Wealth & Tax by Marc

Wealth & Tax by Marc บริการวางแผนการเงินส่วนบุคคล

สารภาพบาปกันหน่อย... มีใครกำลังจ่ายเงินรายเดือนให้กับ "ความเสียดาย" อยู่บ้างครับ? 😅💸เพิ่งมานั่งคิดดู ธุรกิจที่รวยเงียบๆ ...
17/02/2026

สารภาพบาปกันหน่อย... มีใครกำลังจ่ายเงินรายเดือนให้กับ "ความเสียดาย" อยู่บ้างครับ? 😅💸

เพิ่งมานั่งคิดดู ธุรกิจที่รวยเงียบๆ หลายเจ้า คือธุรกิจที่ขายสิ่งที่ลูกค้า "ซื้อไปดอง" นี่แหละ!

✅ คอร์สออนไลน์ที่ซื้อตอนโปรฯ (เพราะเสียดายส่วนลด) แต่ไม่เคยเปิดดู
✅ แอพฯ รายเดือนที่สมัครทิ้งไว้ (เพราะเสียดายเผื่อต้องใช้) แต่ลืมไปแล้วว่ามี
✅ สมาชิกฟิตเนสที่จ่ายทิ้งไว้ (เพราะเสียดายสุขภาพในจินตนาการ)

ของเพื่อนๆ มีรายการไหนที่เข้าข่าย "จ่ายเพราะเสียดาย" บ้างครับ? คอมเมนต์มาประจานตัวเองกันหน่อย (ผมเริ่มก่อน... หนังสือดองกองเท่าภูเขาครับ! 📚😭)

VAT 7% vs 10%... ต่างกันแค่ 3% จริงหรือ? (ระวังเงินทอนหายไม่รู้ตัว!)รู้ไหมครับ? เงิน 1,000 บาทที่เราจ่ายไป...🇹🇭 อยู่ไทย:...
15/02/2026

VAT 7% vs 10%... ต่างกันแค่ 3% จริงหรือ? (ระวังเงินทอนหายไม่รู้ตัว!)

รู้ไหมครับ? เงิน 1,000 บาทที่เราจ่ายไป...
🇹🇭 อยู่ไทย: เสียภาษีให้รัฐ 65 บาท (VAT 7%)
🇯🇵 อยู่ญี่ปุ่น/เกาหลี: เสียภาษีให้รัฐ 91 บาท (VAT 10%)

ส่วนต่างประมาณ 26 บาท ดูเหมือนน้อยนะ... แค่ค่ากาแฟรถเข็นแก้วเดียวเอง! ☕️

แต่ถ้าลองคิดยาวๆ ดูสิ:

ถ้าคุณซื้อรถราคา 1,000,000 บาท ส่วนต่างจะกลายเป็น 30,000 บาท ทันที!

ถ้าช้อปปิ้งทั้งปี 500,000 บาท เงินจะหายไป 15,000 บาท (ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับญี่ปุ่นได้เลย!)

นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงยังไม่กล้าขยับ VAT ขึ้นเป็น 10% (ตามกฎหมายที่เขียนไว้) และล่าสุดก็ใจดีต่อโปร 7% ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยาปี 2026 นี้

ทำไม 10% ถึงน่ากลัว?
เพราะบ้านเรามีภาษีแฝงเยอะครับ ทั้งภาษีน้ำมัน ภาษีน้ำตาล ถ้าบวก VAT 10% เข้าไปอีก ข้าวของจะแพงขึ้นแบบ "ยกแผง" จนกระเป๋าฉีกแน่นอน

ใครที่ชอบไปเที่ยวประเทศ VAT 10% บ่อยๆ เคยสังเกตไหมครับว่าเงินทอนหายไปเร็วขึ้นขนาดไหน? มาแชร์ประสบการณ์กันหน่อยครับ 👇

"รายได้เท่ากัน... แต่เงินในกระเป๋าเหลือไม่เท่ากัน"ความต่างไม่ได้อยู่ที่ "ความเก่ง" ในการหาเงินครับ แต่อยู่ที่ "ชื่อเรียก...
13/02/2026

"รายได้เท่ากัน... แต่เงินในกระเป๋าเหลือไม่เท่ากัน"
ความต่างไม่ได้อยู่ที่ "ความเก่ง" ในการหาเงินครับ แต่อยู่ที่ "ชื่อเรียก" ของเงินที่คุณรับมา

🔴 แบบที่ 1: รับเงินในฐานะ "แรงงาน" (เงินเดือน/โบนัส) หักค่าใช้จ่ายได้นิดเดียว ที่เหลือเจอภาษีอัตราก้าวหน้าแบบเต็มสูบ ยิ่งเหนื่อยมาก ยิ่งเหลือถึงมือน้อยลงอย่างน่าตกใจ

🟢 แบบที่ 2: รับเงินในฐานะ "เจ้าของโครงสร้าง" (โครงการ/ปันผล/ค่าสิทธิ) เลือกวิธีหักต้นทุนได้ตามจริง และใช้ฐานภาษีที่ "เบา" กว่ามาก เพื่อรักษาหยาดเหงื่อให้กลายเป็นความมั่งคั่งอย่างที่ควรจะเป็น

"การวางแผนภาษีที่ดี ไม่ใช่การหาซื้อของมาลดหย่อน" แต่มันคือการวางแผน 'นิยามของเงิน' ให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก

เงินก้อนเดิม นิยามเปลี่ยน ผลลัพธ์ในบัญชี... คนละเรื่อง

อาชีพที่ถูก VAT 7% เอาเปรียบมากที่สุด... คุณคือหนึ่งในนั้นหรือเปล่า?"ผมเข้าใจดีครับ เพราะผมเองก็โดน VAT ทั้งส่วนตัวและใน...
12/02/2026

อาชีพที่ถูก VAT 7% เอาเปรียบมากที่สุด... คุณคือหนึ่งในนั้นหรือเปล่า?"

ผมเข้าใจดีครับ เพราะผมเองก็โดน VAT ทั้งส่วนตัวและในนามบริษัทเหมือนกับทุกคนครับ เวลาเห็นตัวเลขภาษีที่ต้องนำส่งแต่ละเดือน บอกเลยว่าสะอึกทุกครั้ง!

โดยเฉพาะ "อาชีพบริการ" อย่างเราๆ (Freelance, เอเจนซี่, ที่ปรึกษา, หรือคนทำคอร์สออนไลน์) เราคือกลุ่มที่เสียเปรียบที่สุดในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มครับ

ทำไมผมถึงกล้าพูดแบบนี้? ลองดูนะครับ... ถ้าคุณขายของ คุณซื้อมา 100 บาท (มี VAT ซื้อ 7 บาท) ขายไป 200 บาท (มี VAT ขาย 14 บาท) คุณจ่ายจริงแค่ 7 บาท แต่พวกเราที่ขาย "ความรู้" และ "แรงงาน" ต้นทุนหลักคือ "สมองและเวลา" ซึ่ง ไม่มี VAT ซื้อ มาให้หักเลยแม้แต่บาทเดียว!

แปลว่าถ้าคุณเรียกเก็บเงินลูกค้า 100 บาท คุณต้องควักเนื้อจ่าย VAT ให้รัฐเต็มๆ 7 บาท โดยที่ต้นทุนค่าสมองของคุณเอาไปลดหย่อน VAT ไม่ได้เลยสักนิด

นี่คือ "ภาษีที่มองไม่เห็น" ที่ทำให้คนทำธุรกิจบริการหลายเจ้า กำไรบางจนแทบไม่เหลือค่าเหนื่อย

หน้าที่ของผมไม่ใช่แค่มาบอกว่าต้องจ่ายครับ... แต่ในฐานะคนที่ "โดนเหมือนกัน" ผมจะมาช่วยคุณ "วางโครงสร้าง" เพื่ออุดรูรั่วพวกนี้ ให้เงินที่คุณหามาด้วยสมอง เหลือถึงมือคุณมากที่สุดก่อนจะถูกระบบดึงไปหมด

ใครที่รู้สึกว่าทำงานเหนื่อยแทบตาย แต่เงินหายไปกับ VAT หมด... คอมเมนต์ว่า "โดนเหมือนกัน" เดี๋ยวเรามาหาทางวางโครงสร้างใหม่กันครับ

"เก่งปั้นยอดขาย... แต่ตกม้าตายตอนจ่ายภาษี? บทเรียนจากเจ้าของฟิตเนสที่ผมเจอ"ผมมีลูกค้าเจ้าของฟิตเนสหลายเจ้าครับ ที่วางแผน...
11/02/2026

"เก่งปั้นยอดขาย... แต่ตกม้าตายตอนจ่ายภาษี? บทเรียนจากเจ้าของฟิตเนสที่ผมเจอ"

ผมมีลูกค้าเจ้าของฟิตเนสหลายเจ้าครับ ที่วางแผนธุรกิจได้เก่งมากๆ หาลูกค้าเก่ง ทำมาร์เก็ตติ้งเป๊ะ จนคนสมัครเต็มยิม... แต่สิ่งที่หลายคนมักจะลืมคือ "การวางแผนภาษีและโครงสร้างการเงิน" ครับ

ความน่ากลัวของธุรกิจฟิตเนสคืออะไร รู้ไหมครับ? คือการที่เราได้กำไรจากคนที่ "จ่ายเงินแล้วไม่มา" (Sleeper Members) และเรามักจะรับ "เงินก้อนล่วงหน้า" มาไว้ในมือก่อนเสมอ

ในมุมนักวางแผนการเงิน... เงินก้อนนี้คือ "ดาบสองคม" ครับ! ถ้าคุณจัดการการรับรู้รายได้ไม่เป็น หรือลืมวางแผนเรื่องค่าเสื่อมเครื่องจักรราคาหลักล้านให้ถูกวิธี เงินสดที่คุณเห็นว่าเยอะในบัญชีวันนี้ อาจจะกลายเป็น "ภาษีจ่าย" ก้อนมหึมาที่คุณไม่ได้เตรียมใจไว้ตอนสิ้นปี

คนทำธุรกิจที่ฉลาด ไม่ได้แข่งกันที่ใครมีสมาชิกเยอะกว่า แต่เขาแข่งกันที่ "ใครวางระบบหลังบ้านได้คลีนกว่า" ถ้าวันนี้คุณเหนื่อยแทบตายแต่เงินเหลือจริงไม่เท่าไหร่... แสดงว่าท่อน้ำเลี้ยงคุณเริ่มมีปัญหาแล้วครับ ทักมาคุยกันได้ ผมช่วยดูโครงสร้างหลังบ้านให้ครับ

คุณล่ะครับ? เป็นสายสมาชิกแน่นยิม หรือสายกำไรเน้นๆ ในกระเป๋า? คอมเมนต์มาแชร์กันครับ

อายุไม่ถึง 30 กับความรับผิดชอบหลักร้อยล้าน... เขาเริ่มต้นจากตรงไหน?"วันนี้มานั่งคุยงานที่โรงงานหนังเทียมครับ กลิ่นหนังแล...
10/02/2026

อายุไม่ถึง 30 กับความรับผิดชอบหลักร้อยล้าน... เขาเริ่มต้นจากตรงไหน?"

วันนี้มานั่งคุยงานที่โรงงานหนังเทียมครับ กลิ่นหนังและเสียงเครื่องจักรเป็นเอกลักษณ์มาก... แต่บทสนทนาที่เกิดขึ้นมันน่าสนใจกว่านั้น

ผมได้คุยกับน้องคนหนึ่งที่มารับไม้ต่อธุรกิจจากที่บ้าน โจทย์ของเขาคือการพาแบรนด์หนังเทียมสัญชาติไทย ไปอยู่ในมือแบรนด์กระเป๋าระดับโลกให้มากขึ้น

น้องบอกผมประโยคหนึ่งที่น่าคิดมากครับ: “พี่ครับ ผมไม่อยากให้ธุรกิจเราโตแบบตัวใหญ่แต่ขาสั่น ผมอยากให้โครงสร้างข้างในมันคลีน มันเป๊ะ เพราะถ้าวันหนึ่งผมต้องสเกลแรงๆ ผมจะได้ไม่ต้องพะวงหลัง”

ในวัยไม่ถึง 30 ปี น้องเลือกที่จะ "จัดระเบียบการเงิน" ใหม่ทั้งหมด

อะไรที่เป็นของบริษัทต้องชัดเจน

อะไรที่เป็นของส่วนตัวต้องเป็นระบบ

การวางแผนภาษีและกำไรต้องโปร่งใส

มันคือการวางโครงสร้างเพื่อ "อนาคต" อย่างแท้จริง เพราะคนรุ่นใหม่ยุคนี้ไม่ได้แข่งกันที่ "ทำงานหนัก" อย่างเดียวแล้วครับ แต่เขาแข่งกันที่ "ความเร็ว" และ "ความถูกต้อง" ของระบบหลังบ้าน

ผมเชื่อเสมอว่า 'ความเหนื่อยในการเซ็ตระบบให้เป๊ะตั้งแต่วันนี้' คือราคาที่ถูกที่สุดแล้วครับ เมื่อเทียบกับค่าบทเรียนที่ต้องจ่ายในอนาคต . น่าชื่นใจที่คนรุ่นใหม่เลือกที่จะ 'เหนื่อยเพื่อจบ' แทนการปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังไปถึงรุ่นถัดไป นี่แหละครับคือการรักษา 'มรดก' ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่รักษาตัวเงิน แต่คือการรักษาอนาคตที่สะอาดและเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด

ทำไม "คนรวย" บางคนถึงนอนหลับไม่สนิท" ?คุณเคยสงสัยไหมครับ... ทำไมเจ้าของธุรกิจบางคน มียอดขายหลักล้านแต่ดูเหนื่อยตลอดเวลา ...
10/02/2026

ทำไม "คนรวย" บางคนถึงนอนหลับไม่สนิท" ?

คุณเคยสงสัยไหมครับ... ทำไมเจ้าของธุรกิจบางคน มียอดขายหลักล้านแต่ดูเหนื่อยตลอดเวลา ในขณะที่บางคนดูนิ่งๆ เรียบๆ แต่กลับมีความมั่นคงแบบที่พายุเศรษฐกิจทำอะไรเขาไม่ได้เลย

เมื่อวันก่อนผมมีโอกาสได้พูดคุยกับลูกค้าท่านหนึ่งที่ชลบุรี (เคสเดียวกับที่ผมเล่าใน LinkedIn ครับ) ประเด็นที่เราคุยกันน่าสนใจมาก จนผมอยากนำมาแชร์ให้เพื่อนๆ ในนี้ฟัง

ลูกค้าท่านนี้เก่งมากครับ สร้างตัวจากศูนย์จนยอดขายร้อยล้าน แต่สิ่งที่เขาแอบกังวลคือ “ความเปราะบางของความสำเร็จ” เขาบอกว่า “คุณครับ ผมเหมือนยืนอยู่บนยอดเจดีย์ที่ฐานมันเล็กเหลือเกิน ถ้าบริษัทมีปัญหา ผมกลัวว่าทรัพย์สินที่สร้างมาให้ลูกเมียจะล้มตามไปด้วย”

นี่คือสิ่งที่คนรวยระดับ "นักสู้" มักจะมองข้ามครับ นั่นคือการสร้าง กำแพงแยกความเสี่ยง ระหว่าง "ตัวธุรกิจ" กับ "ตัวบุคคล"

นิติบุคคล: มีไว้ทำกำไร ขยายกิจการ และรับความเสี่ยงธุรกิจ

ตัวบุคคล/ครอบครัว: มีไว้เก็บความมั่งคั่ง และส่งต่ออย่างปลอดภัย

เจ้าของธุรกิจออนไลน์หรือ SME หลายคนมักจะเอาสองกระเป๋านี้มาปนกัน เอาเงินส่วนตัวไปค้ำประกันบริษัทบ้าง หรือเอาเงินบริษัทมาใช้ส่วนตัวตรงๆ แบบไม่มีระบบบ้าง ผลที่ตามมาคือ "กำแพง" มันพังลงครับ พอเกิดวิกฤตหรือโดนตรวจสอบภาษี ความเสียหายมันเลยลามไปถึงเงินที่ตั้งใจเก็บไว้ให้ครอบครัว

หน้าที่ของผมไม่ใช่แค่การหาผลตอบแทนครับ แต่คือการมาช่วย "ก่อกำแพง" นี้ให้สูงและแข็งแรงพอ ผ่านการวางโครงสร้างหรือการจัดการกระแสเงินสดที่ถูกต้อง

เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่วันนี้คุณหาได้เท่าไหร่ แต่วัดกันที่ว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้น... คุณและคนที่คุณรักจะยัง "นอนหลับสนิท" เหมือนเดิมหรือเปล่า

ลองกลับมาสำรวจ "กำแพง" ของคุณดูนะครับ ว่าวันนี้มันหนาพอหรือยัง?

ญี่ปุ่นมีรัฐสวัสดิการดี แต่ทุกบ้านยังซื้อ “ประกันชีวิต–สุขภาพ” เพิ่มเองถ้าแค่ “มีระบบรัฐ” แล้วจะไม่ต้องวางแผนอะไรเองทำไม...
02/06/2025

ญี่ปุ่นมีรัฐสวัสดิการดี แต่ทุกบ้านยังซื้อ “ประกันชีวิต–สุขภาพ” เพิ่มเอง
ถ้าแค่ “มีระบบรัฐ” แล้วจะไม่ต้องวางแผนอะไรเอง
ทำไมคนญี่ปุ่นกว่า 80% ถึงยังซื้อประกันสุขภาพเอกชน?
👉คำตอบคือ…
เพราะเขาไม่ได้ซื้อประกันเพราะกลัวตาย
แต่เขาซื้อเพราะไม่อยากให้ใครเดือดร้อนตอนเขาไม่อยู่
Logic ง่าย ๆ ที่คนญี่ปุ่นเข้าใจดี:
▶️ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล “ไม่เคยลดลง”
▶️รายได้ในวันที่ป่วย = ไม่มี
▶️ถ้าไม่มีเงินสำรอง → ครอบครัวรับภาระ
▶️ถ้าไม่มีแผน → ป่วย = ความเสี่ยงทางการเงินทันที
▶️ญี่ปุ่นจึงใช้ “ประกัน” เป็นเหมือน กำแพงกันความเสี่ยงพื้นฐาน
▶️เพราะโรคไม่ถามก่อนมา และรายได้ไม่ถามก่อนจะหยุด
ในไทยล่ะ?
หลายคนยังคิดว่า “มีสวัสดิการแล้วไม่ต้องซื้อเพิ่ม”
หรือ “ค่อยซื้อตอนเริ่มป่วย”
หรือมองประกันเป็นภาระ ไม่ใช่ระบบรับมือ
แต่ในความจริง...
ประกันคือแผนที่คุณ “ต้องทำตอนยังไม่จำเป็น”
เพื่อจะได้ใช้มันในวันที่คุณไม่พร้อมที่สุด
คำถามคือ…
👉ถ้าเราหายไปพรุ่งนี้ ลูกจะมีเงินเรียนต่อไหม?
👉ถ้าเราเข้าโรงพยาบาล 2 สัปดาห์ รายจ่ายจะเกินเงินเก็บไหม?
แนวทางแบบญี่ปุ่น ที่ใช้ได้กับคนไทย:
✅ประกันสุขภาพขั้นต่ำสำหรับตัวเองและลูก = ลดความเสี่ยงทันที
✅ประกันชีวิตแบบคุ้มครองรายได้ (Term) = ปิดความเสี่ยงใหญ่ราคาถูก
✅ใช้ประกันร่วมกับแผนลงทุน ไม่ใช่แทนกัน
ญี่ปุ่นไม่เคยรอให้รัฐหรือโชคช่วย
เขาปิดจุดเปราะของตัวเอง…ตั้งแต่ยังไหว
เพราะ “เวลาป่วย” คือวันที่เราอ่อนแอทั้งร่างกายและการเงิน

#ประกันไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย
#ญี่ปุ่นซื้อประกันเพราะคิดไม่ใช่เพราะกลัว

27/05/2025

"ไม่มีพินัยกรรม = เริ่มต้นสงคราม"
ธุรกิจที่พ่อสร้างด้วยสองมือ
กลับกลายเป็นสนามรบของลูกชายทั้งสอง
เพราะพ่อรักลูกทั้งคู่…
แต่ไม่เตรียมแผนให้ครอบครัว
และนั่น…คือจุดเริ่มต้นของการแตกกงสีระดับประเทศ
ดูเรื่องจริงของตระกูล Ambani แห่งอินเดีย
แล้วถามตัวเองว่า…
บ้านคุณพร้อมรับไม้ต่อ…หรือพร้อมแตกเหมือนกัน?
เรื่องเล่าจากกงสี EP.2 : Reliance ถ้าไม่มีพินัยกรรม กงสีกลายเป็นสนามรบ
#เรื่องเล่าจากกงสี

#ธุรกิจครอบครัว
#ทายาทธุรกิจ
#กงสีรุ่นสอง
#ไม่มีพินัยกรรม
#สืบทอดหรือสู้กัน
#ธุรกิจแตกเพราะคนใน
#วางแผนก่อนวุ่น
#เรียนรู้จากกงสีระดับโลก

Send a message to learn more

เรียนรู้เรื่องเงินตั้งแต่ ป.1 — ญี่ปุ่นสอนลูกให้ “คิดก่อนใช้” ไม่ใช่แค่ “มีเงินก็ใช้”ในญี่ปุ่น เด็กประถมเรียนรู้เรื่องเง...
26/05/2025

เรียนรู้เรื่องเงินตั้งแต่ ป.1 — ญี่ปุ่นสอนลูกให้ “คิดก่อนใช้” ไม่ใช่แค่ “มีเงินก็ใช้”
ในญี่ปุ่น เด็กประถมเรียนรู้เรื่องเงินผ่านสิ่งที่เรียกว่า
Kakeibo (คะเคโบะ) = สมุดจดรายรับ-รายจ่ายสำหรับเด็ก
ทุกครั้งที่ลูกได้รับเงินค่าขนม พ่อแม่จะให้เขา
▶️จดว่าได้รับเท่าไหร่
▶️ใช้ไปกับอะไร
▶️เหลือเก็บเท่าไหร่
▶️ตั้งเป้าหมายอยากได้อะไร และต้องเก็บนานแค่ไหน
เหตุผลไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่อยู่ที่ "นิสัยทางการเงินที่ปลูกฝังได้ตั้งแต่เด็ก"
เพราะคนญี่ปุ่นไม่ได้สอนลูกให้ “หาเงินเก่ง”
แต่สอนให้ “รู้คุณค่า รู้วิธีวางแผน”
ก่อนที่เขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีรายได้จริง
แล้วเราล่ะ…?
👉ลูกได้ค่าขนมแบบไม่มีระบบ → ใช้หมดโดยไม่รู้ว่าใช้ไปกับอะไร
👉ไม่มีการตั้งเป้าหมายการออม → ไม่เข้าใจการรอ-การเลือก-การวางแผน
👉โตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ “หาเงินได้ แต่ใช้ไม่เป็น”
สิ่งง่าย ๆ ที่พ่อแม่ไทยเริ่มได้ทันที:
✅ให้ค่าขนมเป็นรายสัปดาห์ แทนรายวัน
✅แบ่งกระปุก 3 ช่อง: ใช้ – เก็บ – แบ่งปัน
✅สอนลูกจดง่าย ๆ เช่น “ได้ 50 / ใช้ของเล่น 30 / เก็บ 20”
✅ชวนคุยว่า “ถ้าอยากได้ของชิ้นใหญ่ เราต้องวางแผนยังไง?”
ญี่ปุ่นไม่ได้สอนให้ลูก “หาเงินได้เร็ว”
แต่สอนให้ลูก “ใช้เงินได้อย่างมีแผน”
และสุดท้าย…สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้เขามั่งคั่งกว่า
สอนลูกเรื่องเงินตอนโต = ต้องแก้นิสัย
สอนตอนเด็ก = ได้วางรากฐานชีวิต


#สอนลูกให้คิดก่อนใช้
#ซีรีส์การเงินแบบญี่ปุ่น

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wealth & Tax by Marcผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Wealth & Tax by Marc:

ทางลัด

แชร์