01/04/2022
“กลุ่มคนที่เสียภาษีมากที่สุด ไม่ใช่คนรวย”
แต่เป็นกลุ่มคนทำงาน
การที่รัฐบาลจะบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพ ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ จึงมีการจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชน เพื่อนำไปเป็นรายได้ ซึ่งถ้าประเทศไหนมีระบบจัดเก็บภาษีที่ดี และเงินภาษีถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า
แต่ก็มีความย้อนแย้งบางอย่างเกิดขึ้น เพราะแทนที่มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวย จะต้องเสียภาษีมากที่สุด กลับกลายเป็นว่า “คนชั้นกลาง” ทั้งแรงงานและมนุษย์เงินเดือน ต้องเสียภาษีมากกว่าซะอย่างนั้น เรามาดูกันว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร
มีรายงานอ้างอิงจากข้อมูลลับของกรมสรรพากร ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยติดอันดับโลกบางคน เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์, อีลอน มัสก์, เจฟฟ์ เบโซส์, ไมเคิล บลูมเบิร์ก, คาร์ล ไอคาห์น ฯลฯ จ่ายภาษีแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับรายได้อันมหาศาลของพวกเขา หรือบางปีก็ถึงขั้นที่ไม่ต้องเสียภาษีเลยแม้แต่ดอลลาร์เดียว
นอกจากนี้ยังพบว่า บรรดา 25 มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในอเมริกานั้น มีรายได้เพิ่มขึ้นรวมกัน 401,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 13 ล้านล้านบาท) แต่กลับเสียภาษีทั้งหมดรวมกันแค่ 13,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.4 แสนล้านบาท) ภายในช่วงปี 2014-2018 ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาเสียภาษีในอัตรา 3.4% ของรายได้เท่านั้น
[วอร์เรน บัฟเฟตต์ เสียภาษีแค่ 0.1%]
เมื่อลองคำนวณสัดส่วนภาษีกับรายได้ของมหาเศรษฐีแต่ละคน ก็พบตัวเลขที่น่าฉงน เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ จ่ายภาษีเพียงแค่ 0.1% ของรายได้ที่เพิ่มขึ้น, อีลอน มัสก์ จ่ายภาษีเพียง 3.27%, เจฟฟ์ เบโซส์ จ่ายภาษีไม่ถึง 1% ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2007 ก็มีข้อมูลว่าเขาไม่ต้องเสียภาษีเลยแม้แต่ดอลลาร์เดียว หรืออย่างคาร์ล ไอคาห์น ก็ไม่ได้จ่ายภาษีเลยในปี 2016-2017 แม้ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ตาม
ตัดภาพมาที่เหล่าอเมริกันชนชั้นกลาง ผู้มีรายได้ต่อปีราว 70,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (2.2 ล้านบาท) ต้องเสียภาษีกันมากถึง 14% ยิ่งถ้าเป็นคู่สมรสที่มีรายได้รวมกันมากกว่า 628,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 20 ล้านบาท) จะต้องเสียภาษีมากถึง 37% เลยทีเดียว
จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “คนรวย” เป็นกลุ่มที่หลบเลี่ยงภาษีมากที่สุด ในขณะที่ “ชนชั้นกลาง” ต้องเสียภาษีเต็มอัตรามากกว่า นั่นเพราะคนรวยมักจะได้สิทธิในการลดหย่อน หรือรู้ช่องทางการหลีกเลี่ยงภาษีมากกว่าแรงงานและชนชั้นกลาง เช่น ตั้งบริษัทหรือตัวแทนขึ้นมาเพื่อรับรายได้แทน การหลีกเลี่ยงผ่านระบบบัญชี ฯลฯ
หลังจากที่เรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดย ProPublica สำนักข่าวออนไลน์ในสหรัฐฯ ที่เน้นนำเสนอข่าวเชิงลึก ทางโฆษกทำเนียบขาวก็ระบุว่า รัฐบาลของนายโจ ไบเดน จะปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษี ให้ยุติธรรมและเสมอภาคมากขึ้น
[คนรวยในสหราชอาณาจักร ก็เสียภาษีน้อยกว่าคนชั้นกลาง]
มีข้อมูลเปิดเผยว่า คนร่ำรวยที่สุด 20% ของสหราชอาณาจักร จ่ายภาษีเพียง 34.8% ของรายได้รวมทั้งหมด ขณะที่ผู้มีรายได้น้อย จ่ายภาษีมากกว่าคือ 37.8% จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า “คนจนต้องเสียภาษีมากกว่าคนรวย” ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีก็ออกมาให้คำมั่นสัญญาว่า จะเพิ่มเกณฑ์การเสียภาษีให้มากกว่า 11,000 ปอนด์ (ราว 483,123 บาท) เพื่อช่วยเหลือคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 ปอนด์ (ราว 439,202 บาท)
[ประเทศไทย คนรวยเสียภาษีน้อย-ลดหย่อนได้มาก]
รายงานการจัดอันดับความมั่งคั่งทั่วโลก (Hurun Global Rich List) พบว่าประเทศไทยมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 30,000 ล้านบาท) ถึง 52 คน ซึ่งมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังแซงหน้าประเทศอิตาลี ญี่ปุ่น และสิงคโปร์
แต่รัฐบาลไทยมีการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลเพียง 20% และไม่มีการเก็บภาษีกำไรที่ได้จากการขายสินทรัพย์ (Capital Gain) แต่อย่างใด นอกจากนี้เมื่อต้นปี 2564 ทาง ครม.ก็มีมติเห็นชอบให้ลดภาษีที่ดินถึง 90% อีกด้วย
ดังนั้นเมื่อพิจารณาเกณฑ์ขั้นต่ำของ “ภาษีที่ดิน” ในที่ดินสำหรับเกษตรกรรมที่มีมูลค่า 10 ล้านบาท จากเดิมที่เสียภาษีอัตรา 0.01% คือ 1,000 บาท แต่หลังจากมติดังกล่าว ก็จะเสียภาษีที่ดินเพียง 100 บาทเท่านั้น
แต่เมื่อมองเกณฑ์ขั้นต่ำของ “ภาษีเงินได้” คือ 150,000-300,000 บาท นั้นต้องเสียภาษีในอัตรา 5% เท่ากับว่าหากไม่ได้รับการลดหย่อนใดๆ ก็จะต้องเสียภาษีสุทธิสูงสุด 7,500 บาทเลยทีเดียว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมายอมรับว่า คนรวย 20% แรกของประเทศไทย ได้รับประโยชน์สูงสุดจากค่าลดหย่อนภาษีถึง 2 ล้านบาท จึงกำลังพิจารณาปรับปรุงรายการลดหย่อนภาษี โดยจะช่วยลดภาระภาษีกับชนชั้นกลาง และทำให้คนรวยได้รับค่าลดหย่อนน้อยลง
สอดคล้องกับที่นายคิม เอ็ดเวิร์ด นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า การที่ประเทศไทยจัดเก็บแค่ภาษีบุคคลธรรมดา อาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาในปัจจุบัน รัฐบาลจึงควรเก็บภาษีจากบุคคลที่มีความมั่งคั่งสุทธิสูงสุด เพื่อนำเงินมาช่วยบริหารวิกฤต และชำระหนี้ของประเทศ ดังนั้นการเก็บภาษีคนรวย จะเป็นอีกหนทางที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยเร็ว
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าหลายประเทศทั่วโลก ต่างก็พบกับว่า “กลุ่มคนที่เสียภาษีมากที่สุด ไม่ใช่คนรวย แต่เป็นกลุ่มคนทำงาน” ซึ่งอาจเป็นการตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศให้รุนแรงขึ้น ดังนั้นทางรัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหานี้โดยเร็ว และต้องพัฒนาระบบจัดเก็บภาษีให้ยุติธรรมเสมอภาค รวมถึงนำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประชาชนทุกคนจะได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าคุณจะจนหรือรวยก็ตาม
อ้างอิง
https://www.propublica.org/article/the-secret-irs-files-trove-of-never-before-seen-records-reveal-how-the-wealthiest-avoid-income-tax
https://www.cnbc.com/2021/06/08/bezos-musk-buffett-bloomberg-icahn-and-soros-pay-little-in-taxes.html
https://www.cashfloat.co.uk/blog/money-borrowing/poor-people-pay-more/
https://www.voanews.com/a/east-asia-pacific_tax-hike-rich-may-be-needed-pay-thailands-pandemic-debt-world-bank-says/6208293.html
https://www.facebook.com/wefairwelfare/photos/a.192525018231948/1047000452784396/
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/A/006/T_0001.PDF