พี่กระต่าย ที่ปรึกษาการวางแผนประกัน และการลงทุน Allianz Ayudhya

พี่กระต่าย ที่ปรึกษาการวางแผนประกัน และการลงทุน Allianz Ayudhya ใบอนุญาต Investment Planer วางแผนการลงทุน ตัวแทนประกันชีวิต Allianz หุ้น กองทุน ประกัน ครบจบที่เดียว

https://youtube.com/shorts/6iKlr-LxDNg?si=LVVupumChnHVuWBd
22/11/2024

https://youtube.com/shorts/6iKlr-LxDNg?si=LVVupumChnHVuWBd

เมื่ออายุ 25 ปี คุณควรโตพอที่จะตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้- เป็นแบรนด์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแบ่งปันข้อคิดด.....

31/08/2024

อายุยังน้อยอยู่เลย ทำไมต้องรีบคิดเรื่องประกัน?
แล้วประกันสำคัญกับชีวิตเราขนาดไหน?
เอพิโสดนี้ เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี อยากชวนทุกคนมารู้จักประกันให้มากขึ้น
ในฐานะเครื่องมือ ‘ป้องกันความเสี่ยง’ จริงๆ แล้วการทำประกันตั้งแต่อายุน้อยมีข้อดีหลายด้าน จะมีอะไรบ้างมาฟังกันได้ในเอพิโสดนี้
รับชมได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์
#การลงทุน #ประกัน #ประกันสุขภาพ

18/07/2024

⭐ 3 STEPS เช็กการเงินก่อนซื้อประกัน

✅ STEP 1 : เช็กภาระทางการเงินตัวเองก่อน
ตรวจสอบภาระทางการเงินที่ต้องจ่าย เช่น รายจ่าย หนี้สิน เงินฉุกเฉิน เงินสำรองในทุกกรณี ความคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคล แล้วดูเงื่อนไขในกรมธรรม์ว่ามีการคุ้มครองรายได้เพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินได้อย่างไร เช่น หากเกิดเหตุร้ายแรงจนทุพพลภาพและขาดรายได้ ประกันสามารถรับผิดชอบได้อย่างไรบ้าง

✅ STEP 2 : เช็กรายได้ทุกช่องทาง
ตรวจสอบเงินเดือน เงินบำนาญ รายได้อื่น ๆ รวมไปถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุน เพื่อให้เห็นภาพรวมของรายได้ ทำให้ตัดสินใจเลือกกรมธรรม์ที่ไม่ขัดต่อสภาพทางการเงินโดยรวม

✅ STEP 3 : เลือกทุนประกันที่เหมาะสม
ทุนประกันภัย คือ เงินที่จะได้รับจากบริษัทประกันชีวิต โดยทุนประกันที่รองรับสภาพทางการเงินทั้งหมดคำนวณจาก ทุนประกันภัย = หนี้สินทั้งหมด - ทรัพย์สินทั้งหมด

ผู้เอาประกันสามารถคำนวณทุนประกันภัยด้วยการใช้วิธีทวีคูณรายได้ โดยคูณ 3 - 5 เท่าของรายได้ต่อปี เรียกว่า “ระยะเวลาปรับตัว” ของคนข้างหลังที่ต้องอยู่โดยไม่มีรายได้จากผู้เอาประกัน หรือนำตัวเลขทวีคูณเป็นจำนวนปีที่สามารถทำงานได้หากยังมีชีวิตอยู่

ปรึกษาเรื่องการวางแผนประกันและจัดการความเสี่ยงให้ครอบคลุมรอบด้าน กับนักวางแผนการเงิน CFP ได้ที่ https://bit.ly/3qY5Jg2
อ่านบทความดีๆ เรื่องการวางแผนประกันภัยต่อได้ที่ https://bit.ly/4bVP8vE
ติดตามข่าวสารสมาคมฯ ผ่านช่องทางอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
📌 LINE Official Account https://page.line.me/cfpthailand
📌 YouTube https://www.youtube.com/
📌 Blockdit https://bit.ly/45QrD4A
📌 Spotify Podcast https://spoti.fi/45kkuIV
📌 Apple Podcast https://apple.co/3QwZ4UJ
เป้าหมายชีวิตสำเร็จได้ด้วย นักวางแผนการเงิน CFP®
#เป้าหมายชีวิต #นักวางแผนการเงิน #เป้าหมายการเงิน #วางแผนชีวิต #วางแผนการเงิน #ประกันสุขภาพ #วางแผนประกัน

18/07/2024

‼️ อย่าปล่อยให้ “โรคร้ายแรง” เซอร์ไพรส์เงินเก็บของคุณ
เมื่อพูดถึง “โรคร้ายแรง” หลายคนมักนึกถึง “โรคมะเร็ง” เป็นลำดับแรก ไม่มีใครอยากเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง และคนส่วนใหญ่ก็ยังคงคิดว่า ตัวเองแข็งแรง ไม่มีทางเจ็บป่วยและคงไม่โชคร้ายป่วยเป็นโรคร้ายแรงขนาดนั้นแน่ ๆ

แต่จากข้อมูลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า มีจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ มีประมาณ 140,000 คนต่อปี และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 83,000 คนต่อปี ที่สำคัญยังพบว่ามีอัตราการเกิดโรคมะเร็งในกลุ่มคนที่อายุน้อยเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมาจากพฤติกรรมการกินและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 ด้วย

ความเสี่ยงด้านโรคมะเร็งจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากเป็นแล้วจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง ไม่สามารถประเมินได้ว่าจะต้องใช้เงินและใช้เวลาในการรักษาเท่าไหร่ เนื่องจากโรคมะเร็ง ต้องมีการรักษาต่อเนื่องจนกว่าอาการจะบรรเทาลง ขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา ซึ่งบางครั้งต้องใช้วิธีการร่วมกัน ทั้งการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี ซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะของร่างกายแต่ละคนอีกด้วย

ประมาณการค่าฉายรังสีในเวลาราชการ สำหรับโรคมะเร็งที่พบบ่อย
1. มะเร็งศีรษะและลำคอ 130,100 – 186,600 บาท
2. มะเร็งเต้านม 69,300 – 84,500 บาท
3. มะเร็งปอด 141,100 – 197,600 บาท
4. มะเร็งปากมดลูก 144,400 บาท
5. มะเร็งต่อมลูกหมาก 182,400 บาท
6. มะเร็งสมอง 164,800 บาท
7. มะเร็งหลอดอาหาร 150,800 บาท
8. มะเร็งลำไส้ใหญ่ 103,000 บาท
9. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง 110,000 บาท
ที่มา : สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

จากตารางพบว่า เฉพาะค่าฉายรังสียังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ถือเป็นค่ารักษาที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว การเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงสำหรับค่าใช้จ่ายด้านโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้ไม่กระทบกับแผนการเงินในปัจจุบันและหลังเกษียณของเรา

ตัวอย่าง
คนที่ 1 อายุ 35 ปี ตรวจพบมะเร็ง ระยะที่ 2 ทำการรักษาโดยการผ่าตัด ทำเคมีบำบัด และฉายรังสี ตามแนวทางการรักษา โดยใช้สิทธิประกันสังคม ในระหว่างการรักษามีค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายหลังรักษาตัว ที่ต้องใช้ฟื้นฟูร่างกาย เคสนี้ไม่ได้ทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเอาไว้ จึงไม่มีวงเงินสำหรับใช้จ่ายนอกบิลค่ารักษา จากการเคลมประกันโรคร้ายแรง

หากสามารถกลับมาทำงานได้และพอมีรายได้นำมาใช้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายนอกบิลก้อนนี้ แต่ถ้าหากวันหน้าหากกลับมาป่วยและทำงานไม่ไหว ก็ต้องใช้เงินเก็บที่มี เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตัวเอง และยังต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในอนาคตซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินอีกเป็นจำนวนเท่าไหร่ จึงจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง

คนที่ 2 อายุ 38 ปี ตรวจพบมะเร็งระยะที่ 3 รับการรักษาแบบใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) เนื่องจากมีการวางแผนทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงไว้แล้ว จึงสามารถเข้าถึงวิธีการรักษาที่ทันสมัยได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลถึงค่าใช้จ่ายหลักและ ค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ ที่ต้องใช้ระหว่างการรักษา และไม่ต้องห่วงว่าจะกระทบกับแผนการเงินในปัจจุบันและหลังเกษียณอีกด้วย
จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 เคสดังกล่าว ถึงแม้จะสามารถเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งได้เหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงการใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจากประกันสังคม หรือจากประกันสุขภาพโรคร้ายแรง หากมีวงเงินค่ารักษาที่เพียงพอก็จะมีความสบายใจและมีกำลังใจในระหว่างการรักษา เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญเปรียบเสมือนยาวิเศษที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจของผู้ป่วยให้มีกำลังในการต่อสู้ฟื้นฟูร่างกาย ให้กลับมาแข็งแรงใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

ดังนั้น การวางแผนจัดการความเสี่ยงด้านประกันสุขภาพและโรคร้ายแต่เนิ่น ๆ เพื่อรองรับค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ หากเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง ก็จะไม่มีโอกาสในการทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงได้อีก หากเตรียมเงินเก็บไว้ไม่เพียงพออาจจะต้องถึงกับขายทรัพย์สินที่มีทั้งหมด เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรงเพียงครั้งเดียวก็ได้ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ “โรคร้ายแรง” มาเซอร์ไพรส์เงินเก็บของตัวเอง
ปรึกษาเรื่องการวางแผนประกันและจัดการความเสี่ยงให้ครอบคลุมรอบด้าน กับนักวางแผนการเงิน CFP ได้ที่ https://bit.ly/3qY5Jg2
อ่านบทความดีๆ เรื่องการวางแผนประกันภัยต่อได้ที่ https://bit.ly/4bVP8vE
ติดตามข่าวสารสมาคมฯ ผ่านช่องทางอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
📌 LINE Official Account https://page.line.me/cfpthailand
📌 YouTube https://www.youtube.com/
📌 Blockdit https://bit.ly/45QrD4A
📌 Spotify Podcast https://spoti.fi/45kkuIV
📌 Apple Podcast https://apple.co/3QwZ4UJ
เป้าหมายชีวิตสำเร็จได้ด้วย นักวางแผนการเงิน CFP®
#เป้าหมายชีวิต #นักวางแผนการเงิน #เป้าหมายการเงิน #วางแผนชีวิต #วางแผนการเงิน #ประกันสุขภาพ #วางแผนประกัน

05/07/2024

❓ ถึงเวลาอัปเดตประกันสุขภาพของคุณหรือยัง?

ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ก้าวกระโดดไปอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเองก็ต้องมีการพัฒนารูปแบบใหม่ให้ทันสมัยและรองรับต่อรูปแบบการรักษาที่ปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน ทั้งในด้านวงเงินความคุ้มครองที่ขยายเพิ่มขึ้นและความคุ้มครองเรื่องการรักษาให้ครอบคลุมในนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวสัญญาให้เป็น “มาตรฐานประกันสุขภาพใหม่” ทำให้ผู้เอาประกันได้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น

“มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่” (New Health Standard) เป็นประกาศจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางการแพทย์ ลดความซับซ้อนของสัญญาประกันสุขภาพที่แต่ละบริษัทประกันตั้งหัวข้อผลประโยชน์ไม่เหมือนกัน ทำให้เปรียบเทียบกันได้ยาก รวมถึงเนื้อหาข้อกำหนดบางอย่างยังมีช่องโหว่ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันโดนเอาเปรียบจากการไม่สามารถเบิกเคลมได้ หากหัวข้อการรักษาไม่ตรงกับข้อกำหนดที่ระบุความคุ้มครองในกรมธรรม์ คปภ. จึงทำมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่นี้ขึ้นมา เพื่อให้เนื้อหาในกรมธรรม์ของสัญญาประกันสุขภาพมีความทันสมัย คุ้มครองได้ครอบคลุมมากขึ้น อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เปรียบเทียบกันได้ และไม่เกิดการเอาเปรียบผู้ทำประกัน

เมื่อเข้าใจใน “มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่” แล้ว สิ่งที่เราควรสำรวจเพิ่มเติมว่าถึงเวลาที่จะอัปเดตประกันสุขภาพฉบับใหม่หรือยัง มี 7 ข้อดังนี้

✅ 1. ค่ารักษาพยาบาลและวงเงินความคุ้มครองที่มีอยู่
ตรวจสอบว่าแผนประกันสุขภาพที่มีอยู่นั้นมีค่ารักษาพยาบาลเป็นแบบไหน เป็นแบบ “แยกค่าใช้จ่าย” หรือ ”เหมาจ่าย” วงเงินคุ้มครองเพียงพอต่อการใช้งานจริงในปัจจุบันหรือไม่ เช่น เคยทำไว้ 15 ปีที่แล้วแบบประกันค่าห้องที่ 1,000 ต่อคืน มีวงเงินค่ารักษาหนึ่งแสนบาท ซึ่งถ้าคิดว่าไม่เพียงพอในปัจจุบันแล้วก็ควรพิจารณาทำเพิ่มหรือเปลี่ยนแผนประกัน

✅ 2. ผลประโยชน์ความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้น หรือลดลง
แผนประกันสุขภาพใหม่มีความคุ้มครองหมวดอื่นๆ เพิ่มเติมดีกว่าเดิมหรือไม่ เช่น มีความคุ้มครองค่าใช้จ่ายการตรวจสุขภาพ ค่ารักษาทางทันตกรรม ค่ารักษาแบบผู้ป่วยนอก เป็นต้น ทั้งนี้ควรต้องตรวจสอบด้วยว่ามีความคุ้มครองอะไรที่หายไปหรือไม่ เพราะบางครั้งแบบประกันเดิมก็มีความคุ้มครองบางรายการ ที่ครอบคลุมมากกว่าแบบประกันใหม่เช่นกัน

✅ 3. เบี้ยประกัน
การเปลี่ยนแผนประกันใหม่ที่ดีขึ้น วงเงินคุ้มครองมากขึ้นอาจจะชำระเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นอีกไม่มาก ซึ่งอาจจะคุ้มค่ามากกว่า และ หากต้องชำระเบี้ยเพิ่มขึ้น ก็ควรพิจารณาความสามารถในการชำระเบี้ยและแผนการเงินในระยะยาวของเราด้วย

✅ 4. สิทธิประโยชน์ใหม่ๆ
ตรวจสอบว่าแผนประกันใหม่นั้นมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่เราสนใจหรือไม่ เช่น บริการพบแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ (Telemedicine) ส่วนลดเบี้ยประกันสำหรับผู้ที่สุขภาพดี เป็นต้น

✅ 5. ความเหมาะสมกับสไตล์การใช้ชีวิต
ต้องดูว่าแผนประกันใหม่ที่เราสนใจนั้นเหมาะสมกับสไตล์การใช้ชีวิตและความต้องการของเราหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ไม่ว่าอย่างไรเราก็จะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแน่นอน แต่แผนประกันที่มีอยู่ดูแล้วไม่เพียงพอแน่นอน เราก็ต้องดูแผนประกันใหม่ที่เหมาะสมกับโรงพยาบาลที่เราคาดว่าจะใช้บริการ ซึ่งหากต้องชำระเบี้ยเพิ่มเติม เราต้องพิจารณาความสามารถในการชำระเบี้ยของเราด้วย

✅ 6. สุขภาพร่างกายของเรา
ถ้าเราอยู่ในช่วงที่อายุยังไม่เยอะ ข้อนี้อาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไรต้องกังวลมากนัก สามารถปรับแผนประกันสุขภาพ โดยการสมัครใหม่แทนเล่มเก่าได้อย่างสบาย การทำประกันสุขภาพฉบับใหม่ ควรทำในช่วงที่สุขภาพร่างกายเรายังสมบูรณ์และแข็งแรงดีที่สุด เพื่อจะได้รับผลประโยชน์ในเรื่องความคุ้มครองอย่างเต็มที่ และไม่ต้องเสี่ยงกับการโดนพิจารณาเพิ่มเบี้ยประกัน

✅ 7. ความคุ้มครองที่ยกเว้น หรือ อาการป่วยที่เรื้อรัง
เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญ ถ้าประกันฉบับที่มีอยู่นั้นให้ความคุ้มครองครบถ้วน และเกิดมีโรคประจำตัวเกิดขึ้นในระหว่างทางที่ถือประกันฉบับเดิมนั้น เราควรพิจารณาเป็นการทำฉบับใหม่เพิ่มเติมเลยจะดีกว่า เพราะถ้ายกเลิกเล่มเดิมไปจะทำให้เราเสียประโยชน์ในความคุ้มครองโรคนั้นๆ ที่คาดว่าประกันฉบับใหม่จะยกเว้นความคุ้มครองไป

เมื่อสำรวจครบ 7 ข้อแล้วสรุปได้ว่าควรมีการอัปเดตแผนประกันสุขภาพใหม่ ก็ควรพิจารณาในเรื่องระยะเวลาของการทำประกันสุขภาพฉบับใหม่โดยทำประกันสุขภาพฉบับใหม่ ก่อนที่เล่มเดิมจะหมดความคุ้มครอง 30 - 120 วัน เพราะว่า
• ประกันสุขภาพโดยทั่วไป จะมีระยะเวลารอคอยในการคุ้มครอง 30 วัน หลังประกันอนุมัติ
• บางโรค จะมีระยะเวลารอคอยในการคุ้มครอง 60-120 วัน แล้วแต่แบบประกันและสัญญาเพิ่มเติม
• บางครั้งเราอาจตรวจเจออาการหรือโรค ขณะสมัครทำประกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดการยกเว้นความคุ้มครอง, เพิ่มเบี้ยประกัน หรืออาจทำประกันสุขภาพใหม่ไม่ได้เลย ถ้าเรารู้ตัวก่อนก็จะยังสามารถเก็บประกันสุขภาพเล่มเดิมไว้ได้

การอัปเดตประกันสุขภาพนั้นถือเป็นกระบวนการในการวางแผนทางการเงินที่สำคัญ เป็นการตรวจสอบแผนทางการเงินของเราในด้านการจัดการความเสี่ยง ช่วยปรับปรุงความคุ้มครองให้ตรงตามความจำเป็นมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และดูแลสุขภาพที่ดีขึ้นโดยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ อีกด้วย

การอัปเดตนั้นจะทำให้มีแผนประกันสุขภาพที่เหมาะสมที่สุด โดยสามารถตรวจสอบตามขั้นตอนนี้ได้ด้วยตัวเอง หากยังมีความสงสัยในเรื่องเงื่อนไขความคุ้มครอง หรือเงื่อนไขสัญญาต่างๆ ก็สามารถสอบถามได้ที่ตัวแทนประกัน เจ้าหน้าที่บริษัท หรือนักวางแผนการเงินมืออาชีพ ก็จะได้คำแนะนำที่ชัดเจนและตรงประเด็นที่สุด
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว อยากอัปเดตประกันสุขภาพของคุณ สามารถค้นหานักวางแผนการเงิน CFP เพื่อขอรับคำปรึกษาได้ที่ https://bit.ly/3qY5Jg2
อ่านบทความดีๆ เรื่องการวางแผนประกันภัยต่อได้ที่ https://bit.ly/4bVP8vE
ติดตามข่าวสารสมาคมฯ ผ่านช่องทางอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
📌 LINE Official Account https://page.line.me/cfpthailand
📌 YouTube https://www.youtube.com/
📌 Blockdit https://bit.ly/45QrD4A
📌 Spotify Podcast https://spoti.fi/45kkuIV
📌 Apple Podcast https://apple.co/3QwZ4UJ
เป้าหมายชีวิตสำเร็จได้ด้วย นักวางแผนการเงิน CFP®
#เป้าหมายชีวิต #นักวางแผนการเงิน #เป้าหมายการเงิน #วางแผนชีวิต #วางแผนการเงิน #ประกันสุขภาพ #วางแผนประกัน

21/06/2024

⭐ ชีวิตไม่แน่นอน! ใครจะรู้ว่าวันไหนจะเจ็บป่วยจนต้องหยุดงาน รายได้ก็หดหาย แถมค่ารักษาพยาบาลยังบานปลาย ประกันชดเชยรายได้นี่แหละจะเป็นตัวช่วย เพราะถ้าทำประกันเอาไว้ บริษัทประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้ เป็นการเพิ่มสภาพคล่องแม้หยุดงาน ลดความกังวลเรื่องเงินแม้กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาล
“4 รู้ ประกันชดเชยรายได้: ควรควรรู้ เพิ่มความอุ่นใจในวันที่ไม่คาดฝัน”
บุณยนุช ยุทธ์ประทุม นักวางแผนการเงิน CFP®

เมื่อเกิดเจ็บป่วยและจำเป็นต้องหยุดงาน และในระหว่างหยุดงานอาจมีค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่าย และรายได้ที่เคยได้รับก็หายไป ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลาย ๆ คนจำต้องทนกับอาการเจ็บป่วยและหวังว่าอาการป่วยจะหายไปเอง แต่หากภาวะเจ็บป่วยมีความรุนแรงมากขึ้นหรือสะสมจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ก็อาจทำให้โรคที่เป็นอยู่นั้นลุกลามเป็นเรื่องใหญ่

สำหรับผู้ที่มีความกังวลใจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนเกินในการรักษาตัว แม้ว่าจะมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล หรือประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังมีประกันสุขภาพอีกกลุ่มหนึ่งที่จ่ายเงินชดเชยรายได้ให้ผู้เอาประกันระหว่างเข้าอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลอีกอย่างที่เรียกว่า “ประกันชดเชยรายได้”

1. การประกันชดเชยรายได้คืออะไร

การประกันชดเชยรายได้เป็นประกันที่จัดอยู่ในกลุ่มหนึ่งของประกันสุขภาพที่จ่ายเงินรายวันให้กับผู้เอาประกันเมื่อเจ็บป่วยและจำเป็นต้องนอนอยู่รักษาในโรงพยาบาล รวมถึงการเข้ารับการรักษาหรือการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับโดยไม่จำเป็นต้องนอนอยู่รักษาในโรงพยาบาล (Day Case) ทั้งนี้เพื่อชดเชยรายได้ให้กับผู้เอาประกันที่ต้องสูญเสียไปในวันที่ต้องหยุดงานและรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยจะได้รับเงินประกันชดเชยรายได้ตามวงเงินที่ได้ทำไว้ เช่น 500 บาท 1,000 บาท หรือ 2,000 บาทต่อวัน

2. การประกันชดเชยรายได้เหมาะกับใครบ้าง

กลุ่มแรก ได้แก่ เด็ก เยาวชน พ่อบ้าน แม่บ้าน พนักงานวัยทำงาน เป็นกลุ่มที่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลอยู่แล้ว แต่วงเงินค่าห้องฯ (ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการโรงพยาบาล) ของประกันสุขภาพกลุ่มค่ารักษาพยาบาลที่ทำไว้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่ใช้บริการในปัจจุบัน เช่น ประกันสุขภาพมีค่าห้องฯ 3,000 บาท แต่โรงพยาบาลที่ใช้บริการนั้นมีราคาค่าห้องฯ 4,000-5,000 บาท ผู้เอาประกันสามารถทำประกันชดเชยรายได้เพิ่มอีก 1,000-2,000 บาท เพื่อชดเชยส่วนเกินของค่าห้องฯ นี้ได้

กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้มีวิชาชีพเฉพาะ ไม่ว่าการรักษาพยาบาลของคนกลุ่มนี้จะเลือกใช้จากสิทธิบัตรทอง สิทธิพิเศษอื่น ๆ หรือประกันสุขภาพส่วนตัว แต่การขาดงานไปหนึ่งวันจะหมายถึงรายได้ที่ต้องสูญเสียไปด้วย ด้วยเหตุนี้การมีประกันชดเชยรายได้จึงเป็นการลดความกังวลเกี่ยวกับรายได้ที่หายไปแม้ในยามเจ็บป่วย โดยเฉพาะการเข้าอยู่รักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายวันหรือเป็นเดือน เพราะค่าใช้จ่ายจะไม่หยุดตามวันที่เจ็บป่วย ยิ่งมีภาวะเจ็บป่วยที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลนาน ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ยกตัวอย่างเช่น ผู้เอาประกันมีรายได้เฉลี่ยวันละ 2,000 บาท การรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 5 วัน ทำให้ขาดรายได้ 10,000 บาท ซึ่งการเจ็บป่วยแต่ละครั้งจะทำให้ผู้ที่อยู่ในภาวะเจ็บป่วยนั้นมีปัญหาทั้งด้านร่างกายและด้านเศรษฐกิจ แต่จะไม่เสียกำลังใจถ้าได้รับเงินจากการประกันชดเชยรายได้ ก็จะเป็นการช่วยลดความกังวลใจเกี่ยวกับรายได้ที่หายไปและทำให้สบายใจขึ้น
กลุ่มที่ 3 คือ เจ้าของธุรกิจ เป็นกลุ่มที่ทำประกันสุขภาพกลุ่มค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลเกือบทั้งหมดแล้ว และแม้ว่าจะมีส่วนต่างของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก็อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่การมีประกันชดเชยรายได้ก็ช่วยให้ดีต่อใจและเพิ่มความสะดวกสบายได้มากขึ้น ซึ่งอาจนำมาใช้ในการอัพเกรดค่าห้องพัก ค่าอาหาร หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าเดินทางของผู้มาดูแล เป็นต้น

3. การประกันชดเชยรายได้ต้องจ่ายอย่างไร

สำหรับผู้มีประกันสุขภาพและเพิ่มกลุ่มประกันชดเชยรายได้ในกรมธรรม์เดียวกัน โดยการทำเคลมประกันพร้อมกัน ค่าชดเชยรายได้จะถูกสั่งจ่ายเป็นเช็คหรือโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผู้เอาประกันได้แจ้งกับบริษัทประกันไว้แล้ว หรือผู้เอาประกันสามารถนำใบเสร็จและใบรับรองแพทย์ไปทำเรื่องเคลมกับบริษัทประกันภายหลังได้ โดยทั่วไปผู้เอาประกันจะได้เงินจากประกันชดเชยรายได้เท่ากับจำนวนวันที่เข้าอยู่รักษาในโรงพยาบาลตามจำนวนเงินที่ทำประกันไว้ เช่น 1,000 บาท แต่ในบางสัญญาอาจมีผลประโยชน์พิเศษอื่น ๆ เพิ่มด้วย เช่น เมื่อพักรักษาใน ICU ได้เพิ่ม 3 เท่าของ 1,000 บาท, เมื่อได้รับการผ่าตัดโดยวางยาสลบ ได้เพิ่ม 5 เท่าของ 1,000 บาท หรือเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรงเฉียบพลัน ได้เพิ่ม 25 เท่าของ 1,000 บาท ทั้งนี้ การทำประกันชดเชยรายได้นั้นจะมีระยะรอคอย (Waiting Period) แต่จะไม่คุ้มครองโรคประจำตัวที่เป็นมาก่อน หรือโรคที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด และข้อยกเว้นอื่น ๆ ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ เช่นเดียวกับการทำประกันสุขภาพกลุ่มอื่น ๆ หากผู้เอาประกันทำประกันตอนสุขภาพดี ไม่มีประวัติการรักษาโรคใด ๆ เมื่อพ้นระยะรอคอยก็จะได้รับความคุ้มครองทั้งหมดตามวงเงินและผลประโยชน์ที่กรมธรรม์ระบุไว้

4. การประกันชดเชยรายได้ต้องเลือกอย่างไรให้เหมาะสม

ประกันชดเชยรายได้เป็นตัวเลือกเสริมเพื่อเพิ่มความ อุ่นใจเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล และ/หรือ ชดเชยรายได้ที่หายไประหว่างเจ็บป่วย แต่การทำประกันชดเชยรายได้ไม่ควรทำเกินกำลังที่สามารถชำระเบี้ยประกันได้โดยไม่เดือดร้อนสภาพคล่องทางการเงินของ ผู้เอาประกัน การทำประกันชดเชยรายได้ที่มากอาจทำให้ต้องชำระเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นจนเกินไป เพราะหลักของการทำประกันสุขภาพเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษาและลดความกังวลในเรื่องรายได้ที่ขาดหายไป

การทำประกันชดเชยรายได้ เป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาวะเจ็บป่วยเมื่อต้องเข้าอยู่รักษาในโรงพยาบาล และเพิ่มความสะดวกสบายระหว่างการรักษา ซึ่งจะช่วยให้ผู้เอาประกันรู้สึกอุ่นใจและสบายใจ และยังมีรายได้ชดเชยระหว่างเจ็บป่วยด้วย ดังนั้นการเพิ่มสัญญาประกันชดเชยรายได้ในประกันสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้เอาประกันทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น แต่ทั้งนี้ผู้ชำระเบี้ยประกันจะต้องบริหารจัดการเงินของตนเองให้ดี โดยเลือกทำประกันชดเชยรายได้ตามสภาพคล่องทางการเงินของตนเองอย่างเหมาะสม
ขอคำแนะนำวางแผนประกันภัย หรือปรึกษาเรื่องการวางแผนการเงินจากนักวางแผนการเงิน CFP ได้ที่ https://bit.ly/3qY5Jg2
อ่านบทความดีๆ เรื่องการวางแผนประกันภัยต่อได้ที่ https://bit.ly/4bVP8vE
ติดตามข่าวสารสมาคมฯ ผ่านช่องทางอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
📌 LINE Official Account https://page.line.me/cfpthailand
📌 YouTube https://www.youtube.com/
📌 Blockdit https://bit.ly/45QrD4A
📌 Spotify Podcast https://spoti.fi/45kkuIV
📌 Apple Podcast https://apple.co/3QwZ4UJ
เป้าหมายชีวิตสำเร็จได้ด้วย นักวางแผนการเงิน CFP®
#เป้าหมายชีวิต #นักวางแผนการเงิน #เป้าหมายการเงิน #วางแผนชีวิต #วางแผนการเงิน

16/03/2024

พนักงานยุคใหม่ ลดการอยากได้เงินก้อน แต่ร้องขอ “ประกันสุขภาพ” จากที่ทำงาน SC Asset เผยสวัสดิการที่พนักงานต้องการมากที่สุด พบอันดับ 1 ไม่ใช่ ‘เงินโบนัส’ แต่เป็น “ประกัน”
“ใน 1 วันมี 24 ชั่วโมง เรานอนไปแล้ว 8 ชั่วโมง เหลืออีก 16 ชั่วโมงที่เราตื่น และพบว่าหลายคนใช้เวลามากว่า 8 ชั่วโมงทำงาน เท่ากับว่า โลกการทํางานคือกินเวลาเกินครึ่งหนึ่งของชีวิตตอนตื่นไปแล้ว”
เป็นเรื่องปกติ ที่ทุกคนต่างหาความสุขให้ตัวเองอยู่เสมอ แม้ในขณะที่ทำงานอยู่ คำว่า ‘ความสุขในที่ทำงาน’ จึงเป็นประเด็นที่คนหันมาให้ความสนใจมากขึ้น โดยพนักงานในยุคนี้คาดหวังว่าที่ทำงานจะสามารถตอบสนองความต้องการตรงนี้ผ่านสวัสดิการที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี และเงินเดือนที่สมเหตุสมผล
ฝั่งองค์กรเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย เมื่อพนักงานมีความต้องการด้านความเป็นอยู่ที่ดี เราจึงได้เห็นองค์กรน้อยใหญ่แข่งกันออกสวัสดิการเอาใจพนักงานมากมาย เช่น การอนุญาตให้พนักงานที่เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศสามารถลาพักฟื้นแยกส่วนออกมาจากการลาป่วยปกติ หรือการเพิ่มวันลาที่ครอบคลุมมากขึ้น เช่น การลาหยุดเพราะสัตว์เลี้ยงเสียชีวิต เป็นต้น
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวันอีกต่อไป หรือการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ไปจนถึงเทคโนโลยีที่สนับสนุนการทำงานให้ดีขึ้น
💭 แม้สวัสดิการของบริษัทในยุคนี้จะดูครอบคลุมมากขึ้น แต่มันตรงกับความต้องการของพนักงานจริงๆ หรือเปล่า?
เรื่องนี้ aomMONEY ได้ไปเจอผลสำรวจที่น่าสนใจจาก SC Asset ที่เขาสำรวจพนักงานจากสายอาชีพต่างๆ จำนวน 555 คน จากทั้งองค์กรขนาดเล็ก และใหญ่ในไทย มาดูกันว่า 3 อันดับแรก ของสวัสดิการที่พนักงานต้องการมากที่สุดคืออะไรบ้าง
💊 อันดับ 1 สวัสดิการด้านประกันสุขภาพ
“การไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ” แต่ถ้าเกิดโรคขึ้นมา ก็อยากให้มีคนดูแลด้วย ทำให้ ‘ประกันสุขภาพ’ คือสวัสดิการอันดับหนึ่งที่พนักงานเห็นพ้องต้องกันว่าสำคัญที่สุด เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าค่าใช้จ่ายทางการแพทย์นั้นไม่ใช่น้อยๆ พนักงานจึงอาจลังเลที่จะไปพบแพทย์ เมื่อเกิดการเจ็บป่วย เพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานได้
🚑 อันดับ 2 สวัสดิการด้านประกันชีวิต และอุบัติเหตุ
ต่อเนื่องจากสวัสดิการประกันสุขภาพ สวัสดิการด้านประกันชีวิต และอุบัติเหตุตามมาติดๆ เป็นอันดับที่ 2 ทำให้เห็นว่าสิ่งที่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้พนักงานได้ คือความมั่นคง และความปลอดภัยในชีวิต สามารถมาทำงานได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันจนต้องเสียเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว เพราะมีบริษัทคอยเป็นแบ็คหนุนหลังให้
นอกจากนี้ หลายคนทำงานหนัก อดหลับอดนอน จนร่างกายเริ่มไม่ไหว แม้จะเลี่ยงการทำงานหนักไม่ได้ แต่อย่างน้อยพนักงานก็มองหาความอุ่นใจ ว่าหากเป็นอะไรไป อย่างน้อยก็ได้อะไรตอบแทนกลับมาบ้าง
💸 อันดับ 3 สวัสดิการโบนัส และเงินพิเศษตามโอกาสต่าง ๆ
การสำรวจพบว่า แม้จะได้เงินเดือนเท่าไหร่ การที่บริษัทมีโบนัสพิเศษให้พนักงาน ก็ทำให้พนักงานมีกำลังใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี เพราะทำให้พนักงานรู้สึกว่าได้รับ ‘ผลตอบแทน’ จากการทุ่มเทร่างกาย และหัวใจให้มาตลอดทั้งปี
💰 สวัสดิการดีไม่พอ เงินเดือนต้อง ‘เหมาะสม’ ด้วย
พนักงานกว่า 60.9% กล่าวว่าเงินเดือนมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และคุณภาพของผลงาน ทั้งยังเป็นปัจจัยอันดับแรกๆ ที่พนักงานจะตัดสินใจเข้าทำงานที่บริษัทแห่งนั้นด้วย แต่ก็ต้องบอกว่าเรื่องเงินนั้นถูกมองว่าเป็นเรื่อง ‘ละเอียดอ่อน’ โดยผลสำรวจยังพบด้วยว่า ‘เงินเดือน’ คือหัวข้ออันดับหนึ่งที่ห้ามพูดในที่ทำงาน
ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนรู้ว่า เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินเดือนตามความเหมาะสมด้วย เพราะการที่องค์กรจะมอบหมายงานเกินหน้าที่ และตำแหน่ง ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นการเอาเปรียบพนักงานเช่นกัน
แต่ก็มีมุมมองจากพนักงานอีกฝั่งกว่า 39.6% ที่น่าสนใจ โดยพนักงานกลุ่มนี้มองว่า ต่อให้ได้รับเงินเดือนแค่ไหนก็ตาม ก็ควรทํางานที่ได้รับมอบหมายให้เต็มที่ และดีที่สุด เพราะเป็นโอกาสในการท้าทายตัวเอง เพื่อเรียนรู้ และพัฒนาทักษะจากประสบการณ์ที่ได้เจอ
ทั้งสองความคิดเห็นนี้ไม่มีผิด ไม่มีถูก แต่เป็นทัศนคติ และมุมมองการทำงานที่แตกต่างกันเท่านั้น ฝั่งองค์กรเองก็ต้องเข้าใจด้วยว่า มนุษย์อาจมีสิ่งที่เหนือกว่าเงินเป็นแรงจูงใจ แต่สุดท้ายมนุษย์ทุกคนมีขีดจํากัดทั้งทางร่างกาย และจิตใจ
เพราะส่วนหนึ่งของชีวิตพนักงาน ก็อยู่ที่องค์กร หลายคนแทบจะกินนอนที่ออฟฟิศ โหมงานหนัก เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดี ซึ่งก็ส่งผลดีต่อบริษัทตามมา ฝั่งองค์กรเองก็อาจพิจารณาเรื่องความสำคัญของสวัสดิการ และเงินโบนัสที่เหมาะสมกับพนักงานเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานอย่างเต็มที่ ก็จะสร้างความสุขใจให้ทั้งสองฝ่ายได้อยู่ร่วมกันไปนานๆ
เรียบเรียง: ชลทิศ ทองไพจิตร
ภาพ: ภควดี เขมะพานิช
#งาน #ชีวิต #ความสุข #สวัสดิการ

16/03/2024

เงินไม่สามารถซื้อความรักได้ เพราะมันแพงเกินไป

เฮนรี่ เดวิด ธอโร
นักธรรมชาติวิทยาและนักเขียนชาวอเมริกัน

16/03/2024

“ออม 40% ของเงินเดือน หาเงินเพิ่มให้ได้ 15% ทุกปี” 6 เทคนิคสู่อิสรภาพทางการเงิน โดย คุณไม้แบด อนุพงศ์ กูรูด้านการเงินและอสังหาฯ
การมีอิสรภาพทางการเงิน ดูจะเป็นเรื่องยากขึ้นในปัจจุบัน ทั้งด้วยสภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สวนทางกับรายได้ แต่มันยังสามารถเป็นไปได้ถ้าเราตั้งเป้าหมาย และวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งคุณไม้แบด-อนุพงศ์ ชัยยะราษฎร์ กูรูด้านการเงินและอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ก็เป็นหนึ่งในมนุษย์เงินเดือนที่อยากมีอิสรภาพทางการเงินเช่นกัน เขาตั้งเป้าหมายเกษียณจากงานประจำตอนอายุ 45 ปี จึงวางแผนบริหารรายได้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งเรื่องการออมและการลงทุน ด้วย 6 เทคนิคต่อไปนี้ที่จะมาแชร์ให้ชาว aomMONEY นำไปปรับใช้กันครับ
[1.กำหนดสูตรวางแผนการเงิน]
คุณไม้แบดจะกำหนด “อัตราส่วนทางการเงิน” และท่องไว้ในใจเสมอ คือ

-ออม 40% ของรายได้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินใช้มากพอในตอนเกษียณ
-รายได้ต้องเพิ่มขึ้น 15% ทุกปี
-หนี้สินต้องไม่เกิน 2 เท่าของทรัพย์สิน
นอกจากนี้ การมีรายได้หลายทาง ก็จะทำให้เราออมเงินได้มากขึ้น คุณไม้แบดจึงให้ความสำคัญกับการจัดการเวลา เพื่อเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ ซึ่งปัจจุบันเขาทำงานประจำ, เสนอขายบัตรเครดิต, เป็นบล็อกเกอร์/วิทยากรให้ความรู้ และเป็นนักลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ
[2.ซื้อบ้าน ก่อนที่จะซื้อรถ]
คุณไม้แบดสนใจการลงทุนในอสังหาฯ มากเป็นพิเศษ โดยมองว่า “คนเราควรซื้อบ้าน ก่อนที่จะซื้อรถ” เพราะรถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่มูลค่าลดลงตามกาลเวลา แต่บ้านหรืออสังหาฯ นั้นกลับมีแต่จะมูลค่าเพิ่มขึ้น ถึงตอนนี้อาจจะดูซบเซา แต่จะกลับมาฟื้นตัวได้ในระยะยาว โดยคุณไม้แบดทำธุรกิจอสังหาฯ คอนโดฯ ทั้งปล่อยเช่า และขายดาวน์ ซึ่งเป็นช่องทางการลงทุนที่ชื่นชอบ และสร้างกำไรได้มากที่สุด
[3.ลงทุนความเสี่ยงต่ำ 50% ความเสี่ยงสูง 50%]
ถึงแม้ว่าคุณไม้แบด จะเป็นกูรูด้านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็มีการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ด้วย โดยแบ่งสัดส่วนดังนี้

-ลงทุนสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ 50%
แบ่งเป็น ตราสารหนี้ 35% ประกัน 10% บัญชีออมทรัพย์ 5%

-ลงทุนสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง 50%
แบ่งเป็น อสังหาริมทรัพย์ 30% LTF 15% ตลาดหลักทรัพย์ 5%
ไม่ใช่แค่การลงทุนในสินทรัพย์เท่านั้น แต่คุณไม้แบดยังให้ความสำคัญกับ “การลงทุนในตัวเอง” โดยเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง ทั้งในแง่การศึกษา การเดินทางท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตา รวมถึงการดูแลสุขภาพอีกด้วย
[4.จ่ายค่าผ่อนบ้าน 2 เท่า และรีไฟแนนซ์ทุก 3 ปี]
เทคนิคประหยัดดอกเบี้ยในการซื้อบ้าน ก็คือการจ่ายค่าผ่อนบ้านเป็น 2 เท่า ของจำนวนที่ธนาคารกำหนดต่อเดือน เช่น ค่างวดเดือนละ 10,000 บาท คุณไม้แบดก็จะจ่ายเป็น 2 เท่า คือ 20,000 บาท ก็จะช่วยให้ลดเงินต้นได้เร็วขึ้น
และอย่าลืมยื่นขอรีไฟแนนซ์ทุกๆ 3 ปี โดยเลือกธนาคารที่ให้เงื่อนไขดีที่สุด คุณไม้แบดแอบกระซิบมาว่า เทคนิคนี้ทำให้หนี้สินเชื่อบ้านจาก 30 ปี สามารถลดเหลือเพียง 9 ปีเท่านั้น!
การรีไฟแนนซ์คืออะไร?
สินเชื่อบ้านมักจะมีดอกเบี้ยต่ำแค่ช่วง 3 ปีแรก แต่หลังจากนั้นจะเป็นดอกเบี้ยลอยตัว ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาด “รีไฟแนนซ์” ก็คือการรีสตาร์ทกลับไปยังจุดเริ่มที่ดอกเบี้ยต่ำ โดย “ขอย้ายค่าย” จากธนาคารหนึ่ง ไปอีกธนาคารหนึ่ง ทำให้เราได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่า ผ่อนบ้านต่อเดือนน้อยลง จึงปลดหนี้ได้เร็วขึ้นนั่นเอง
[5.ทำประกัน เพื่อลดค่าใช้จ่าย]
ฟังไม่ผิดหรอกครับ หลายคนมักจะคิดว่าการทำประกัน คือการจ่ายเบี้ยทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่จริงๆ แล้วการทำประกันต่างๆ ทั้งประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ฯลฯ มันคือการบริหารความเสี่ยง หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน บริษัทประกันก็จะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนเรา ดังนั้นการทำประกัน จึงเป็นเหมือนการช่วยลดค่าใช้จ่าย ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนั่นเอง
[6.ต้องไม่เสียภาษีเกิน 10% ของรายได้]
การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของคนไทยที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ แต่ก็สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้เต็มที่เช่นกัน โดยคุณไม้แบดมองว่า เราควรจะต้องจ่ายภาษีไม่เกิน 10% ของรายได้ จึงจะเป็นการวางแผนภาษีที่ดี ซึ่งเมื่อเราจ่ายภาษีลดลง ก็จะทำให้มีเงินเหลือเพิ่มขึ้น สามารถนำไปออมและลงทุนเพิ่มเติมได้ครับ
จะเห็นได้ว่า หลักการสำคัญที่คุณไม้แบดยึดถือ ก็คือ “การออมเงิน” และ “การนำเงินออมนั้นไปต่อยอด” ซึ่งถ้ายิ่งเริ่มเร็ว และมีจำนวนเงินต้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไปถึงเป้าหมายอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้นเท่านั้นครับ
อ้างอิง
https://bit.ly/2WZeuHV
#วางแผนการเงิน #ออมเงิน #ลงทุน #มนุษย์เงินเดือน

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66989672657

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พี่กระต่าย ที่ปรึกษาการวางแผนประกัน และการลงทุน Allianz Ayudhyaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์