06/01/2026
เข้าใจเลย
แผน National Security ฉบับล่าสุดที่เพิ่งออกปี 2025 ของ สหรัฐฯ
เป็นแผนงานที่ใช้ภาษาได้ตรงไปตรงมาและไม่อ้อมค้อมที่สุดในโลก
คืออ่านแล้วไม่แปลกใจเลยว่าสถานการณ์ Venezuela ในวันก่อน เกิดขึ้นด้วยแนวคิดแบบไหน
ผมย่อยแล้วลองเอามาเล่าให้ฟังคร่าวตามนี้นะครับ
1. เอกสารนี้พยายาม “จัดลำดับความสำคัญใหม่” ว่านโยบายความมั่นคงต้องโฟกัสแค่สิ่งที่เป็น core national interests เพราะถ้าพยายามสนใจทุกเรื่องพร้อมกัน สุดท้ายจะกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ “เยอะไป แต่ไร้แก่นสาร”
แกนความคิดหลักคือ America First คือทำทุกอย่างโดยถามก่อนว่า อะไรที่จะเวิร์กกับอเมริกา
และจะใช้แนวทาง "Peace Through Strength" มองว่าความแข็งแกร่งเป็น deterrent ที่ดีที่สุด จึงต้องรักษาเศรษฐกิจให้แกร่ง เทคโนโลยีให้ล้ำ สังคมให้เข้ม และกองทัพให้พร้อมรบอยู่เสมอ
2. เอกสารยังย้ำเรื่อง “อธิปไตย” ว่าต้องกันการบ่อนทำลายจากองค์กรข้ามชาติ การแทรกแซงจากต่างชาติ และความพยายามเซ็นเซอร์/จำกัด free speech พร้อมประกาศชัดว่า ยุคของการอพพยพคนเข้าสหรัฐฯ (mass migration) ต้องจบ และนิยามว่าการคุมพรมแดนคือหัวใจของ national security เพราะเกี่ยวกับอาชญากรรม ยาเสพติด การก่อการร้าย และการค้ามนุษย์ด้วย
3. อีกเส้นที่ย้ำซ้ำ ๆ คือการปกป้อง core rights and liberties โดยเฉพาะ free speech และ freedom of religion และเตือนว่ารัฐมีอำนาจสูงแต่ห้ามเอาไปใช้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
4. นโยบายการบริหารพันธมิตรของสหรัฐฯ เอกสารบอกตรง ๆ ว่ายุคที่สหรัฐฯ “แบกโลก ทั้งระบบเหมือน Atlas (ยักษ์ที่มีหน้าที่แบกโลกในนิยายปรัมปรา)” ควรจะจบได้แล้ว และต้องให้พันธมิตรรับภาระมากขึ้น รวมถึงขีดกรอบให้ NATO ใช้ตัวเลข 5% of GDP เป็นมาตรฐานใหม่ ในการลงทุนด้าน National Security ของตัวเอง
5. อีกแกนใหญ่คือ Economic security = national security จึงพูดเรื่อง balanced trade ลด trade deficits ต่อต้าน dumping/การค้าที่ไม่แฟร์ และย้ำการล็อกซัพพลายเชนวัตถุดิบสำคัญไม่ให้พึ่งคนนอก และจะดัน reindustrialization / reshoring โดยระบุการใช้ tariffs เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ และต่อด้วยการฟื้น Supply chain ของ defense industrial base ให้สามารถผลิตระบบและอาวุธได้ “ในระดับที่ต้องถูกและ scaling ได้”
6. ในส่วนของนโยบายพลังงาน สหรัฐฯจะเดินหน้าเป็น "Energy Dominance (oil/gas/coal/nuclear)" เพื่อให้พลังงานถูกและพอ ทั้งหนุน reindustrialization และเทคโนโลยีอย่าง AI พร้อมปฏิเสธแนวคิด “Net Zero ideology” ที่มองว่าทำลายขีดความสามารถแข่งขัน
7. พอพูดเรื่องการบริหารควาสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค เอกสารย้ำว่า “ต้องเลือก” และไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจเท่ากันทุกภูมิภาค โดยมองว่า Western Hemisphere (คือพื้นที่ ฝั่งทวีปอเมริกา โดยนัยคือ อเมริกาเหนือ–อเมริกากลาง–แคริบเบียน–อเมริกาใต้) เป็นฐานความมั่นคงของบ้านตัวเอง (แนว Monroe Doctrine / “Trump Corollary”) เพื่อกันอิทธิพลคนนอกภูมิภาคและจัดการ migration/drugs/cartels
ส่วน Indo-Pacific เน้นป้องกันสงคราม โดยยก Taiwan เป็นจุดเสี่ยงสำคัญ (ทั้งเพราะ semiconductors และภูมิศาสตร์ที่กระทบเส้นทางเดินเรือ South China Sea) ตั้งเป้าสร้างกำลังที่ “deny aggression” ใน First Island Chain และกดดันให้พันธมิตรญี่ปุ่น/เกาหลี “ให้จ่ายและ Take action” มากขึ้นในการ Defense ภูมภาคนี้
สำหรับยุโรป เอกสารให้ความสำคัญกับเรื่อง “ตัวตนและ self-confidence” ของยุโรป พร้อมวิจารณ์ประเด็น EU/transnational bodies, migration, censorship และเสนอว่าผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯ คือเร่งให้เกิดการหยุดยิงยูเครนเพื่อคุมความเสี่ยง escalation และคืน strategic stability ให้กับภูมิภาค
ตะวันออกกลางถูกวางให้เป็น partnership/investment และขยาย Abraham Accords
ขณะที่แอฟริกาถูกวางให้เปลี่ยนจาก ประเทศที่ต้องให้ความช่วยเหลือ ไปสู่ประเทศคู่ค้าและเป้าหมายการลงทุน โดยชี้เป้า energy และ critical minerals เป็นพื้นที่ที่สหรัฐฯ ควรลงทุนจริงจัง
8. มาตรฐานเทคฯ ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ AI/biotech/quantum ต้องเป็นผู้นำโลก และย้ำการลงทุน R&D ใน AI/quantum/autonomous รวมถึง undersea/space/nuclear
สามารถไปตามอ่านได้ใน Ref ด้านล่าง
https://www.whitehouse.gov/wp-content/uploads/2025/12/2025-National-Security-Strategy.pdf
Feeling ถึงความโหดและอันตราย โดยเฉพาะเมื่อเราเพิ่งเห็นการ "Take action" ของ US ล่าสุด
บอกได้เลยว่า
"ไม่ได้โม้"
#คีย์เวิร์ด/วลีที่ใช้ซ้ำ
First national security interests Definition of the National Interest Through Strength
Era of Mass Migration Is Over + security is the primary element of national security of Core Rights and Liberties (free speech / religion / political choice)
-Sharing and Burden-Shifting + + (NATO 5% GDP) Security (balanced trade, ending dumping, critical supply chains/materials)
+ strategic use of tariffs
the Defense Industrial Base