลูกค้าผู้ชายมากกว่า

ทำให้ต้นทุนโฆษณาที่แบรนด์เสียไป ไม่สามารถเทิร์นกลับมาเป็นยอดขายได้ตามที่มันควรจะเป็น

ในส่วนของประเทศไทยพบว่า 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) ของปีนี้ มีการใช้จ่ายด้านสื่อโฆษณา เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 37,919 ล้านบาท และสื่อที่มีการลงทุนเงินโฆษณามากที่สุดยังคงเป็น ทีวี ส่วนสื่อที่มีการเติบโตสูงสุดคือ โรงภาพยนตร์

2. ไฮไลต์ที่น่าสนใจของการใช้เม็ดเงินโฆษณาในไทยที่เพิ่มขึ้น ได้แก่

- กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้เม็ดเงินมากที่สุดในปีนี้ คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม +21%

- กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้เงินเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด คือ กลุ่มรถยนต์ +45% โดยเฉพาะโฆษณารถในเซกเมนต์ HEV, รถกระบะ และรถ EV

- กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองคือ กลุ่มสินค้า Luxury +300% โดยกลุ่มนี้ใช้เงิน 77% ไปกับสื่อนอกบ้าน (Out of home)

- กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีการใช้เม็ดเงินมากที่สุด คือ โทรศัพท์มือถือ +112% ซึ่งแบรนด์ที่มีการใช้เงินในกลุ่มนี้มากที่สุดคือ แบรนด์ Samsung

- ส่วนกลุ่มที่มีการใช้เงินโฆษณาลดลงอย่างเห็นได้ชัดคือ กลุ่ม Online Marketplace -64%

3. เทรนด์การโฆษณาที่น่าสนใจในช่วงต้นปี 2024

Nielsen บอกว่าเทรนด์การตลาดที่น่าสนใจและเป็นหนึ่งสื่อที่กำลังมาแรงในเอเชียแปซิฟิก คือ Retail Media Network หรือการลงโฆษณาผ่านเว็บไซต์/แอปพลิเคชัน ของบริษัทค่าปลีก ห้างร้านต่าง ๆ
เช่น เซ็นทรัลกรุ๊ป ทำแอปพลิเคชัน CENTRAL สำหรับช็อปปิงออนไลน์

เนื่องจากปัจจุบันคนเอเชียซื้อของออนไลน์มากขึ้น ยอดการเข้าถึงเว็บไซต์และแอปพลิเคชันออนไลน์จึงโตขึ้นด้วย

ซึ่งนักการตลาดในเอเชียแปซิฟิก (APAC) กว่า 79% มีแผนที่จะลงเงินโฆษณาในกลุ่มนี้มากขึ้น

นอกจากนี้อีกเทรนด์การตลาดที่ถูกพูดถึงในช่วงที่ผ่านมาคือ ซูปเปอร์แอปพลิเคชันต่าง ๆ เริ่มมีกิมมิกในการโฆษณาภายในแอป

เช่น GrabAds ที่มีการพ่วงแบรนด์เนอร์โฆษณาของ Lancôme ห้อยท้ายรถ ตอนผู้ใช้งานดูแผนที่บนแอป เพื่อเพิ่มการรับรู้-จดจำแบรนด์สินค้า

4. คนไทยชอบเขียน และเชื่อรีวิวบนอินเทอร์เน็ต

จากผลสำรวจของ Nielsen พบว่า 37 % ของ Gen Z และ Gen Y ชอบเขียนรีวิวบนอินเทอร์เน็ต และกว่า 50% ของคนกลุ่มนี้เชื่อในรีวิว และไปซื้อสินค้าตามรีวิวในอินเทอร์เน็ต

ซึ่งหมายความว่าความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

เช่น เทรนด์ลาบูบู้ในเมืองไทย เกิดขึ้นจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่การพูดถึงเป็นจำนวนมาก

โดยจากข้อมูลผ่าน Nielsen Social Listening พบว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการพูดถึง ลาบูบู้มากที่สุดในโลก เกือบ 4 แสนครั้ง

โดยกลุ่มคนที่พูดถึงลาบูบู้มากที่สุด 63.5% เป็นผู้หญิง และส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี และแพลตฟอร์มที่พูดถึงเรื่องนี้มากที่สุดคือ TikTok

5. เป้าหมายทางการตลาด ปี 2024 ในมุมมองนักการตลาด

จากการสำรวจ Nielsen Global Annual Marketer Survey ปี 2024 พบว่า

31% ของนักการตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก (APAC) โหวตให้ Brand Awareness หรือก็คือการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำการตลาด

รองลงมาเป็น อัตราการเติบโตของรายได้ (Revenue growth) 26% และ การรักษาลูกค้าเก่า (Customer retention) 19%

แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อถึงเวลาใช้เงินจริง นักการตลาดกว่า 80% จะโฟกัสที่ Brand Performance มากกว่า

เช่น การทำโปรโมชันหรือการทำให้รายได้โตขึ้นในระยะสั้น และลดการสร้างแบรนด์ลง (Brand building)

ซึ่งจากการศึกษาของ Nielsen พบว่า หากไม่มีการลงทุนในเรื่องของการสร้างแบรนด์ ฐานการซื้อจะค่อย ๆ ลดลง

ในทางกลับกันถ้ามีการลงทุนสร้างแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ จะส่งผลให้ฐานการซื้อเพิ่มขึ้นได้มากถึง 2-3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการขายในระยะสั้น..

09/05/2024

รัฐบาลจีน กำลังอัดเงินให้ บริษัทจีนไประดับโลก /โดย ลงทุนแมน
ปีที่แล้ว
- Mixue ได้เงินจากรัฐบาลจีน 354 ล้านบาท
- Pop Mart ได้เงินจากรัฐบาลจีน 161 ล้านบาท
- BYD ได้เงินจากรัฐบาลจีน 24,061 ล้านบาท

นี่เป็นเพียงตัวอย่างธุรกิจ ที่รัฐบาลจีนให้เงินสนับสนุนแบบให้เปล่า ซึ่งทั้งสามธุรกิจนี้ ก็กำลังมีชื่อเสียงนอกประเทศจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในอดีตที่ผ่านมา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ต่างก็เคยใช้วิธีสนับสนุนธุรกิจในประเทศ ให้ไปสู่ระดับโลกมาแล้ว

ทำไม จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ถึงอัดเงินให้ ธุรกิจตัวเองไประดับโลก ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
เปิดบัญชีแล้วเทรดวันนี้ มีสิทธิ์รับ e-Coupon มูลค่ารวมสูงสุด 800 บาท จาก บล. Zcom อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/4b0dF2b
╚═══════════╝

ต้องบอกว่า เรื่องนี้มีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสามประเทศ

เพราะผู้นำอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจากประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ แทบทั้งสิ้น

ไล่ตั้งแต่ อุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนี, อุตสาหกรรมอาหารของสวิตเซอร์แลนด์, เชนร้านอาหารฟาสต์ฟูดของสหรัฐฯ และอื่น ๆ อีกมากมาย

พอเป็นแบบนี้ ประเทศผู้ตามในฝั่งเอเชีย จึงต้องทำสิ่งที่เรียกว่า “การไล่กวด” ในการพัฒนาธุรกิจในประเทศ ให้สามารถแข่งขันได้กับผู้นำตลาดก่อนหน้า

เริ่มจากฝั่งญี่ปุ่น ที่เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมตัวเอง เช่น รถยนต์ ด้วยนโยบายตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสูง ๆ เพื่อให้รถยนต์นำเข้ามีราคาแพงกว่ารถยนต์ในประเทศ

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ธนาคาร ปล่อยกู้ให้ธุรกิจในประเทศ เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับขยายกิจการและพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง

และหลังจากนั้น ญี่ปุ่นก็ค่อย ๆ ลดการกีดกันภาษีลง
เพราะธุรกิจรถยนต์ของตัวเอง สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ที่เป็นเจ้าตลาดมาก่อนได้แล้ว

ทำให้ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีแบรนด์รถยนต์มากมาย ทั้ง Honda, Nissan, Subaru, Isuzu และ Toyota ที่กลายมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ต่อปีมากสุดในโลก

ส่วนฝั่งเกาหลีใต้เอง ก็ใช้นโยบายเหมือนญี่ปุ่นเช่นกัน
แต่ต่างกันตรงที่ รัฐบาลจะมีการให้เงินช่วยเหลือกับธุรกิจ ที่เห็นว่าจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ

ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์, เหล็กกล้า, ปิโตรเคมี, ต่อเรือ โดยมีกลุ่มแชโบล ที่คอยร่วมมือกับรัฐบาล ในการสนับสนุนด้านเงินทุนและนวัตกรรม

และในฝั่งประเทศจีน ก็มีการอัดเงินเข้าไปช่วยธุรกิจของประเทศตัวเองเช่นกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ที่จีนอยากเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของโลก

เพราะจีนเองก็ไม่ต่างอะไรจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ที่ต้องไล่กวดผู้นำอุตสาหกรรมเก่าให้ทัน และต้องแซงหน้า จากผู้ตามให้กลายเป็นผู้นำ

โดยปีที่ผ่านมา BYD ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่สุดของจีน ได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาล กว่า 24,061 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจอื่น ๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Mixue แบรนด์เครื่องดื่ม-ไอศกรีมชื่อดัง ที่ได้รับเงินสนับสนุน 354 ล้านบาท (9 เดือนแรก ปี 2023)

หรือแม้แต่ Pop Mart เจ้าของ Art Toys ลาบูบู้ ที่เป็น
กระแสโด่งดังก่อนหน้า ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจีนประมาณ 161 ล้านบาท

แล้วเม็ดเงินตรงนี้มากแค่ไหน ?

หากเราเอาไปเทียบกับผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่า

BYD
ปี 2023 รายได้ 3,137,415 ล้านบาท
กำไร 156,476 ล้านบาท

สัดส่วนเงินอุดหนุนต่อรายได้ 0.7%

Mixue
9 เดือนแรก ปี 2023 รายได้ 80,181 ล้านบาท
กำไร 12,772 ล้านบาท

สัดส่วนเงินอุดหนุนต่อรายได้ 0.4%

Pop Mart
ปี 2023 รายได้ 32,821 ล้านบาท
กำไร 5,667 ล้านบาท

สัดส่วนเงินอุดหนุนต่อรายได้ 0.5%

เรียกได้ว่า เงินอุดหนุนตรงนี้จากรัฐบาล ไม่ถึง 1% ของรายได้ที่บริษัทเหล่านี้สามารถทำได้เลย

แต่ส่วนนี้เป็นเงินให้เปล่า ที่บริษัทจีนได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลจีน ซึ่งยังไม่รวมการสนับสนุนทางอ้อมในด้านอื่น ๆ อีก เช่น การโอนที่ดินให้เปล่าสำหรับสร้างโรงงาน, สิทธิประโยชน์ทางภาษี และสินเชื่อพิเศษ เป็นต้น

ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น เคยทำมาก่อนจนสำเร็จ ในการผลักดันธุรกิจของประเทศตัวเอง

ซึ่งปัจจุบัน ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ไม่ได้อัดเงินจากรัฐบาล ให้ธุรกิจตัวเองอีกแล้ว เพราะตอนนี้ ธุรกิจประเทศตัวเอง แข็งแกร่งพอที่จะแข่งขันกับประเทศอื่น

และเหตุผลอีกอย่างคือ องค์การการค้าโลก หรือ WTO มีกฎข้อหนึ่ง ที่ไม่อนุญาตให้มีการอุดหนุนหรือตั้งกำแพงภาษี หากไม่ใช่อุตสาหกรรมที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนก็ยังคงอัดเงินให้ธุรกิจตัวเองต่อไป โดยบางธุรกิจ เช่น Mixue ก็ให้เหตุผลว่า เป็นการสนับสนุนธุรกิจในภาคตะวันตกของจีน

เพราะ Mixue มีการไปเปิดสาขาในภาคตะวันตกเยอะมาก ซึ่งเป็นบริเวณที่เศรษฐกิจยังเติบโตน้อยกว่าฝั่งตะวันออก และมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก

แต่สำหรับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ก็อาจมองได้ว่า รัฐบาลจีน กำลังอัดเงินให้ธุรกิจตัวเอง ไปชิงส่วนแบ่งตลาดในระดับโลก ก็คงไม่ผิดนัก

ซึ่งแม้จะเป็นสูตรสำเร็จที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เคยใช้มาแล้ว โดยใช้เวลาเพียงชั่วอายุคน ก็สามารถขึ้นมาแข่งขันกับเจ้าตลาดเดิมอย่างเยอรมนีและสหรัฐฯ ได้

แต่ประเทศต่าง ๆ เอง ก็คงมองว่า นี่อาจเป็นการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการที่รถยนต์ไฟฟ้าของจีน เข้ามาตีตลาดในราคาถูกลง

และนั่นก็อาจทำให้ความหวังของจีน ที่ต้องการให้ธุรกิจตัวเองไประดับโลกมากขึ้น ก็คงไม่ง่าย แม้มีรัฐบาลจีนหนุนหลังอยู่..

╔═══════════╗
เปิดบัญชีแล้วเทรดวันนี้ มีสิทธิ์รับ e-Coupon มูลค่ารวมสูงสุด 800 บาท
กับแคมเปญ Zuper คุ้ม ยิ่งเทรด ยิ่งได้ จาก บล. Zcom

ห้ามพลาดโปรดี ๆ ตั้งแต่วันนี้ถึงกรกฎาคมนี้เท่านั้น!!
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/4b0dF2b
หรือเปิดบัญชีคลิกเลย https://bit.ly/3U5qgez

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
**การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

Facebook : https://www.facebook.com/trade.z.com.th
Line: (http://bit.ly/2TJtaIC)

╚═══════════╝

References
-Pop Mart International Group Limited Annual Results Announcement For The Year Ended 31 December 2023
-MIXUE Group financial report as of 30 september 2023
-https://www.bydglobal.com/en/BasicInformation.html
-https://www.bloomberg.com/news/articles/2024-04-10/byd-got-3-4-billion-chinese-aid-to-dominate-evs-study-says
-https://www.trade.gov/trade-guide-wto-subsidies #:~:text=Prohibited
-https://finance.yahoo.com/quote/002594.SZ/financials

07/05/2024

จังหวัด เศรษฐกิจใหญ่สุด ของแต่ละภาค เติบโตมากแค่ไหน ?
- แพลตฟอร์ม Blockdit Invest แอปโซเชียลแรก ที่ผู้ใช้สามารถให้ความเห็นต่อ หุ้นรายตัว ทั้งหุ้นไทย หุ้นอเมริกา ลองใช้ได้ที่ Blockdit.com/download เลือกแถบเมนู Invest

06/05/2024

สรุป ถนนพระรามที่ 3 ที่เกือบเป็นย่านเศรษฐกิจ แต่สะดุดเพราะต้มยำกุ้ง ครบจบ ในภาพเดียว
- แพลตฟอร์ม Blockdit Invest แอปโซเชียลแรก ที่ผู้ใช้สามารถให้ความเห็นต่อ หุ้นรายตัว ทั้งหุ้นไทย หุ้นอเมริกา ลองใช้ได้ที่ Blockdit.com/download เลือกแถบเมนู Invest

04/05/2024
03/05/2024

นับตั้งแต่ต้นปี MEGA10 และ MEGA10CHINA คือหนึ่งในกองทุนที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มกองทุนหุ้นสหรัฐฯ และกองทุนหุ้นจีน

🇺🇸 MEGA10-A ปรับเพิ่มขึ้น 13.13% ชนะดัชนี S&P500 กว่า 6%

🇨🇳 MEGA10CHINA-A ปรับเพิ่มขึ้น 17.17% ชนะดัชนี HSI กว่า 8%


13/03/2024

วันนี้ ตลาดหุ้นฮ่องกง +3%
โดยการปรับตัวขึ้นของดัชนี Hang Seng กว่า 527 จุดวันนี้ ส่วนใหญ่ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม Tech ที่ขึ้นแรงเกือบยกแผง

เช่น
Alibaba +2.9%
Tencent +4.9%
Meituan +5.3%
Xiaomi +12.4%
BYD +6.7%
JD.Com +8.5%
Baidu +4.5%

คำเตือน : โพสต์นี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูล ไม่ได้แนะนำให้ซื้อ หรือ ขาย แต่อย่างใด
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน

12/03/2024

เอลซัลวาดอร์ อาจใช้หนี้ IMF ได้ ถ้าราคา บิตคอยน์ ถึง $100,000 | MONEY LAB

รู้หรือไม่ว่า ในตอนนี้ ราคาบิตคอยน์กำลังจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 2,556,756 บาท ต่อเหรียญ อยู่

ในช่วงที่ราคาบิตคอยน์กำลังพุ่งขึ้นแบบดีวันดีคืนแบบนี้
ชีวิตของหลาย ๆ คน น่าจะกำลังเปลี่ยนไป

แต่หนึ่งในคนที่กำลังดีใจที่สุดกับราคาบิตคอยน์ตอนนี้
คงหนีไม่พ้นประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล แห่งเอลซัลวาดอร์ ที่มีนโยบาย “โปรบิตคอยน์” อย่างมาก

โดยที่ผ่านมา รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ ได้เข้าซื้อบิตคอยน์อยู่เรื่อย ๆ มาตั้งแต่ปี 2021

จนปัจจุบันนี้ จำนวนบิตคอยน์ที่ทางเอลซัลวาดอร์ มีอยู่นั้น มากถึง 2,861 เหรียญ

ด้วยราคาที่ขึ้นมาขนาดนี้ ทำให้ในตอนนี้ เอลซัลวาดอร์ ไม่เพียงแต่หลุดดอยเท่านั้น แต่ยังฟันกำไรจากการลงทุนในบิตคอยน์ไปมากกว่า 3,000 ล้านบาท

และถ้าหากตีมูลค่าบิตคอยน์ทั้งหมด ที่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์มีอยู่ ในปัจจุบันนี้ ก็คิดเป็นถึง 7,310 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากกำไรจากการลงทุนในบิตคอยน์แล้ว เอลซัลวาดอร์ ยังมีรายได้ในรูปแบบของบิตคอยน์จากธุรกิจ และการให้บริการของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น..

- การเก็บค่าธรรมเนียมการออกหนังสือเดินทาง
- ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กับบิตคอยน์ของธุรกิจภายในประเทศ
- การขุดเหมืองบิตคอยน์

เมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ คุณ Tim Draper นักลงทุนสตาร์ตอัปรายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ลงทุนในบิตคอยน์เองด้วยนั้น ก็ออกมาให้ความเห็นว่า

ถ้าหากราคาบิตคอยน์ขึ้นไปถึงประมาณ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว เอลซัลวาดอร์ อาจจะสามารถขายบิตคอยน์เพื่อนำเงินไปใช้หนี้ IMF และมีอิสระในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะไม่ถูก IMF แทรกแซง

เพราะประเทศเอลซัลวาดอร์ ก็ค่อนข้างเป็นไม้เบื่อไม้เมากับทาง IMF อยู่พอสมควร เนื่องจากเอลซัลวาดอร์นั้น เคยมีความต้องการที่จะกู้เงินจาก IMF กว่า 46,176 ล้านบาท ในช่วงปี 2021 ที่ผ่านมา

แต่ทาง IMF กลับไม่ยอมอนุมัติเงินกู้ดังกล่าว เนื่องจากกังวลในเรื่องที่เอลซัลวาดอร์ ใช้บิตคอยน์เป็นเงินสกุลหลักของประเทศ

พร้อมทั้งพยายามโน้มน้าวให้เอลซัลวาดอร์ เลิกใช้บิตคอยน์เป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักอีกด้วย

ในปัจจุบันนี้ เอลซัลวาดอร์ มีหนี้อยู่กับ IMF ที่ประมาณ 179.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,375 ล้านบาท

ซึ่งถ้าหากราคาบิตคอยน์ขึ้นไปถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐจริง เมื่อคูณกับจำนวนบิตคอยน์ที่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์มีอยู่ 2,861 เหรีญแล้ว

จะคิดเป็นมูลค่าถึง 286 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,161 ล้านบาท ซึ่งเรียกได้ว่า ขายมาใช้หนี้หมดแล้ว ยังมีทอน

จากทั้งหมดนี้เอง ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ทางรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ จะมีท่าทีอย่างไร ที่อาจจะเป็นข่าวดี ต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี หลังจากนี้

และนโยบายโปรบิตคอยน์ ของเอลซัลวาดอร์ จะช่วยให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน ในอนาคตต่อไป ได้หรือไม่..

References
-https://fortune.com/2022/01/25/el-salvador-imf-bitcoin-loan-bailout/
-https://cointelegraph.com/news/el-salvador-bitcoin-treasury-85-million-profit-amid-btc-rally
-https://www.imf.org/external/np/fin/tad/balmov2.aspx?type=TOTAL

07/03/2024

กรณีศึกษา CEO บริษัทระดับโลก ค่าจ้างส่วนใหญ่ ไม่ได้มาจากเงินเดือน /โดย ลงทุนแมน
ส่วนใหญ่แล้ว CEO หรือผู้บริหารระดับสูงในบ้านเรา ค่าตอบแทนหลัก ๆ ก็มาจาก “เงินเดือน” ที่ได้รับจากบริษัท

แต่รู้หรือไม่ว่า CEO ของบริษัทระดับโลก โดยเฉพาะบริษัทเทค มักจะได้รับค่าตอบแทนในรูปแบบอื่น ๆ เช่น Stock Option

ซึ่งมักมีมูลค่ามหาศาล จนทำให้พวกเขาพลิกชีวิตกลายเป็นเศรษฐีได้เลย แม้จะไม่ได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเอง

อย่างเช่น คุณ Sundar Pichai ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท Alphabet (Google) ได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 7,800 ล้านบาท ในปี 2022

แต่ในจำนวนนี้ เป็นเงินเดือนเพียงไม่ถึง 1% เท่านั้น
โดยเป็น Stock Option 96%
และค่าตอบแทนอื่น ๆ อีก 3%

หรือจะเป็นคุณ Tim Cook หัวเรือใหญ่ของ Apple
ที่ในปีเดียวกัน ได้รับค่าตอบแทนกว่า 3,400 ล้านบาท

แต่มาจากเงินเดือนเพียง 3%
ส่วนอีกกว่า 84% คือ Stock Option และค่าตอบแทนอื่น ๆ อีก 13%

จะเห็นว่า ค่าตอบแทนส่วนใหญ่ของพวกเขา มาจาก Stock Option ไม่ใช่เงินเดือน

แล้ว Stock Option คืออะไร
ทำไม CEO ระดับโลก ถึงยอมรับ Stock Option มากกว่าเงินเดือน
แล้วบริษัทที่จ่ายค่าตอบแทน ได้ประโยชน์อะไรจากวิธีนี้ ?

ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ปกติแล้ว พนักงานส่วนใหญ่อย่างเรา ๆ มักอยากได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เพราะได้รับแน่นอนในทุก ๆ เดือน

ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ก็จะมีนโยบาย ปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน

แต่ไม่ใช่กับ CEO ของบริษัทระดับโลก เช่น
- คุณ Elon Musk จาก Tesla
- คุณ Sundar Pichai จาก Alphabet
- คุณ Tim Cook จาก Apple
- คุณ Satya Nadella จาก Microsoft

ที่บริษัทสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหาร ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเติมเป็น Stock Option

Stock Option ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การให้สิทธิ์ซื้อหุ้นกับพนักงานหรือผู้บริหาร ในราคาที่ตกลงกันไว้ หากสามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมาย ซึ่งราคาใช้สิทธิ์ซื้อหุ้น มักจะต่ำกว่าราคาในตลาด

แต่เงื่อนไขในการให้สิทธิ์ ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
เพราะบริษัทจะเริ่มให้สิทธิ์ซื้อหุ้น หลังจากทำงานไปแล้วประมาณ 3 ปี นับจากวันที่เข้าทำงานวันแรก

และในปีที่ 4 พนักงานถึงจะสามารถนำหุ้นที่ได้จากบริษัทตัวเองไปขายได้ แต่ต้องทำภายในระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับสิทธิ์ซื้อหุ้น

ยกตัวอย่างเช่น นาย A เป็น CEO ของบริษัท KK ที่ได้รับสิทธิ์ซื้อหุ้นของบริษัท ที่ราคา 10 บาท จำนวน 1,000 หุ้น เพราะทำผลงานได้ตามเป้าหมาย

ถ้านาย A อยากขายหุ้น ก็ต้องรอให้เข้าปีที่ 4 ของการทำงาน ถึงจะขายหุ้นได้ แต่ถ้ายังไม่อยากขาย และต้องการเก็บไว้ก่อน เพื่อรอราคาหุ้นขึ้น ก็สามารถรอได้ไม่เกินปีที่ 10 นับจากวันที่ได้สิทธิ์

แต่ทั้งนี้ เงื่อนไขการได้รับและใช้สิทธิ์ Stock Option จะแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัทและบุคคล

ถึงตรงนี้ ก็ดูเหมือนว่าการทำแบบนี้ จะทำให้บริษัทได้ประโยชน์จากพนักงาน ในหลายเรื่องด้วยกัน

เรื่องแรกเลย คือ
“จูงใจให้ผู้บริหารและพนักงาน สร้างการเติบโตให้กับบริษัท”

การให้สิทธิ์ซื้อหุ้นในราคาที่กำหนด ทำให้ CEO ของหลายบริษัท มีแรงจูงใจในการทำงานที่เพิ่มขึ้นได้

เพราะหากทำให้ผลประกอบการของบริษัทดีขึ้น และธุรกิจเติบโต ก็มีแนวโน้มที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นตาม จากความคาดหวังของนักลงทุน ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อบริษัท

และ CEO เองก็ได้รับผลตอบแทน จากส่วนต่างราคาขายหุ้นที่มากขึ้น เป็นรางวัลในการทำงานหนักและพาบริษัทบรรลุเป้าหมาย

ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ กรณีของ คุณ Elon Musk CEO แห่ง Tesla ที่ยอมไม่รับเงินเดือนของตัวเอง แต่ไปสร้างเงื่อนไขขอรับค่าจ้าง เป็น Stock Option แทน

โดยเงื่อนไขนั้นค่อนข้างสุดขั้ว เพราะตั้งเป้าว่า Tesla ต้องมีมูลค่าบริษัทแตะ 23 ล้านล้านบาทให้ได้ ภายใน 10 ปี

ถ้าทำได้ ทางบริษัทจะตกรางวัลให้กับคุณ Elon Musk เป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท สำหรับการทำงานตลอด 10 ปี โดยไม่รับเงินเดือน

และตอนนี้บริษัท Tesla มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 22.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 927% ในระยะเวลาเพียง 5 ปี

ซึ่งเรื่องนี้ ก็มาจากเงื่อนไขใน Stock Option ที่ผลักดันให้คุณ Elon Musk ต้องพา Tesla ไปสู่เป้าหมายให้ได้ จนส่งผลให้บริษัทเติบโตได้หลายเท่า

เรื่องต่อมาคือ
“บริษัท สามารถรั้งพนักงานให้ทำงานได้นานขึ้น”

อย่างที่บอกไปว่า บริษัทจะให้สิทธิ์ซื้อหุ้นเมื่อทำงานไปอย่างน้อย 3 ปี และสามารถขายหุ้นได้ เมื่อทำงานไปอย่างน้อย 4 ปี นับจากวันแรกของการทำงาน

เท่ากับว่า พนักงานคนนั้นจะอยู่กับบริษัทได้อย่างน้อย 3 ปี แถมยังเพิ่มแรงจูงใจให้พนักงานอยู่ต่อ เพื่อทำให้ผลประกอบการและราคาหุ้นของบริษัทสูงขึ้นต่อเนื่อง

หรือก็คือ การให้ Stock Option ที่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ ต้องการให้ผู้บริหารและพนักงาน อยู่กับบริษัทนานขึ้น หรือตัดสินใจย้ายงาน ยากขึ้น นั่นเอง

และเรื่องสุดท้ายคือ
“บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายพนักงานได้”

เรารู้กันดีว่าเงินเดือนของ CEO กับพนักงานเก่ง ๆ จะสูง
ซึ่งบางบริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการเก็บเงินสดเอาไว้ เพื่อลงทุนขยายธุรกิจก่อน เช่น สตาร์ตอัป

ก็อาจเลือกดึงดูดและจ่ายค่าตอบแทนพนักงานเป็น Stock Option แทนเงินเดือนสูง ๆ

ทำให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ และเก็บเงินสดเอาไว้ได้ เพราะ Stock Option นั้น ทางบริษัทไม่ได้จ่ายออกไปเป็นเงินสด และระยะเวลาใช้สิทธิ์ก็อีกหลายปีให้หลัง

แถมบริษัทก็อาจได้เงินสดเข้ามาเพิ่มเติมด้วย เมื่อพนักงานใช้สิทธิ์

นอกจากในมุมบริษัท ที่ได้ประโยชน์จากพนักงานมากมาย ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนเป็น Stock Option แล้ว ในมุมของ CEO หรือพนักงานเอง ก็ได้ประโยชน์เพิ่มเติมจากเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็น การได้รับค่าตอบแทนอย่างมหาศาลในอนาคต ซึ่งมากกว่าการได้รับเงินเดือนเพียงอย่างเดียวในแต่ละปี

และนอกจากนี้ CEO ที่เลือกรับค่าตอบแทนเพิ่มเติม เป็น Stock Option สามารถจ่ายภาษีได้น้อยลงอีกด้วย..

รู้ไหมว่า อัตราภาษีบุคคลธรรมดาของสหรัฐฯ เพดานสูงสุดคือ 37% สำหรับคนที่มีเงินได้ทั้งปี มากกว่า 21 ล้านบาท

ซึ่งรายได้ทั้งปีของ CEO บริษัทระดับโลก ส่วนใหญ่เข้าเกณฑ์ภาษีสูงสุดของสหรัฐฯ อยู่แล้ว และนี่ยังไม่รวมภาษีที่ต้องเสียเพิ่มเติมให้กับรัฐบาลในระดับมลรัฐ

อย่างไรก็ตาม เมื่อ CEO ทำการขายหุ้นที่ได้จาก Stock Option จะเสียภาษีเฉพาะส่วนต่างราคา หรือ Capital Gain ในอัตราราว 20% เท่านั้น

เท่ากับว่า Stock Option กลายเป็นช่องทางให้ CEO ระดับโลก จ่ายภาษีได้น้อยลง และเป็นการจ่ายเพียงครั้งเดียวในตอนขายหุ้นแต่ละครั้งอีกด้วย

หรือก็คือ สามารถเลื่อนจ่ายภาษีออกไปได้
โดยถ้ายังไม่ขาย ก็ไม่ต้องเสียภาษี นั่นเอง

ในขณะที่ หากเป็นเงินเดือน ต้องเสียภาษีทันทีในปีนั้น ๆ และเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่า

อ่านมาถึงตรงนี้ เราคงเข้าใจแล้วว่า ทำไมบางบริษัท ถึงเลือกจ่ายค่าตอบแทนพนักงานเป็น Stock Option
และทำไม CEO บริษัทระดับโลก ถึงเลือกรับสิ่งนี้ มากกว่าเงินเดือน แม้ต้องรออีกหลายปี

เพราะสำหรับ CEO ระดับโลกแล้ว การอดทนรอคอย เพื่อให้ได้เงินอย่างมหาศาล ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า Stock Option จะมีแต่ผลดีเสมอไป ซึ่งทุกสิ่งบนโลกนี้ย่อมเป็นเหมือนเหรียญที่มี 2 ด้านเสมอ

ซึ่งนักลงทุนระดับโลกอย่าง “คุณวอร์เรน บัฟเฟตต์” ก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่เห็นด้วย กับการที่บริษัทจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหารเป็น Stock Option

เพราะเขามองว่า การให้สิทธิ์ผู้บริหาร ได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่า ราคาตลาดหรือความเป็นจริง ถือเป็นเรื่องที่ไม่แฟร์กับผู้ถือหุ้น นั่นเอง..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-https://www.investopedia.com/terms/r/restricted-stock-unit.asp
-https://abc.xyz/investor/annual-meeting/
-https://companiesmarketcap.com/
-https://www.investopedia.com/ask/answers/060515/what-difference-between-state-income-tax-and-federal-income-tax.asp
-https://www.investopedia.com/terms/c/capital_gains_tax.asp
-https://www.cnbc.com/2023/04/22/alphabet-ceo-sundar-pichais-compensation-topped-200-million-in-2022

04/03/2024

ราคา Bitcoin ทำจุดสูงสุดใหม่
และทะลุ 2,300,000 บาท เป็นครั้งแรก

ซึ่งนับจากต้นปี ตอนนี้ราคาบิตคอยน์ ปรับตัวขึ้นมาแล้ว +54%

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ ราคาบิตคอยน์ กลับมา ก็เพราะนักลงทุนคาดหวังปรากฎการณ์ Bitcoin Halving ครั้งถัดไป ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน เมษายน 2024 นี้ หลังจากเกิด Bitcoin Halving ครั้งก่อน ในเดือนพฤษภาคม 2020

ทั้งนี้ Bitcoin Halving คือ การที่ระบบจะลดจำนวนรางวัลจากการขุดบิตคอยน์ลง “ครึ่งหนึ่ง” ในทุก 210,000 บล็อก หรือประมาณทุก ๆ 4 ปี

กระบวนการนี้จะทำให้ลดอุปทานของบิตคอยน์ ที่เกิดขึ้นใหม่ จนกว่าจำนวนบิตคอยน์ในระบบจะมีทั้งหมด 21 ล้าน BTC

ซึ่งการขุดบิตคอยน์ที่ยากขึ้น ก็เป็นหนึ่งในกลไก ที่ช่วยรักษามูลค่าของบิตคอยน์ได้

และล่าสุดวันนี้ บิตคอยน์ ได้ปรับตัวขึ้นอีก 5% ทำให้ราคาบิตคอยน์ ในรูปค่าเงินบาท แตะ 2,337,000 ต่อ BTC และทำจุดสูงสุดใหม่ ไปเป็นที่เรียบร้อย..

คำเตือน : โพสต์นี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูล ไม่ได้แนะนำให้ซื้อ หรือ ขาย แต่อย่างใด
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน

ที่อยู่

Bangkok
10100

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 06:00
อังคาร 08:00 - 18:00
พุธ 08:00 - 18:00
พฤหัสบดี 08:00 - 18:00
ศุกร์ 08:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ K-moneyseyserviceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์