ประกันชีวิต AIA by Nupla Nannapat k.

ประกันชีวิต AIA by Nupla Nannapat k. ให้คำปรึกษา,ขายประกันชีวิตทุกรูปแบ

26/07/2023
🩷
26/07/2023

🩷

นับเวลาถอยหลังวางแผนภาษี 5 เดือน ทำยังไงให้เสียภาษีน้อยลง
แป๊บๆ ผ่านไป 7 เดือนแล้ว เหลือเวลาอีก 5 เดือนสำหรับการหารายได้สำหรับปีนี้ และก็เหลือ 5 เดือนสำหรับการวางแผนภาษีเงินได้เช่นกัน
ที่ใดภาษีแพง ที่นั่นต้องวางแผนภาษี...เพราะไทยคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราสูงสุดสูงถึง 35% (มากกกว่า 1 ใน 3 ของเงินได้สุทธิอีก) จัดว่าแพงมาก เราจึงควรต้องวางแผนภาษี เพื่อจะได้เสียภาษีน้อยๆ แต่ถูกกฎหมาย
วิธีที่แนะนำสำหรับการวางแผนภาษี คือ การใช้ค่าลดหย่อนกลุ่มประกันและการลงทุน เพราะเงินที่จ่ายเพื่อซื้อประกันหรือลงทุน มันไม่ได้หายไปไหน ยังเป็นเงินของเราอยู่ แต่ประโยชน์ที่ได้เพิ่มก็คือ ประโยชน์ทางภาษี ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

✅ 1. [ประเภท 2 เด้ง] คือ เงินที่ออมลดหย่อนภาษีได้ และผลตอบแทนที่ได้ไม่ต้องเสียภาษี ได้แก่
➡️ #เบี้ยประกันชีวิต ลดหย่อนได้จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท/ปี ส่วนที่เกิน 10,000 แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ ดังนั้น หากคู่สมรสไม่มีเงินได้จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันชีวิตได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทเท่านั้น เหตุผลเพราะไม่มีเงินได้มายกเว้น จึงควรบริหารให้คู่สมรสมีเงินได้ เพื่อจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มที่
➡️ #เบี้ยประกันสุขภาพ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาท แม้จะเป็นเบี้ยจ่ายทิ้ง ไม่มีผลตอบแทนในรูปตัวเงิน แต่ก็ช่วยบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาล กรณีนี้ก็เช่นกัน หากคู่สมรสไม่มีเงินได้จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากเบี้ยประกันสุขภาพเลย เหตุผลเพราะไม่มีเงินได้มายกเว้น จึงควรบริหารให้คู่สมรสมีเงินได้ เพื่อจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มที่
➡️ #เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งพ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี แต่ไม่จำเป็นต้องอายุ 60 ปีขึ้นไป
➡️ #เบี้ยประกันชีวิตบำนาญ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และต้องไม่เกิน 200,000 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
➡️ #กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 13,200 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว ไม่เกิน 500,000 บาท
➡️ #กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ตามยอดเงินลงทุนจริงสูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วไม่เกิน 500,000 บาท
➡️ #กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ตามยอดเงินลงทุนจริงสูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
หมายเหตุ จริงๆแล้ว ยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม กบข. ที่ได้ประโยชน์แบบ 2 เด้ง แต่เนื่องจากกองทุนเหล่านี้จำกัดเฉพาะผู้ลงทุนเฉพาะกลุ่ม จึงไม่ได้เอามากล่าวในที่นี้
✅ 2. [ประเภท 1 เด้ง] คือ เงินที่ออมลดหย่อนภาษีไม่ได้ แต่ผลประโยชน์ที่ได้ก็ไม่ต้องเสียภาษี เช่น
➡️ประกันชีวิต ประกันบำนาญ ส่วนที่เกินสิทธิลดหย่อนและยกเว้นเงินได้
➡️กำไรจากการลงทุนในกองทุนรวม หุ้นในตลาดหลักทรัพย์
➡️เงินฝากออมทรัพย์ (ดอกเบี้ยออมทรัพย์รวมทั้งปีต้องไม่เกิน 20,000 บาท)
➡️เงินฝากออมทรัพย์จากธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธกส. ธอส.
➡️สลากออมทรัพย์จากธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธกส. ธอส.
➡️เงินฝากประจำปลอดภาษี ซึ่งมีเงื่อนไขในการเปิดบัญชี ดังนี้
• ผู้ฝาก 1 คนสามารถเปิดได้เพียง 1 บัญชีเท่านั้น (รวมทุกธนาคาร)
• มีการกำหนดเงินฝากสูงสุดไม่เกินจำนวนที่กำหนด (เช่น ไม่เกิน 20,000 บาทต่อครั้ง)
• มีการกำหนดยอดรวมในบัญชีสูงสุดต้องไม่เกินจำนวนที่กำหนด (เช่น ยอดรวมเมื่อจบบัญชีไม่เกิน 600,000 บาท)
➡️เงินฝาก หรือ เงินลงทุนในสหกรณ์ ดอกเบี้ยและเงินปันผลจากสหกรณ์ยกเว้นภาษี
✅ 3. [ประเภท 0 เด้ง] คือ เงินที่ออมลดหย่อนภาษีไม่ได้ คือ ไม่ช่วยให้เสียภาษีน้อยลง และผลประโยชน์ที่ได้ต้องเสียภาษี เช่น เงินฝากประจำธนาคาร เงินปันผลหุ้น เป็นต้น
สรุป ก็คือ เพื่อประหยัดภาษี (เสียภาษีน้อยลง) ควรใช้สิทธิการออมเงินแบบ 2 เด้งให้เต็มเพดานที่สรรพากรกำหนด และควรบริหารให้คู่สมรสมีเงินได้จะได้ใช้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่การออมเงินแบบ 2 เด้งจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของสรรพากรอย่างเคร่งครัด เราจึงควรศึกษาเงื่อนไขของสรรพากรให้ดีก่อนตัดสินใจออมหรือลงทุน
#วางแผนภาษ๊ #ภาษีเงินได้บุคคลรรมดา #ภาษีเงินได้ #ลดหย่อนภาษี #ลดภาระภาษี

26/07/2023

ดูจากสภาพบ้านเมือง
คนไทยควรมีภารกิจเพิ่ม
คือการออมเงินค่ะ 💰💵
สร้างมูลค่าให้ตัวเอง เพราะเรารู้แล้วว่า ตนเป็นที่เพิ่งแห่งตน!!🥹

มีโปรผ่อนอยุ่น้าาาา
26/07/2023

มีโปรผ่อนอยุ่น้าาาา

รับสิทธิผ่อนชำระ 0% นาน 7 เดือน เมื่อชำระเบี้ยประกันภัยปีแรกตั้งแต่ 3,500 บาทขึ้นไปพร้อมสมัครบริการหักบัญชีอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง (AUTOPAY) ด้วยบัตรเครดิต KTC
ตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2566
สนใจคลิกดูเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.aia.co.th/th/events-promotions/promotions-rewards/ktc-autopay
หมายเหตุ:
1. เฉพาะกรมธรรม์ที่มีงวดการชำระเบี้ยประกันภัยแบบรายปี ที่ร่วมรายการเท่านั้น ยกเว้นแบบประกันชีวิตแบบชำระเบี้ยประกันภัยครั้งเดียว แบบประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในกลุ่มยูนิต ลิงค์
2. ขอสงวนสิทธิ์ยกเว้นบัตรที่ไม่สามารถเข้าร่วมรายการเพื่อรับสิทธิประโยชน์ได้แก่ บัตรเครดิต KTC VISA CORPORATE, บัตรเครดิต KTC เพื่อหน่วยงานรัฐ, บัตรเครดิต KTC - ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย, บัตรเครดิต KTC CASH BACK และบัตรกดเงินสด KTC PROUD ทุกประเภท

จากข่าว ที่พบ "ซีเซียม-137" ซึ่งเป็นวัตถุกัมมันตรังสี ถูกหลอมที่ปราจีนบุรี คุณหมอ Somros MD Phonglamai แพทย์ประจำศูนย์เว...
22/03/2023

จากข่าว ที่พบ "ซีเซียม-137"
ซึ่งเป็นวัตถุกัมมันตรังสี
ถูกหลอมที่ปราจีนบุรี

คุณหมอ Somros MD Phonglamai
แพทย์ประจำศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เปิดเผยว่า
ถ้า "ซีเซียม-137" ถูกหลอมเผาไหม้
และกลายเป็นไอ จะสามารถ
กระจายออกไปได้เป็น
หลักร้อยถึงพันกิโลเมตร

จะสะสมในดิน น้ำ อาหาร
ทำให้เกิดผลเสียต่อสัตว์และมนุษย์
เพราะรังสีอนุภาคบีต้าและแกมมา
จะทำลาย DNA ทำให้เกิด
การกลายพันธุ์ และเกิดเป็นโรคมะเร็งได้
โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาว
และไทรอยด์

ที่สำคัญ "ซีเซียม-137"
มีค่าครึ่งชีวิต 30 ปี ดังนั้น
กว่าจะสลายหมดจะใช้เวลา
เป็น 100 ปี จึงเป็นไปได้ว่า
คนในพื้นที่เสี่ยงอาจจะมีโอกาส
เป็นมะเร็งเม็ดขาวและ
ไทรอยด์เพิ่มขึ้นได้

มะเร็งใกล้ตัวกว่าที่คิด
ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงยิ่งใกล้เข้าไปใหญ่
รีบโอนความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล
ค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเอง
ในยามเจ็บป่วย ไปให้บริษัทประกัน
ดูแลแทน

จ่ายเงินหลักพัน แลกกับ
ความสบายใจหลักล้าน
วันนี้คุณอยากสบายใจ
กี่ล้านดี 1 ล้าน หรือ 2 ล้าน

นันท์นภัส(ปลา)
T.092-8999682
Line: https://line.me/ti/p/wkmgPr9-8f

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ชลบุรี กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลเรื่อง ซีเซียม 137 เป็นสารกัมมันตรังสี ที่มี...
21/03/2023

สำนักงานป้องกันควบคุมโรค
ที่ 6 ชลบุรี กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข
ให้ข้อมูลเรื่อง ซีเซียม 137
เป็นสารกัมมันตรังสี ที่มีลักษณะ
โลหะอ่อนมาก สีทองเงิน
เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง
แต่มักจะจับตัวกับคลอไรด์
กลายเป็นผงผลึก ปล่อยรังสีเบต้า
และแกมม่า ใช้ในโรงงาน
นอกจากนี้ ยังใช้เป็นเครื่องมือ
ทางการแพทย์รักษามะเร็ง

สำหรับอันตรายจากการสัมผัส
สารกัมมันตรังสี ซีเซียม 137
ได้รับอันตรายมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับปริมาณของรังสี
ชนิดของรังสีที่ได้รับ

อาการที่พบเมื่อสัมผัส
สารกัมมันตรังสี ซีเซียม 137

ไข้ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
ถ่ายเหลว ผิวหนังบริเวณที่โดน
รังสีจะเกิดแผลไหม้พุพอง
ในกรณีสัมผัสปริมาณมาก
ส่งผลกระทบต่อระบบเลือด
กดไขกระดูก ระบบประสาท
ชักเกร็ง และอาจเสียชีวิตได้

ข้อควรปฏิบัติหลังการสัมผัส ซีเซียม 137
ลดการปนเปื้อน โดยล้างตา
ให้น้ำไหลผ่านจากหัวตา
ไปทางหารตาด้วยน้ำสะอาด
ล้างมือ อาบน้ำ สระผม และ
เปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่ถุงปิดปาก
ให้สนิทเพื่อตรวจสอบว่า
มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรีงสีหรือไม่
ห้ามหยิบจับวัตถุทุกชนิด
ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามรับประทานอาหาร
และเครื่องดื่ม ห้ามนำมือ
สัมผัสบริเวณภายในพื้นที่
ที่เจ้าหน้าที่ได้กำหนดไว้
ให้เป็นพื้นที่อันตราย
การป้องกันและการปฏิบัติตน
หลีกเลี่ยงการสัมผัส
สารกัมมันตรังสีหรือ
กล่องเหล็กต้องสงสัย
ถ้าอยู่ในที่เกิดเหตุให้ไป
ลงทะเบียนผู้สัมผัส
สารกัมมันตรังสียังหน่วยงานที่กำหนด
รวบรวมสิ่งของหรือเสื้อผ้า
ที่คาดว่าอาจมีการปนเปื้อน
ของสารกัมมันตรังสีให้
หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ
ก่อนนำไปใช้
ควรล้างมือทุกครั้งก่อน
รับประทานอาหารและเครื่องดื่ม
ติดตามข้อมูลสถานการณ์การเกิดเหตุ
และปฏิบัติตามประกาศอย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม ให้สังเกตอาการ
ที่ควรพบแพทย์ ได้แก่
คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายเหลว
มากเกินกว่า 2 ครั้ง มีไข้
หนาวสั่น ชักเกร็ง มีเลือดออก
ที่ใดที่หนึ่งภายในหนึ่งสัปดาห์
หลังโดนรังสี หรือมีการปนเปื้อน
สารกัมมันตรังสี ซีเซียม 137

นันท์นภัส(ปลา)
T.092-8999682
Line: https://line.me/ti/p/wkmgPr9-8f

รู้หรือไม่ว่าคนไทยอายุยืนเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งมีแนวโน้มเดียวกันกับคนทั่วโลกจากพัฒนาการทางการแพทย์ ทำให้ปัจจุบันคนไทยมีอายุ...
23/01/2023

รู้หรือไม่ว่าคนไทย
อายุยืนเพิ่มขึ้นทุกปี
ซึ่งมีแนวโน้มเดียวกันกับ
คนทั่วโลกจากพัฒนาการ
ทางการแพทย์ ทำให้ปัจจุบัน
คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาว
ถึง 74 ปี โดยผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย
มากกว่าผู้ชายที่ 78 ปีและ 71 ปี
ตามลำดับ เพราะผู้หญิง
ใส่ใจดูแลสุขภาพมากกว่าผู้ชาย
(ข้อมูลอ้างอิงจากธนาคารโลก พ.ศ. 2555)

อนาคตคนไทยอาจมีอายุขัย
เฉลี่ยยืนยาวถึง 80 ปี หากคุณ
ยังต้องการเกษียณจากการทำงาน
ที่อายุ 60 ปี นั่นหมายถึง
คุณต้องเตรียมเงินและทรัพย์สิน
ให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย
ในช่วงหลังเกษียณ 20 ปีท้ายของชีวิต
เพื่อให้เกษียณจากการทำงาน
ได้อย่างมีความสุข มีเวลามีเงิน
ไว้ใช้ตามที่ใจต้องการ
ด้วยสูตรคำนวณอย่างง่ายดังนี้

“จำนวนเงินและทรัพย์สินสำหรับ
ใช้หลังเกษียณ = ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
เฉลี่ยต่อเดือน x 12 เดือน x อายุที่เหลือ
หลังเกษียณ”

สมมุติครอบครัวคาดว่าต้องใช้จ่าย
หลังเกษียณเดือนละ 20,000 บาท
คูณกับระยะเวลา 12 เดือนต่อปี
คูณกับอายุที่เหลือหลังเกษียณ 20 ปี
ดังนั้นต้องเตรียมเงินและทรัพย์สิน
ที่ปราศจากการเป็นหนี้จำนวน
4,800,000 บาท เพื่อให้มีเงิน
เพียงพอใช้ยามเกษียณ โดย
ทรัพย์สินที่มีต้องเปลี่ยนเป็นเงิน
ได้ไม่ยากจนเกินไปนัก ที่สำคัญ
จากสูตรจะเห็นได้ว่ายิ่งมีภาระ
ต้องใช้เงินหลังเกษียณมาก
และคิดว่าตนเองจะอายุยืนยาวนาน
ยิ่งต้องเตรียมเงินมากขึ้นทวีคูณ
จึงอยากให้ทุกคนเห็นความจำเป็น
ในการวางแผนทางการเงิน
ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อมีเวลา
เตรียมตัวนานขึ้นนั่นเอง

แต่ทว่าปัจจุบันคนไทย
จำนวนไม่น้อยมีหนี้สิน
เกินรายได้เยอะจนไม่มีเงินเก็บ
ส่วนใหญ่หมดเงินไปกับการ
ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น
ออกรถป้ายแดงใหม่เรื่อยๆ
เปลี่ยนมือถือรุ่นใหม่ทุกปี
กินเที่ยวใช้จ่ายตามใจ
หลงใหลสินค้าแบรนด์เนม
ติดเสพสุราบุหรี่ เลยทำให้
ต้องมีเงินใช้แบบเดือนชนเดือน
ปราศจากภูมิคุ้มกันด้านการเงิน

มาลองจิตนาการดูว่า
อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง
เมื่อตื่นขึ้นมาในวัยเรี่ยวแรงอ่อนล้า
ตอนอายุ 50 แล้วพบว่าตัวเอง
ไม่มีเงินเก็บเหลือเลย
1.หวนนึกถึงวันเวลาที่ผ่านมา
อย่างเสียดายว่า รู้งี้ขยันเก็บเงินบ้าง
ก็ไม่ลำบากแล้ว
2.รู้สึกท้อแท้ ผิดหวัง ทุกข์ใจ
กังวลกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ
3.โทษโชคชะตาที่มีไม่เท่าคนอื่น
ทำให้ต้องมาลำบากตอนแก่
4.หยุดทำงานหาเงินไม่ได้
แม้ว่าร่างกายและจิตใจ
อยากจะหยุดพักแค่ไหนก็ตาม
5.เสี่ยงตกงานหรือหางานทำ
ต่อไปไม่ได้ แล้วทีนี้จะเอาอะไรกิน
6.เริ่มใช้เงินอย่างจำกัด
เพราะสภาพร่างกายเสื่อมถอย
หารายได้ ได้น้อยลง
7.ขุดเอาสมบัติเก่าไปขาย
ไปจำนำ เปลี่ยนเป็นเงินอย่างน่าเสียดาย
8.มีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า
เพราะไม่กล้าใช้เงินรักษาสุขภาพให้ดี
9.หวังพึ่งความช่วยเหลือ
จากภาครัฐที่ไม่มีทางเพียงพอ
ต้องอยู่อย่างลำบาก
10.หวังพึ่งลูกหลานเลี้ยงดู
อันนี้น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย
ของหลายคนที่ไม่มีเงินเก็บ

โชคยังดีที่ตื่นขึ้นมาตอนอายุ 50
ยังพอมีเวลาเหลือให้แก้ตัวอีกหลายปี
แต่ต้องสัญญากับตัวเองว่า
จะเปลี่ยนเป็นคนใหม่
มีความมุ่งมั่นเก็บเงินอย่าง
มีเป้าหมายเพื่อให้เกษียณ
ได้อย่างมีความสุข สิ่งที่ควรทำคือ

เร่งหาวิธีเก็บออมเงิน
จากรายการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
โดยทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามา
ก็หักเงินบางส่วนที่เคยไว้
ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปเก็บไว้
อีกบัญชีที่ไม่จำเป็นไม่ถอนออกมาใช้

เปิดใจรับความรู้ใหม่เพื่อ
หาช่องทางลงทุนเพิ่มรายได้
ใช้ทุนน้อยความเสี่ยงไม่สูงมาก
เพื่อให้มีรายได้เพิ่ม เช่น
กองทุนรวมผสม บ้านให้เช่า
ขายของออนไลน์ นายหน้า ฯลฯ
หากเป็นไปได้ควรหารายได้
จากทรัพย์สินสร้างเงิน
(Passive Income) ซึ่ง
ไม่ต้องทำงานก็ยังได้เงิน
เป็นประจำเหมาะมากกับคนใกล้เกษียณ

หมั่นดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจ
จะได้มีกำลังมีเรี่ยวแรงทำสิ่งต่างๆ
ให้สำเร็จและไม่ต้องเสีย
ค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก

ที่มาข้อมูล : ธ.กรุงศรี

นันท์นภัส(ปลา)
T.092-8999682
Line: https://line.me/ti/p/wkmgPr9-8f

เป็นเรื่องปกติที่เราทุกคนรู้วันเกิดของตัวเอง แต่ไม่มีใครรู้ว่าเราจะจากโลกนี้ไปวันไหน คนส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ได้เตรียมตัววาง...
20/01/2023

เป็นเรื่องปกติที่เราทุกคน
รู้วันเกิดของตัวเอง
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเราจะจากโลกนี้
ไปวันไหน คนส่วนใหญ่ก็มัก
จะไม่ได้เตรียมตัววางแผน
และปล่อยให้เวลาผ่านไป
จนถึงวันที่ตัวเองเสียชีวิตลง
และมรดกถูกแจกจ่าย
ไปยังทายาท ยิ่งมรดก
มีมูลค่ามากก็จะยิ่งเกิดภาระ
ทางภาษีแก่ผู้รับมรดก
มากขึ้นตามไปด้วย
วันนี้คุณเตรียมแผนไว้
ดีแค่ไหนแล้วในการรับมือ
กับภาษีมรดก ลองทำตาม
“4 ขั้นตอนวางแผนมรดก
เพื่อลูกหลาน” ดังนี้

1.ทำบัญชีทรัพย์สินอยู่เสมอ
เพื่อให้ทราบถึงสถานะ
ทางการเงินของตัวเราเองว่า
มีทรัพย์สินอะไรบ้าง
เป็นมูลค่าเท่าไหร่ พร้อมทั้ง
วางแผนจัดสรรว่า ส่วนใด
ที่จะนำไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต
และส่วนใดที่จะต้องนำไป
วางแผนมรดกเพื่อส่งต่อให้
คนรุ่นหลัง โดยทรัพย์สิน
ที่จะต้องเสียภาษีมรดก ได้แก่
อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์
ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์
และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝาก
ยานพาหนะ และทรัพย์สิน
ทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้น
โดยพระราชกฤษฎีกา

2.ศึกษากฎหมายภาษีมรดก
และภาษีจากการให้
หลักเกณฑ์ในเบื้องต้นคือ
ภาษีมรดก เกิดขึ้นเมื่อ
มีการเสียชีวิตของเจ้าของมรดก
และส่งต่อทรัพย์สิน
ไปตามพินัยกรรม ซึ่งทรัพย์สิน
ที่ต้องเสียภาษีมรดก
จะเสียเฉพาะส่วนเกิน 100 ล้านบาท
ในอัตรา 10% เมื่อผู้รับมรดก
เป็นบุคคลธรรมดา เช่น
ผู้รับตามพินัยกรรม
หรืออัตรา 5% เมื่อผู้รับมรดก
เป็นบุพการีหรือทายาท โดยถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้คำนวณ
จากราคาประเมิน ส่วนหลักทรัพย์
ให้คำนวณจากราคาปิดตลาด
ในวันที่ได้รับมรดก

ภาษีจากการให้ เกิดขึ้นเมื่อ
ของเจ้าของมรดกได้มอบทรัพย์สิน
ในขณะที่มีชีวิตอยู่ให้กับทายาท
ซึ่งการให้ดังกล่าว แบ่งเป็น
ประเภทสังหาริมทรัพย์และ
อสังหาริมทรัพย์ โดยส่วนเกิน
ของมูลค่าที่กฎหมายกำหนด
จะต้องนำมาคำนวณภาษี
สังหาริมทรัพย์ : ส่วนเกินมูลค่า
ทรัพย์สิน 10 ล้านบาท
จะเสียภาษี 5% ถ้ามอบให้
บุคคลธรรมดา แต่ถ้ามอบให้
ทายาทตามกฎหมาย ทายาทสนิท
หรือให้ด้วยความเสน่หา ส่วนเกิน
มูลค่าทรัพย์สิน 20 ล้านบาท
จะเสียภาษี 5%
อสังหาริมทรัพย์ : เฉพาะการมอบ
ให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม
จะเสียภาษี 5% ของส่วนเกิน
มูลค่าทรัพย์สิน 20 ล้านบาท

3.วางแผนการมอบมรดก
โดยการทยอยส่งมอบทรัพย์สิน
ในแต่ละปีเป็นจำนวนเงิน
ที่เหมาะสมและไม่ทำให้เสียภาษี
มากจนเกินไป เช่น มีมรดก 40 ล้านบาท
และทายาท 1 คน ก็สามารถ
ทยอยมอบให้ปีละ 20 ล้านบาท
จำนวน 2 ปีก็จะไม่เสียภาษี
จากส่วนเกินมูลค่าทรัพย์สิน
ที่จะให้เป็นมรดก ทั้งนี้
ในการวางแผนมรดกควร
พิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ
ไม่ควรให้มรดกชิ้นเดียวกัน
กับทายาทหลาย ๆ คนเพราะ
อาจจะเกิดปัญหาระหว่างทายาท
ตามมาได้ รวมทั้งไม่ควรรีบ
มอบมรดกเพราะกลัวการ
จ่ายภาษีจนเราเกิดความลำบาก
เมื่อทรัพย์สินถูกแจกจ่ายไปแล้ว

4.เลือกส่งต่อมรดกเป็นทรัพย์สิน
ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
หากมีมรดกจำนวนมาก
และไม่สามารถทยอยมอบ
ให้ในเร็ววันได้ ก็ควรเปลี่ยน
ทรัพย์สินที่เสียภาษีมรดก
เป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์
ทางภาษี เช่น การทำประกันชีวิต
เพื่อรับสินไหมมรณกรรม
โดยระบุผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์
เป็นทายาทที่เราต้องการ
มอบทรัพย์สินก้อนสุดท้ายไว้ให้

อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานประเมิน
มีอำนาจประเมินภาษีและ
เรียกเก็บภาษีให้ครบถ้วน
พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
หากเราไม่เสียภาษีตามกำหนด
อธิบดีกรมสรรพากรก็จะ
มีอำนาจสั่งยึด อายัด และ
ขายทอดตลาดทรัพย์มรดก
โดยไม่ต้องขอศาล ดังนั้น
จึงควรวางแผนภาษีมรดก
อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
และอย่าลืมว่า “หลีกเลี่ยงภาษี
การรับมรดก ถือเป็นความผิดอาญา”

การวางแผนมรดกที่ดี
ควรเริ่มต้นจากการรู้สถานะ
ทางการเงินของตัวเองด้วยการทำบัญชี
ทรัพย์สินที่มีอย่างละเอียด
การศึกษาข้อกฎหมายและ
วางแผนให้ส่งต่อมรดกไปยัง
ทายาทโดยได้รับประโยชน์สูงสุด
ทางภาษี ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน
การทยอยให้ การเปลี่ยนทรัพย์สิน
ที่เสียภาษีเป็นทรัพย์สินที่ได้รับ
สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น
ประกันชีวิต ที่สำคัญคือ
ควรพิจารณาความเหมาะสม
ในการมอบทรัพย์สินมรดก
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับตัวเอง
และทายาทตามมา

ที่มาข้อมูล : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นันท์นภัส(ปลา)
T.092-8999682
Line: https://line.me/ti/p/wkmgPr9-8f

ยังไม่เคยได้ยิน แม่หม้ายบนโลกนี้แม้แต่คนเดียวที่พูดว่า “สามีดิฉันทำประกันให้เยอะเกินไป”หากคุณไปงานศพตามวัดดังไม่เคยมีวัน...
15/01/2023

ยังไม่เคยได้ยิน
แม่หม้ายบนโลกนี้แม้แต่คนเดียว
ที่พูดว่า “สามีดิฉัน
ทำประกันให้เยอะเกินไป”

หากคุณไปงานศพตามวัดดัง
ไม่เคยมีวันไหนที่ศาลาว่าง
คนจากโลกนี้ไปทุกวัน
มันเป็นเรื่องธรรมชาติ

แต่เรื่องที่ผิดธรรมชาติ
คือคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว
ตายเสียตั้งแต่ยังอายุไม่มาก
และยังมีภรรยากับลูกน้อยที่ต้องดูแล

นอกจากคราบน้ำตา
และเสียงสะอื้นในงานศพ
คุณจะพบพวงหรีดมากมาย
และคำปลอบใจจากแขก
ที่มาในงานศพนั้น
แต่จะไม่มีแขกคนไหนใส่ใจ
เรื่องราวหลังจากงานศพจบลง

จะไม่มีแขกในงานแม้แต่คนเดียว
จะมาเลี้ยงดูลูกและภรรยาของผู้วายชนม์
เพราะ…มันไม่ใช่หน้าที่ของเขา
แล้วมันเป็นหน้าที่ใครกันเล่า???

มันคือหน้าที่ “ของคุณ”
ในวันนี้ที่ยังมีลมหายใจ
ที่จะต้องป้องกันภัยก่อนมันเกิด
คุณว่าจริงไหม?

หากคุณเห็นแก่ลูกน้อยและภรรยาที่รัก
ขอให้มองไปข้างหน้าอีกสักนิด
ให้ประกันชีวิตช่วยคุ้มภัย
ในเวลาที่ “คุณไม่อยู่”

ประกันชีวิตไม่ได้ช่วยป้องกัน
ไม่ให้ใครตาย
แต่จะช่วยหญิงหม้ายและลูกของเธอ

นันท์นภัส(ปลา)
T.092-8999682
Line: https://line.me/ti/p/wkmgPr9-8f

หลายคนปฏิเสธการทำประกันส่วนตัวเพราะ มีสวัสดิการ “ประกันกลุ่ม” ของบริษัทอยู่แล้วและหลายคนยังสุขภาพแข็งแรง ไม่เคยป่วยต้องเ...
14/01/2023

หลายคนปฏิเสธการทำ
ประกันส่วนตัวเพราะ
มีสวัสดิการ “ประกันกลุ่ม”
ของบริษัทอยู่แล้ว

และหลายคนยังสุขภาพแข็งแรง
ไม่เคยป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลเลย
ทำให้ไม่ทราบถึงค่ารักษา
ในการนอน รพ. แต่ละครั้ง
ถ้าเจ็บป่วยเล็กน้อยอาจไม่เท่าไหร่
ถ้าเจ็บมากเจ็บใหญ่ ต้องนอนนานๆ
อาจถึงหลักแสนหลักล้านก็ได้
ถึงเวลานั้นค่ารักษาส่วนเกิน
จากประกันกลุ่ม ใครจะจ่าย

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ
ประกันกลุ่มกันก่อน
ประกันกลุ่มคือ สวัสดิการ
อย่างหนึ่งที่บริษัทมอบให้กับพนักงาน
เพื่อเป็นสวัสดิการดูแล
ด้านค่ารักษาพยาบาลให้กับ
พนักงานของเขา

- มีเมื่อเป็นพนักงานผ่านการ
ประเมิน ได้รับบรรจุ
- มีเมื่อยังทำงานอยู่ในบริษัท
หรือองค์กรนั้นๆ
- สิ้นสุดเมื่อพ้นสภาพการเป็น
พนักงาน หรือลาออก

เราจึงเรียก “ประกันกลุ่ม” ว่า
“สวัสดิการติดเก้าอี้”
พ้นสภาพพนักงาน หรือลาออก
สวัสดิการนั้น
ก็จะหมดตามไปด้วย..

คำถามคือ ถ้าเราต้องออก
โดยที่ไม่อยากออกแต่จำเป็นต้องออก
เพราะต้องรักษาโรคเรื้อรัง
เช่น ต้องฟอกไตทุกอาทิตย์
หรือรักษาโรคมะเร็งบางชนิด
หรือแย่ที่สุดคือ ทุพพลภาพ
ไม่สามารถทำงานได้

สวัสดิการประกันกลุ่ม
ที่บริษัทเคยให้
จะตามติดตัวเรามาด้วยหรือเปล่า?
แน่นอนว่าเมื่อสภาพพนักงานสิ้นสุดลง
สวัสดิการย่อมสิ้นสุดตาม
ถึงแม้เรายังอยากทำงานอยู่ก็ตาม

“สวัสดิการติดตัว” คือ
ประกันสุขภาพส่วนบุคคล
ไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร
จะทำงานหรือตกงาน
ก็ให้ความคุ้มครอง
ค่ารักษาสุขภาพเราไปตลอด
ตราบที่เรายังชำระเบี้ยอยู่

สร้างความอุ่นใจด้าน
ค่ารักษาพยาบาล
โอนย้ายความเสี่ยง
ให้บริษัทประกันดูแลค่าใช้จ่ายด้านนี้
ให้กับเราดีกว่า

ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายในแต่ละปี
เรารู้ว่าเป็นเท่าไหร่
แต่ค่ารักษาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น
จะเป็นเท่าไหร่ เราไม่รู้เลย
และไม่สามารถรู้ราคาค่ารักษาได้ด้วย

นันท์นภัส(ปลา)
T.092-8999682
Line: https://line.me/ti/p/wkmgPr9-8f

13/01/2023

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ประกันชีวิต AIA by Nupla Nannapat k.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ประกันชีวิต AIA by Nupla Nannapat k.:

แชร์