18/07/2026
เมื่อวานนี้ฉันได้เจอเพื่อนเก่าสมัยเด็กค่ะคุณ เรารู้จักกันตอนที่ฉันได้รับมอบหมายให้แสดงโชว์ดนตรีที่สถาบันเกอร์เต้ตอนประมาณสิบกว่าขวบ คือ ฉันเล่นเปียโนและนางยืนร้องโอเปร่าอยู่ข้างๆ
นั่นคือ ครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้ใกล้ชิดกับศิลปะแขนงนี้
ตอนนั้นไม่ได้อินมาก มัวแต่รู้สึกอิจฉาเพื่อน ว่านางทำเสียงร้องแบบนั้นได้ยังไงกันนะ มันเท่ห์วุ้ย แล้วแสงไฟก็ไปอยู่ที่นาง ไม่ได้อยู่ที่คนเล่นเปียโนเลยอ่ะ เชอะ🤣🤣🤣
และพอฉันมาทำงานที่ยุโรป เอาจริงๆนะคุณ มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่ฉันนั่งอยู่ในโรงละครในยุโรป และรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าตัวเอง “ไม่ใช่คนของที่นี่”
ฉันไม่รู้ว่าควรแต่งตัวอย่างไร
ไม่แน่ใจว่าควรปรบมือตอนไหน
และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมคนข้าง ๆ ถึงร้องไห้กับบทเพลงที่ฉันฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ในเวลานั้น ฉันเพิ่งเริ่มต้นทำงานในโลก Private Banking ได้สัก6-7 ปี และยังมองโลกด้วยกรอบคิดที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา
โอเปราในสายตาฉันคือการร้องเพลงเสียงดังเป็นภาษาอิตาลี
บัลเลต์คือการเคลื่อนไหวอย่างงดงามบนปลายเท้า
ส่วนโรงละครหรูหราก็ดูเหมือนพื้นที่ของคนที่ “รู้กฎบางอย่างร่วมกัน” ซึ่งเราไม่เคยถูกสอนให้เข้าใจ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งจากการใช้ชีวิตในยุโรปและการทำงานใกล้ชิดกับผู้คนจากหลากหลายครอบครัว ฉันเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบบางอย่างที่น่าสนใจค่ะคุณ
ครอบครัวที่มีฐานะจำนวนมากใช้เงินเพื่อซื้อสิ่งของราคาแพง
แต่ แต่ … แต่ ครอบครัวที่มีความมั่งคั่งในอีกระดับหนึ่ง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรากทางวัฒนธรรม กลับใช้ทรัพยากรไปกับสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
พวกเขาใช้เงินเพื่อ “พาลูกไปดูโลก”
ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ คอนเสิร์ต โรงละคร โอเปรา บัลเลต์ วรรณกรรม ดนตรี หรือการเดินทางไปยังสถานที่ทางประวัติศาสตร์
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครอบครัว และฉันไม่ได้กำลังจะสรุปว่าคนรวยมีรสนิยมดีกว่าคนอื่น เพราะจากประสบการณ์ของฉัน “ความมั่งคั่ง” กับ “รสนิยม” เป็นสองสิ่งที่อาจอยู่ร่วมกัน หรือแยกจากกันอย่างสิ้นเชิงก็ได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในครอบครัวเก่าแก่บางกลุ่ม ศิลปะไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงความบันเทิง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
และเมื่อฉันเริ่มเปิดใจเข้าไปสัมผัสโลกนั้นอย่างจริงจัง ฉันก็เริ่มเข้าใจว่า แก่นแท้ของศิลปะเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ความหรูหรา
ตรงกันข้าม
มันอยู่ที่ความเป็นมนุษย์อย่างเข้มข้น
โอเปราเต็มไปด้วยเรื่องราวของความรักที่ผิดพลาด ความเชื่อใจที่ถูกทรยศ ความหึงหวง ความทะเยอทะยาน ความหลงตัวเอง และการตัดสินใจที่นำไปสู่ความพังทลายของชีวิต
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันไม่ต่างจากชีวิตมนุษย์ในปัจจุบัน เพียงแต่ในอดีต ความรู้สึกเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านดนตรีและเวที แทนที่จะถูกโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย
La Traviata เล่าเรื่องของผู้หญิงที่ถูกสังคมตัดสินจากอดีต จนความรักของเธอไม่อาจดำรงอยู่ได้
Madama Butterfly สะท้อนความรักที่ไม่เท่าเทียมระหว่างวัฒนธรรมและอำนาจ
The Great Gatsby แสดงให้เห็นว่าความมั่งคั่งไม่อาจซื้อสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตได้
Russian Hamlet เปิดเผยด้านมืดของอำนาจที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความโดดเดี่ยว
ยิ่งได้สัมผัส ฉันยิ่งตระหนักว่าโอเปราและบัลเลต์ไม่เคยเป็นเรื่องไกลตัว
มันคือเรื่องของมนุษย์ ”ของเรา“ เพียงแต่ถูกเล่าในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
คำถามที่ตามมาคือ
เหตุใดศิลปะเหล่านี้จึงถูกผูกโยงกับชนชั้นสูงมาอย่างยาวนาน?
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในประวัติศาสตร์
บัลเลต์ถือกำเนิดในราชสำนักยุโรปตั้งแต่ยุค Renaissance ก่อนจะถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบในฝรั่งเศสภายใต้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งถึงขั้นก่อตั้ง Académie Royale de Danse ในปี 1661
โอเปราก็เช่นกัน มันเกิดขึ้นในอิตาลีและต้องอาศัยทรัพยากรจำนวนมหาศาลในการผลิต ตั้งแต่นักร้อง วงออร์เคสตรา ฉาก เครื่องแต่งกาย ไปจนถึงสถานที่
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ศิลปะเหล่านี้จะมีรากฐานอยู่ในโลกของราชสำนักและผู้อุปถัมภ์ที่มั่งคั่ง
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าต้นกำเนิด คือสิ่งที่มันหลงเหลืออยู่ในสังคมปัจจุบัน
ฉันเคยอ่านงานของ Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส แล้วชอบมาก เขาเสนอแนวคิดเรื่อง Cultural Capital หรือทุนทางวัฒนธรรม
คือเล่าแบบเร็วๆให้คุณฟังว่าแนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้มีเพียงทุนทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีทุนที่เกิดจากประสบการณ์ทางวัฒนธรรม…สิ่งที่เราเคยเห็น เคยอ่าน เคยฟัง เคยเรียนรู้ และเคยเข้าใจ
ถูกต้องค่ะ💪🏽💪🏽💪🏽
ทุนประเภทนี้ไม่ปรากฏในบัญชีธนาคาร
แต่กลับปรากฏอย่างชัดเจนในวิธีคิด วิธีสื่อสาร และวิธีที่เรามองโลก
หลายครอบครัวที่มีความมั่งคั่งสูงที่ฉันทำงานด้วย เขาคิดเรื่องการส่งต่อจริงจัง แบบต่อเนื่องหลายรุ่น และเขาไม่ได้ส่งต่อเพียงทรัพย์สิน แต่ส่งต่อ “บริบท” 😌
เด็กบางคนเติบโตมากับความคุ้นเคยในการเข้าโรงละคร การฟังดนตรี การสนทนาในวงสังคมที่หลากหลาย และการอยู่ในพื้นที่ที่คนอื่นอาจรู้สึกไม่มั่นใจ
ไม่ใช่เพราะเขาฉลาดกว่า
แต่เพราะเขาเคยอยู่ในโลกเหล่านั้นมาก่อน
และนี่คือประเด็นสำคัญ
ฉันเชื่อจริงๆว่า Cultural Capital เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ มันก็ไม่ควรถูกผูกขาดโดยชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง
เราไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลเก่าแก่เพื่ออ่าน Tolstoy
ไม่ต้องเป็นเศรษฐีเพื่อฟัง Tchaikovsky
และไม่ต้องมีสถานะทางสังคมใด ๆ เพื่อเข้าไปนั่งในโรงละคร
สิ่งที่จำเป็นมีเพียงความเปิดใจ
ฉันจึงไม่ได้อยากชวนให้คนไทยไปดูโอเปราหรือบัลเลต์เพื่อเลียนแบบชนชั้นสูง หรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางสังคม
แต่เพราะฉันเชื่อว่าโลกAIปัจจุบันกำลังค่อย ๆ ทำให้เราสูญเสียความสามารถหลายอย่างไป
ความสามารถในการอยู่นิ่ง
ความสามารถในการจดจ่อ
ความสามารถในการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่เข้าใจโดยไม่รีบหลีกหนี
และความสามารถในการอยู่กับความรู้สึกที่ซับซ้อนโดยไม่ต้องรีบตีความ
เราใจร้อนกันแบบสุดๆในโลกยุคAI เด็กที่โตมาในยุคนี้ไม่สามารถอดทนรออะไรได้อีกแล้ว
บัลเลต์ไม่มีบทพูด แต่สามารถถ่ายทอดความสูญเสียได้อย่างลึกซึ้ง
โอเปราอาจใช้ภาษาที่เราไม่เข้าใจ แต่กลับสื่อสารอารมณ์ได้อย่างตรงไปตรงมา
นี่คือพลังของศิลปะ
บางครั้ง เราเข้าใจมันก่อนที่จะเข้าใจว่าตัวเองเข้าใจอะไร
ในบริบทของประเทศไทย ปีนี้ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะ Bangkok’s International Festival of Dance and Music 2026 ได้นำการแสดงระดับนานาชาติมาจัดแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้
และสำหรับผู้ที่ไม่เคยสัมผัสโลกนี้มาก่อน ฉันอยากย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ล่วงหน้าค่ะคุณ เชื่อฉันเถอะ เพราะฉันมักชวนเพื่อนๆสนิทหลากหลายวงการไปดูโชว์ดีๆเหล่านี้เสมอ และวันนี้ฉันเลยตั้งใจเล่าเพราะอยากมาชวนคุณด้วย
ไม่ต้องรู้จัก Verdi
ไม่ต้องแยกเสียง soprano หรือ mezzo-soprano
ไม่ต้องรู้จังหวะการปรบมือ
เพียงแค่เข้าไปนั่งและเปิดรับประสบการณ์
หากต้องการจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่าย ฉันแนะนำOpera Goes to Hollywood อาจเป็นตัวเลือกที่ดี
หากสนใจเรื่องราวของอัตลักษณ์และอำนาจ Coco Chanel จะเปิดมุมมองใหม่
The Great Gatsby จะสะท้อนความย้อนแย้งของความมั่งคั่ง
La Traviata จะพาเราเข้าใจราคาของการยอมรับในสังคม
Madama Butterfly จะตั้งคำถามถึงความไม่เท่าเทียม
และ Russian Hamlet จะเผยให้เห็นด้านมืดของอำนาจ
จากประสบการณ์ของฉันในโลก Private Banking สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ
เงินสามารถเปิดประตูได้
แต่ไม่ได้รับประกันว่าเราจะ “มองเห็น” สิ่งที่อยู่ภายใน
คนสองคนสามารถนั่งอยู่ในโรงละครเดียวกัน ดูการแสดงเดียวกัน แต่รับรู้สิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
คนหนึ่งเห็นเพียงการแสดง
อีกคนเห็นศักยภาพของมนุษย์
คนหนึ่งได้ยินเสียงเพลง
อีกคนได้ยินประวัติศาสตร์ของความรู้สึก
สำหรับฉัน นี่คือความหมายของรสนิยมที่แท้จริง
ไม่ใช่การบริโภคสิ่งที่มีราคา
แต่คือความสามารถในการรับรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่
ท้ายที่สุด ฉันไม่ได้ชวนให้ใครไปดูโอเปราหรือบัลเลต์เพื่อ “เป็นคนแบบใดแบบหนึ่ง”
แต่เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าจะจำกัดตัวเองอยู่กับความงามเพียงไม่กี่รูปแบบ
ศิลปะอาจถือกำเนิดในวัง
อาจถูกสร้างขึ้นด้วยทรัพยากรของชนชั้นสูง
แต่เมื่อม่านเปิด และแสงไฟดับลง
ในความมืดนั้น ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน
และบางที นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่ศิลปะเข้าใกล้ความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
แอนนาเบล
18.07.2026