30/04/2026
ช่วงนี้คนในวงการสอบบัญชีน่าจะเริ่มขยับตัวกันกับกฎใหม่จากทางสรรพากรที่ออกมากำหนดโควตาการเซ็นงบ ว่าให้รับงานได้ไม่เกิน 30 ราย ถ้าจะทำเกินกว่านั้นต้องมีผู้ช่วยและผู้ช่วยหนึ่งคนก็รับได้ไม่เกิน 15 ราย
จริง ๆ ฝั่งสภาวิชาชีพบัญชีเขาคุมไว้ที่ไม่เกิน 200 รายอยู่แล้ว ซึ่งตัวเลขนี้หลายคนมองว่าโอเคถ้าเป็น "งบเปล่า" หรือบริษัทที่แทบไม่มีรายการเคลื่อนไหว แต่พอสรรพากรออกกฎ 30 รายมาปุ๊บ ภาพก็เปลี่ยนทันที
ใครได้ประโยชน์จากการกำหนดแบบนี้ ผมสมมุตินะมือปืนเค้าไม่จ้างผู้ช่วยหรอก กฎหมายนี้ออกมาเพื่อให้มือปินต้องไปจ้างผู้ช่วย คุณคิดว่าพอมือปืนมีผู้ช่วยจะเอาผู้ช่วยมาช่วยจริงหรอ ผมว่าก็คงไม่ คุณภาพงานไม่น่าจะต่างไปจากเดิม
ทีนี้คนที่ตรวจจริงจังกระทบมั้ย ก็คงไม่กระทบหรอกเพราะคงจะมีผู้ช่วยอยู่แล้ว
แล้วคนที่ตรวจจริงแต่ตรวจงบเปล่าหรืองบเล็กมากๆๆๆหละ อันนี้แหละกระทบแน่นอนเพราะต้องไปหาผู้ช่วยเพิ่ม ทั้งที่ไม่ต้องมีผู้ช่วยคุณภาพงานก็น่าจะผ่านตามมาตรฐานอยู่แล้ว
ค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ช่วยเป็นค่าใช้จ่ายทางอ้อมครับ เชื่อมผมสิสุดท้ายก็คือดันให้ราคาค่าสอบบัญชีแพงขึ้น ก็อาจจะเป็นผลดีทางอ้อมกับผู้สอบบัญชี ผู้ประกอบการก็รับไป อาจจะอยากปิดบริษัทมากขึ้นก็ได้
ทุกวันนี้จำนวนผู้สอบบัญชีในบ้านเรา เมื่อเทียบกับนิติบุคคลที่เพิ่มขึ้นทุกปีมันแทบจะไม่พออยู่แล้ว สาเหตุหนึ่งเพราะมี "งบเปล่า" จำนวนมาก ซึ่งงบพวกนี้บริษัทมักจะเปิดทิ้งไว้ ไม่ยอมปิดเพราะขั้นตอนมันยุ่งยาก หรือบางคนก็กลัวโดนสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี เลยยอมจ่ายค่าสอบบัญชีไปเรื่อย ๆ
ผู้สอบบัญชีบางท่านที่ถนัดรับงานงบเปล่ากลุ่มนี้ ปกติรับ 100-200 รายก็ยังไหวเพราะเนื้องานไม่ซับซ้อน แต่พอกฎใหม่บอกว่าถ้าเกิน 30 รายต้องมีผู้ช่วย ลองคำนวณดูถ้ารับงานอยู่ 200 ราย ส่วนที่เกิน 30 รายมาคือ 170 ราย แปลว่าท่านต้องมีผู้ช่วยถึง 12 คน
เห็นตัวเลขแล้วก็บันเทิงเลย
สำหรับผมที่รับงานไม่ถึง 20 รายและมีทีมช่วยอยู่แล้ว อาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงเท่าไหร่ แต่สำหรับพี่น้องร่วมอาชีพที่รับงานเยอะกว่านั้นก็คงต้องเหนื่อยขึ้น
กฎหมายนี้คงมีเจตนาดีครับที่อยากให้งานมีคุณภาพมากขึ้น แต่การแก้ไขปัญหาทำได้หลายทาง การแก้ไขปัญหาที่อาจไม่ได้คิดอย่างถี้ถ้วนอาจทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาในอนาคตได้
#บัญชี #ผู้สอบบัญชี #สรรพากร