Natt Lifestyle Memo

Natt Lifestyle Memo Lifestyle Memo 🖋️ 🍝🍺✨

27/02/2026

"โหมดควบคุมจากการเพ่งลมหายใจ vs โหมดรู้สึกตัวจากการหายใจภายใน"

บทนี้เริ่มจากฐานกลไก
ไม่ใช่จากความเชื่อ
ไม่ใช่จากคำสอน
แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประสบการณ์ตรงของผู้ปฏิบัติ
เมื่อผู้ปฏิบัติตั้งเป้าว่า
ต้องนิ่ง
ต้องไม่มีความคิด
ต้องอยู่กับลมหายใจ
ทันทีที่คำว่า “ต้อง” เกิด
ระบบควบคุมเริ่มทำงาน
การเพ่งลมหายใจเริ่มจากการกำหนดวัตถุ
ลมหายใจถูกทำให้เป็นจุด
การรับรู้ถูกบีบให้แคบลง
พื้นที่รอบกายหายไปจากความรู้สึก
ความสนใจเคลื่อนจากการรับรู้ทั้งกาย
ไปสู่การโฟกัสเฉพาะตำแหน่ง
เมื่อโฟกัสแคบ
พลังงานของการรับรู้ถูกบีบเข้าศูนย์กลาง
เกิดแรงตึงเล็ก ๆ ในกล้ามเนื้อที่ไม่รู้ตัว
หน้าผากตึงเล็กน้อย
ลูกตานิ่งแข็ง
ลมหายใจเริ่มถูกควบคุมให้ละเอียด
ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่านิ่ง
เพราะความเคลื่อนไหวของความคิดแบบภาษาเงียบลง
แต่ในระดับโครงสร้าง
ยังมีผู้คอยตรวจสอบว่า
ยังนิ่งอยู่หรือไม่
การตรวจสอบนี้คือความคิดระดับเมตา
เป็นความคิดที่ไม่มีคำพูด
แต่เป็นกลไกควบคุม
ลูปที่เกิดขึ้นคือ
ตั้งเป้า
เพ่ง
ตรวจ
กด
รักษา
วนซ้ำ
ลูปนี้ใช้พลังงานต่อเนื่อง
จึงต้อง “รักษาสภาวะ” ตลอดเวลา
ถ้าหลุด
จะรู้สึกหงุดหงิด
เพราะผู้ควบคุมยังอยู่
ความนิ่งแบบนี้จึงเป็นความนิ่งที่มีแรงต้าน
เป็นความนิ่งที่ต้องประคอง
เมื่อพลังงานตก
ความคิดจะกลับมาแรง
เพราะก่อนหน้านั้นถูกกดไว้
นี่คือสาเหตุที่ผู้เพ่งจำนวนมาก
คิดว่าตนสงบลึก
แต่ในชีวิตจริงยังฟุ้งง่าย
เพราะไม่ได้ออกจากวงจรความคิด
เพียงแค่สลับจากโหมดคิดฟุ้ง
ไปสู่โหมดกดความคิด
ทั้งสองโหมด
ยังอยู่ในระบบเดียวกัน
ความแตกต่างอยู่ที่
โหมดหนึ่งปล่อยให้ความคิดไหล
อีกโหมดหนึ่งควบคุมไม่ให้ความคิดไหล
แต่ทั้งคู่ยังมี “ผู้เกี่ยวข้องกับความคิด”
ในทางตรงกันข้าม
โหมดรู้สึกตัวจากการหายใจภายใน
ไม่ได้เริ่มจากการตั้งเป้าให้ไม่มีความคิด
เริ่มจากการรับรู้กายทั้งก้อน
ลมหายใจไม่ได้ถูกทำให้เป็นจุด
แต่เป็นการเคลื่อนไหวของทั้งลำตัว
การพองเกิดขึ้น
ถูกรู้จากภายใน
โดยไม่ต้องไปดูตำแหน่ง
การยุบเกิดขึ้น
ถูกรู้ในพื้นที่เดียวกัน
ความรู้สึกตัววางอยู่ในกาย
ไม่ใช่วางอยู่ที่จุด
เมื่อไม่มีการบีบความสนใจ
พื้นที่การรับรู้จะกว้าง
กล้ามเนื้อไม่ต้องเกร็งเพื่อรักษาโฟกัส
ลมหายใจกลับสู่ธรรมชาติ
ไม่มีผู้คอยตรวจว่า
นิ่งพอหรือยัง
ความคิดสามารถเกิดได้
แต่ไม่ได้ถูกดึงเข้าไปเป็นศูนย์กลางของการรับรู้
ความสงบจึงเกิดจากการไม่ยึด
ไม่ใช่จากการกด
ในโหมดนี้
ไม่มีการรักษาสภาวะ
เพราะไม่มีสภาวะที่ต้องรักษา
มีเพียงความรู้สึกตัวต่อเนื่อง
ความต่อเนื่องนี้ไม่ได้เกิดจากความพยายาม
แต่เกิดจากการไม่เข้าไปแทรกแซง
เมื่อไม่มีแรงควบคุม
ลูปของผู้ตรวจสอบจะดับเอง
นี่คือจุดเปลี่ยนจาก control
ไปสู่ awareness
สัญญาณที่เห็นได้ชัดคือ
ความกว้างของการรับรู้เพิ่มขึ้น
เสียงรอบตัวไม่รบกวน
กายถูกรู้ทั้งก้อน
ลมหายใจไม่ถูกทำให้เล็ก
แต่เป็นคลื่นนุ่ม
ไม่มีความรู้สึกว่าต้องทำให้ดีขึ้น
ไม่มีความกลัวว่าจะหลุด
ความนิ่งแบบนี้
ไม่ตึง
ไม่แคบ
ไม่ต้องใช้พลังงานรักษา
เป็นความนิ่งที่โปร่ง
ในระดับโครงสร้าง
ไม่มีผู้คุมระบบ
เมื่อไม่มีผู้คุม
จึงไม่มีการกดความคิด
เมื่อไม่มีการกด
ความคิดที่เกิดขึ้นจึงไม่สะสมแรง
จึงไม่เกิดการดีดกลับ
นี่คือเหตุผลที่โหมดรู้สึกตัว
เสถียรกว่าในระยะยาว
หากพิจารณาเชิงลำดับประสบการณ์
ผู้ปฏิบัติมักเริ่มจากโหมดคิดฟุ้ง
การรับรู้กระจัดกระจาย
กายไม่ถูกรู้
จากนั้นเข้าสู่โหมดเพ่ง
การรับรู้แคบลง
เกิดความนิ่งแบบควบคุม
แล้วจึงมีโอกาสเปิดสู่โหมดรู้สึกตัว
เมื่อหยุดการควบคุม
การหยุดไม่ได้เกิดจากการพยายามหยุด
แต่เกิดจากการเห็นว่าการควบคุมคือภาระ
เมื่อเห็นตรงนี้
ความพยายามจะคลายเอง
ทันทีที่คลาย
พื้นที่การรับรู้จะเปิด
การหายใจจะกลับมาเชื่อมกับกายทั้งก้อน
ความรู้สึกตัวจะไม่อยู่ที่จุด
แต่กระจายอยู่ในพื้นที่ภายใน
ในสภาวะนี้
ไม่มีความจำเป็นต้องทำให้ไม่มีความคิด
เพราะความคิดไม่ใช่ปัญหา
ปัญหาคือการเข้าไปเป็นผู้ควบคุมความคิด
เมื่อไม่มีผู้ควบคุม
ความคิดก็เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งในพื้นที่การรับรู้
ไม่ใช่ศูนย์กลาง
นี่คือความแตกต่างเชิงกลไกระหว่าง
ความเงียบจากการกด
กับความเงียบจากการรู้
ความเงียบจากการกด
มีโครงสร้าง
มีแรงต้าน
มีผู้รักษา
ความเงียบจากการรู้
ไม่มีผู้รักษา
ไม่มีแรงต้าน
ไม่มีศูนย์กลางที่ถูกบีบ
หากตรวจในระดับกาย
โหมดเพ่งจะมี micro-tension
ที่หน้าผาก
รอบดวงตา
ที่ลิ้น
ที่กระบังลม
โหมดรู้สึกตัว
กล้ามเนื้อจะผ่อน
ลมหายใจลึกขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจ
หากตรวจในระดับพลังงานการรับรู้
โหมดเพ่งจะรู้สึกเหมือนอยู่ในท่อ
โหมดรู้สึกตัวจะรู้สึกเหมือนอยู่ในพื้นที่เปิด
หากตรวจในระดับเวลา
โหมดเพ่งจะต้องต่ออายุสภาวะทุกขณะ
โหมดรู้สึกตัวไม่มีความรู้สึกของการต่ออายุ
นี่คือสัญญาณว่ามีหรือไม่มีผู้คุม
การฝึกที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การทำให้ความคิดหาย
แต่เป็นการเห็นผู้ที่พยายามทำให้ความคิดหาย
เมื่อผู้คุมถูกเห็น
ลูปจะอ่อนกำลัง
เมื่อไม่เติมพลังให้ลูป
ลูปจะดับ
การดับนี้ไม่ใช่การกด
แต่เป็นการไม่เลี้ยง
เมื่อไม่มีลูปควบคุม
ความรู้สึกตัวจะทำงานเอง
นี่คือฐานของการหายใจด้วยความรู้สึกตัว
การพองและยุบ
ไม่ใช่วัตถุให้เพ่ง
แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกรู้
การรู้ไม่ได้อยู่ที่การเคลื่อนไหว
แต่อยู่ที่ความรู้สึกภายใน
เมื่อความรู้สึกภายในต่อเนื่อง
ความคิดจะไม่กลายเป็นศูนย์กลาง
ความสงบจะไม่ใช่ผลของการควบคุม
แต่เป็นคุณสมบัติของการไม่แทรกแซง
จุดนี้คือการออกจากวงจร
คิดฟุ้ง → กด → คิดฟุ้ง
เข้าสู่โหมดที่สาม
คือรู้สึกตัวอย่างเสถียร
จบชุดที่ 1/2

ชุดที่ 2/2
การตรวจจับลูปควบคุม การเปลี่ยนผ่านสู่ความรู้สึกตัว และเสถียรภาพของความสงบ
เมื่อเข้าใจความต่างเชิงโครงสร้างแล้ว
ขั้นต่อไปคือการตรวจจับลูปควบคุมในเวลาจริง
ลูปควบคุมไม่ได้แสดงตัวเป็นความคิดชัดเจน
แต่มาในรูปของ “ความตั้งใจแฝง”
ความตั้งใจแฝงมีลักษณะเป็นแรงบาง ๆ
ที่พยายามทำให้สภาวะเป็นไปตามที่ต้องการ
สัญญาณแรกคือ
ความรู้สึกว่าต้องทำให้ถูก
สัญญาณที่สองคือ
ความรู้สึกว่าต้องรักษาความนิ่ง
สัญญาณที่สามคือ
ความรู้สึกว่ากำลังทำสมาธิอยู่
ทันทีที่มีผู้ทำ
ลูปควบคุมเริ่มทำงาน
ในระดับกาย
จะเกิดแรงตึงขนาดเล็กมาก
ที่แทบไม่รู้ตัว
แรงตึงนี้มักอยู่ที่
เปลือกตา
ลิ้น
กล้ามเนื้อท้อง
แม้จะเล็ก
แต่เป็นตัวบ่งชี้ว่ามีการควบคุม
การออกจากลูปไม่ใช่การสั่งให้หยุดควบคุม
เพราะการสั่งคือการควบคุมอีกชั้นหนึ่ง
การออกจากลูปคือการรู้สึกแรงตึงนั้นโดยไม่แก้ไข
เมื่อแรงตึงถูกรู้
โดยไม่มีการแทรกแซง
มันจะคลายเอง
ทันทีที่คลาย
พื้นที่การรับรู้จะขยาย
ลมหายใจจะกลับมาเชื่อมกับกายทั้งก้อน
นี่คือจุดเปลี่ยนผ่านจาก effort
สู่ effortless
การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ฉับพลันเสมอไป
แต่เป็นการอ่อนกำลังของลูปทีละชั้น
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ผู้ปฏิบัติอาจรู้สึกว่า
ไม่มีอะไรให้ทำ
ความรู้สึกนี้มักถูกเข้าใจผิดว่า
ทำผิด
เพราะระบบเดิมคุ้นเคยกับการทำ
แต่ในโหมดรู้สึกตัว
การไม่มีสิ่งให้ทำคือสัญญาณถูกต้อง
อีกสัญญาณหนึ่งคือ
การรับรู้เสียงภายนอกโดยไม่ถูกรบกวน
เสียงไม่ได้หายไป
แต่ไม่ดึงศูนย์กลางการรับรู้
กายยังถูกรู้พร้อมกัน
นี่แสดงว่าการรับรู้ไม่ถูกบีบ
ความต่อเนื่องของความรู้สึกตัว
ไม่ได้ขึ้นกับวัตถุใดวัตถุหนึ่ง
แม้ลมหายใจจะเบามาก
ความรู้สึกตัวยังอยู่
นี่คือความต่างจากโหมดเพ่ง
ที่ต้องพึ่งวัตถุชัด
เมื่อวัตถุหาย
สภาวะจะหลุด
ในโหมดรู้สึกตัว
สภาวะไม่ผูกกับวัตถุ
จึงเสถียร
หากความคิดเกิดขึ้น
จะถูกรู้ในพื้นที่เดียวกับกาย
ไม่ถูกดึงออกไปเป็นเรื่องราว
นี่คือการอยู่เหนือ narrative loop
ความคิดกลายเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่ง
ไม่ใช่ผู้ควบคุม
ในระดับเวลา
ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่า
ไม่ต้องต่ออายุสภาวะ
ไม่มีจุดเริ่ม
ไม่มีจุดรักษา
มีเพียงความต่อเนื่อง
ความต่อเนื่องนี้ไม่ต้องใช้ความพยายาม
เพราะไม่มีแรงต้าน
เมื่อไม่มีแรงต้าน
พลังงานที่เคยใช้ควบคุม
จะกลับมาเป็นความนิ่ง
ความนิ่งแบบนี้มีคุณภาพต่างจากความนิ่งแบบกด
มันโปร่ง
กว้าง
และไม่เปราะ
แม้ลืมตัวไปชั่วขณะ
ก็กลับมาได้ง่าย
เพราะไม่มีโครงสร้างที่ต้องสร้างใหม่
การฝึกในระยะยาวจึงไม่ใช่การเพิ่มเวลาเพ่ง
แต่เป็นการลดความถี่ของลูปควบคุม
ทุกครั้งที่เห็นผู้ควบคุม
แล้วไม่เลี้ยง
ลูปจะอ่อนกำลัง
เมื่ออ่อนกำลังถึงจุดหนึ่ง
ความรู้สึกตัวจะเป็นโหมดหลัก
การหายใจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่การรับรู้
ไม่ใช่ศูนย์กลาง
กายทั้งหมดจะถูกรู้พร้อมกัน
ความรู้สึกภายในจะต่อเนื่องแม้ไม่ได้ตั้งใจ
นี่คือสภาวะที่ไม่มีผู้ทำสมาธิ
มีเพียงการรับรู้
ในสภาวะนี้
คำว่า
ทำดี
ทำถูก
ทำให้สงบ
จะไม่จำเป็น
เพราะความสงบไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้าง
แต่เป็นผลของการไม่แทรกแซง
หากย้อนตรวจอีกครั้ง
จะพบว่า
โหมดเพ่ง
ต้องมีผู้ทำ
ต้องมีวัตถุ
ต้องมีการรักษา
โหมดรู้สึกตัว
ไม่มีผู้ทำ
ไม่ต้องมีวัตถุหลัก
ไม่ต้องรักษา
นี่คือความต่างเชิงระบบ
ในเชิงการสอน
การชี้ให้เห็นผู้ควบคุม
สำคัญกว่าการสอนให้เพ่งวัตถุ
เพราะเมื่อผู้ควบคุมถูกเห็น
ระบบจะปรับเอง
ผู้ปฏิบัติจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง
ไม่ใช่จากความจำ
การเข้าใจเชิงประสบการณ์นี้
ทำให้ความรู้สึกตัวเสถียร
ไม่ต้องอาศัยเทคนิคจำนวนมาก
ลมหายใจกลายเป็นเพียงประตู
ไม่ใช่จุดยึด
กายเป็นฐาน
ความรู้สึกตัวเป็นพื้น
เมื่อฐานและพื้นเชื่อมกัน
การรับรู้จะกว้างโดยธรรมชาติ
นี่คือสภาวะที่ความคิดไม่ถูกกด
แต่ไม่ครอบงำ
ความสงบไม่ใช่ความว่างเปล่า
แต่เป็นความไม่ติด
ความไม่ติดนี้ไม่ต้องรักษา
เพราะไม่มีผู้ที่จะไปติด
ในระดับการใช้งานจริง
สภาวะนี้สามารถอยู่ร่วมกับการเคลื่อนไหว
การเดิน
การทำงาน
เพราะไม่ได้ขึ้นกับความนิ่งของกาย
แต่ขึ้นกับการไม่มีลูปควบคุม
เมื่อทำกิจกรรม
กายเคลื่อนไหว
แต่ความรู้สึกตัวยังต่อเนื่อง
นี่คือการนำสภาวะออกจากเบาะนั่ง
การฝึกจึงสมบูรณ์เมื่อ
ความรู้สึกตัวไม่จำกัดอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
แต่เป็นโหมดพื้นฐานของการรับรู้
จุดนี้
ความต่างระหว่างการกดความคิด
กับการออกจากระบบความคิด
จะชัดเจนอย่างสมบูรณ์
การกด
ยังอยู่ในระบบ
การรู้
อยู่นอกการควบคุมของระบบ
นี่คือแกนของความเข้าใจทั้งหมด
เมื่อเข้าใจตรงนี้
การฝึกจะเรียบง่าย
ไม่ต้องเพิ่มเทคนิค
ไม่ต้องเพิ่มความพยายาม
เพียงลดการแทรกแซง
ความรู้สึกตัวจะทำงานเอง
และความสงบจะเป็นคุณสมบัติของระบบ
ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการบังคับ

:ทัศนาสัญญากิจ ออกแบบ
:วิเคราะห์โดย ChatGPT

18/02/2026

ยิ่งกว่า โควิด “โลกไม่เคย ‘ไม่แน่นอน’ เท่านี้มาก่อน” เมื่อดัชนีความไม่แน่นอน พุ่งทะลุทุกวิกฤตในประวัติศาสตร์

กุมภาพันธ์ 2026
โลกไม่ได้กำลังแตกสลาย
แต่โลกกำลัง “ลังเล” หนักที่สุดในประวัติศาสตร์

ดัชนี **World Uncertainty Index (WUI)** พุ่งแตะ **106,862 จุด**
สูงกว่าช่วงโควิด
สูงกว่าวิกฤตการเงินโลกปี 2008
สูงกว่ายุคฟองสบู่ดอทคอม

นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข
แต่มันคือ “อารมณ์ของโลก” ที่กำลังสั่นไหว

---

# # ดัชนีนี้วัดอะไร?

World Uncertainty Index พัฒนาโดยทีมนักเศรษฐศาสตร์ที่วิเคราะห์รายงานประเทศของ Economist Intelligence Unit จาก 143 ประเทศ แล้วนับความถี่ของคำว่า “uncertain” และคำใกล้เคียง ก่อนถ่วงน้ำหนักด้วย GDP โลก

พูดง่าย ๆ คือ
มันคือดัชนีที่วัดว่า “ผู้นำ นักวิเคราะห์ และภาคธุรกิจ กำลังพูดถึงความไม่แน่นอนบ่อยแค่ไหน”

และตอนนี้…
มันสูงสุดในรอบ 30 กว่าปี

---

# # แล้วทำไมครั้งนี้ถึงพุ่งแรงกว่าทุกวิกฤต?

เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ shock เดียวแบบโควิด
ไม่ใช่ collapse แบบ Lehman Brothers

แต่มันคือ “ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง” ที่มาพร้อมกันหลายมิติ

# # # 1️⃣ สงครามการค้า กลายเป็นอาวุธภูมิรัฐศาสตร์

ภาษีศุลกากรไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอีกต่อไป
มันคือเครื่องมือกดดันทางการเมือง
ธุรกิจทั่วโลกไม่รู้ว่าอีก 6–12 เดือนข้างหน้าจะโดนภาษีเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์
ผลคือ CapEx ถูกเลื่อน การขยายโรงงานถูกชะลอ

# # # 2️⃣ ความผันผวนนโยบายสหรัฐ

เรื่องความเป็นอิสระของ Fed
เรื่องหนี้สาธารณะ
เรื่อง fiscal cliff
ทุกอย่างสร้าง policy shock ต่อเนื่อง

# # # 3️⃣ โลกหลายขั้ว (Multipolar World)

สงครามยูเครนยังไม่จบ
ตะวันออกกลางยังตึงเครียด
US–China แข่งขันเต็มรูปแบบ
โลกไม่ได้มีศูนย์กลางเดียวอีกต่อไป

# # # 4️⃣ การเติบโตที่ชะลอ

IMF คาด GDP โลกปี 2026 โตเพียงราว 2.7–3%
ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว
เมื่อ growth ช้า + uncertainty สูง
วงจรชะงักงัน (vicious cycle) เกิดง่ายมาก

---

# # แต่ทำไมตลาดหุ้นยังดูนิ่ง?

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจ

แม้ดัชนีความไม่แน่นอนจะพุ่งทำสถิติ
แต่ตลาดอย่าง S&P 500 ยังยืนในระดับสูง

เพราะตลาดอาจ “ปรับตัวกับความไม่แน่นอนเรื้อรัง” ไปแล้ว
หรืออาจเพราะมันยังไม่มี catalyst ใหญ่ที่ทำให้ทุกอย่างระเบิด

แต่ในโลกที่ uncertainty สูง
Risk premium จะค่อย ๆ แทรกซึม
การประเมินมูลค่า (valuation) จะถูกกด
เงินสดและ hedge จะมีบทบาทมากขึ้น

---

# # สิ่งที่เริ่มเห็นแล้วในโลกจริง

• บริษัทชะลอการลงทุนระยะยาว
• การจ้างงานเริ่มระมัดระวัง
• ห่วงโซ่อุปทานกระจายตัวมากขึ้น (friend-shoring, near-shoring)
• นักลงทุนเข้าสู่ “wait and see mode”
• Safe haven อย่างทองคำ หรือสินทรัพย์ที่ไม่ผูกกับรัฐบางประเภท ได้แรงซื้อ

---

# # สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจ

WUI คือ “ความไม่แน่นอนที่รับรู้”
ไม่ใช่หายนะที่เกิดขึ้นแล้ว

มันสะท้อนความกังวล
ไม่ใช่ตัวเลข GDP ที่ติดลบ

และประวัติศาสตร์สอนเราว่า
ช่วงที่ความไม่แน่นอนสูงที่สุด
มักเป็นช่วงที่การจัดพอร์ตอย่างมีวินัยสำคัญที่สุด

---

# # โลกกำลังกลัว…หรือโลกกำลังปรับตัว?

ถ้าโควิดคือพายุลูกใหญ่ที่ถาโถมครั้งเดียว
ปี 2026 คือหมอกหนาที่ยืดเยื้อ

เราอาจไม่ได้เห็นการล่มสลายฉับพลัน
แต่เราจะเห็นการชะลออย่างระมัดระวัง
การ hedge มากขึ้น
การเลือกข้างมากขึ้น
และการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น

โลกไม่ได้พัง
แต่โลกกำลัง “คิดหนัก”

และในโลกที่ไม่แน่นอนที่สุดในประวัติศาสตร์
คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่ทำนายถูกเสมอ
แต่คือคนที่เตรียมพร้อมต่อความไม่แน่นอน

06/02/2026

เข็มทิศที่ช่วยให้คุณก้าวสู่การเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขององค์กร และช่วยให้องค์กรของคุณสาม.....

01/02/2026

/ มากกว่า 200
นักวิจารณ์การเมือง 99% บอกว่า 'พรรรส้ม' ได้ที่ 1 แต่แพ้ จะตั้งรัฐบาลไม่ได้.. นี่คือนัยยะที่บ่งบอกความพังพินาศของประเทศ แสดงว่าเราไม่มีความเชื่อต่อมวลชน แต่เราเชื่อใน 'อำนาจกระสุน' มันเป็นการดูถูกดูแคลนว่าท้ายที่สุด ผู้คนก็ต้องยอมศิโรราบต่อหลืบไรเหล่านั้น
พวกที่ตะโกนตอนรบกับเขมร "จะไม่ให้ใครเอาพื้นดินไปสักตารางนิ้วเดียว" นี่แหละ.. แค่คุณกาผิด วันที่ 8 นี้มันไม่ใช่แค่ตารางนิ้วเดียว แต่มันคือ "ไม่เหลือแม้สักตารางนิ้วเดียว" ให้ลูกหลาน
คุณมีลูกมั๊ย มีหลานมั๊ย คุณอยากจะส่งต่อพื้นดินแห่งนี้ต่อไปให้พวกเค้าหรือเปล่า หรืออยากให้เค้าตกอยู่ท่ามกลางดินแดนที่ไม่ต่างจากเขมร ตึกที่พร้อมถล่ม ถนนที่พร้อมจะดูดคนลงไป คนจี้ปล้นฆ่ากันทุกวัน ไม่มีที่อยู่ ไม่มีอาหารจะกิน คุณเคยฝันถึงโลก 'Dystopia' มั๊ย
อย่าคิดว่าเราเพ้อเจ้อ มันไม่ไกลจากที่พูดนี่เลย อย่าเลือกเพียงเพราะอยากเอาชนะคะคานบนทิฐิ ถ้าคุณติดเพราะคำว่า 'ล้มเจ้า' คนที่คุณคิดว่าจะเลือกเพื่อความสะใจในทิฐิ คนที่มีปืน มีรถถัง คนที่ปากบอกรักชาติ แต่ย่ำยีด้วยการฉ้อฉล พวกนั้นแหละที่จะล้มเจ้าได้
200 ขึ้นไป เสียงที่ทุกคนต้องทำให้พวกเค้ารู้ว่า เค้าหลอกเราไม่ได้ ซื้อเราไม่ได้ พวกเราขัดขืน จะไม่ยอมตกอยู่ในอาณัติกว่ายี่สิบปีติดต่อกัน
คุณคิดว่ายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ประเทศเราเป็นยังไง ? เลิกหลอกตัวเองเถอะ ถ้ามันจะไม่กระทบคุณ นั่นก็เพราะคุณคือชนชั้นกลาง กลาง ที่ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจอย่างคนรากหญ้า 99% ในประเทศนี้
ช่วยกันขัดขืน ยืนหยัดในเสียงของประชาชน เราจะไม่ยอมอีกแล้ว นี่คือสงครามครั้งสุดท้าย โอกาสของพวกเรามันริบหรี่ลง แต่ถ้าทุกคนช่วยกันจุดไฟขึ้นมา ท้องฟ้าจะสว่างอีกครั้ง
มาช่วยกันเถอะ 46 ครั้งสุดท้าย || กา X เห็นชอบ

01/02/2026

🔥 JPMorgan กับช็อตบันลือโลก? เมื่อ Silver ร่วงระนาวแต่ขาใหญ่ดันปิดสถานะได้ที่ก้นเหวพอดิบพอดี!

ข้อมูลโดย Wimar.X อ่านเพื่อความบันเทิงพอนะ

กลิ่นตุๆ ในตลาด Commodities เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหลักฐานจากรายงาน COMEX เผยให้เห็นจังหวะ "เทพเจ้า" ของ JPMorgan ที่ทำเอาเทรดเดอร์สายคริปโตยังต้องเหลียวหลัง เพราะนี่คือสูตรสำเร็จของการลากไปเชือดแล้วค่อยลงมาเก็บของชัดๆ

ไทม์ไลน์การทุบที่ "เป๊ะ" จนน่ากลัว
ลองดูตัวเลขที่เกิดขึ้นสิ ราคา Silver พุ่งทะยานไปแตะจุดสูงสุดที่ราว ~$121 ก่อนจะถูกเทขายทิ้งดิ่งลงมาเหลือ ~$74 และสุดท้ายมานิ่งสนิทอยู่ที่ประมาณ ~$78

ประเด็นมันอยู่ตรงนี้: รายงาน COMEX ระบุว่า JPMorgan ปิดสถานะ Short (Short Cover) ที่ระดับ ~$78 พอดิบพอดี!

จะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือดวงดี? ยอดดอยอยู่ที่ $121 แล้วลงมาปิดดีลที่ฐานพอดีเนี่ยนะ? ลอง "Connect the dots" หรือเชื่อมโยงจุดเหล่านี้ดู แล้วคุณจะเห็นภาพที่ใหญ่กว่านั้น

เงินหมื่นล้านดอลลาร์ที่หายไปในพริบตา
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2025 ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ถือครองสัญญา Silver Futures ฝั่ง Short อยู่ถึง 17,838 สัญญา คิดเป็นเงินมหาศาล

เทียบเท่ากับแร่เงินปริมาณ ~89.19 ล้านออนซ์

ที่ราคา ~$121 มูลค่าสถานะ Short นี้สูงถึง ~10,800 ล้านดอลลาร์

กลยุทธ์ที่ใช้ก็คือการดันราคาขึ้นไปเพื่อให้ Leverage ฝั่ง Long เข้ามาติดกับดัก จากนั้นก็กระหน่ำ Dump ใส่ตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ (Thin Liquidity) ผลลัพธ์น่ะหรอ? Stop-loss ของฝั่ง Long โดนกวาดเรียบ พอร์ตแตกกันเป็นแถบ พอเกิดอาการ Panic Sell ขาใหญ่กลุ่มเดิมนี่แหละ ที่กลับเข้ามาปิดสถานะ Short (Cover) สบายตัวไป

เมื่อ "ความเชื่อมั่น" เริ่มพังทลาย
ตอนนี้สถานการณ์ในตลาดโลกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว เพราะดูเหมือนว่านักลงทุนกำลังเข้าสู่ภาวะ "ไม่รู้จะเอาเงินไปวางไว้ที่ไหน" เพราะทุกอย่างที่เคยเชื่อมั่นกำลังแดงเถือกไปหมด

Dollar: ร่วง (เด้งมาหน่อย)

Gold: ร่วง

Stocks: ร่วง

Crypto: ร่วง

Bonds: กลับเป็นฝั่งที่พุ่งสวนทาง (Pumping)

สัญญาณนี้บอกเราว่าเม็ดเงินกำลังไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิด และกำลังหนีเข้าหาที่พักเงินที่ปลอดภัยที่สุดท่ามกลางพายุความไม่เชื่อมั่น

นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่อาจจะยังไม่เห็นบนพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งในทันที แต่นักวิเคราะห์สาย Macro ที่เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของเงิน (Flows) มานับสิบปีเขามองเห็นแล้วว่า "หายนะ" มักจะมาในรูปแบบของสภาพคล่องที่หายไปและการโดนบีบออกจากสถานะของนักลงทุนรายย่อยเสมอ

นี่คือการปรับฐานตามธรรมชาติ หรือเป็นเกมการเงินที่ถูกเซ็ตไว้ล่วงหน้าแล้ว?

มีต่อในคอมเมนต์

21/01/2026

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
สำคัญยิ่งกว่าการเลือกว่าชอบพรรคไหน

รัฐบาลอยู่ได้แค่ 4 ปี
แต่รัฐธรรมนูญอาจถูกใช้ ยาวเป็นสิบปี

และนี่คือ 4 เหตุผล
ว่าทำไมเราควรแก้รัฐธรรมนูญปี 2560

❌ 4 เหตุผลที่รัฐธรรมนูญ 2560 ทำลายประเทศไทย

1️⃣ ทำลายเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน

การเมืองไม่เสถียร
→ นโยบายไม่ต่อเนื่อง
→ คนธรรมดาจ่ายราคา

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
• รัฐบาลอ่อนแอ ต้องต่อรองสูง
• นโยบายเปลี่ยนบ่อย ปฏิรูปโครงสร้างทำไม่ได้
• งบประมาณถูกใช้เพื่อ “ประคองอำนาจ” มากกว่าสร้างอนาคต
• คนทำงานหนักขึ้น แต่ชีวิตไม่ดีขึ้น

ข้อเท็จจริง
• หลังรัฐธรรมนูญ 2560 ไทยเปลี่ยนนายกฯ 4 คน
• นายกฯ มีเวลาบริหารจริงเฉลี่ยเพียง ~2 ปี
→ ประเทศเดินสะดุด วางแผนระยะยาวไม่ได้

ผลลัพธ์
GDP โตต่ำ / FDI ผันผวน / SET ไม่ไปไหน

2️⃣ ทำลายประชาธิปไตย

เลือกตั้งมี…
แต่อำนาจประชาชนไม่มี

โครงสร้างปัญหา
• นายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส.
• วุฒิสภาไม่ได้มาจากประชาชน แต่เลือกผู้นำประเทศได้
• องค์กรอิสระมีอำนาจสูง แต่ไม่ยึดโยงกับประชาชน

ปัญหาใหญ่
ประชาชน
👉 ตรวจสอบไม่ได้
👉 ถอดถอนไม่ได้

→ อำนาจของคนไม่กี่กลุ่ม
อยู่เหนือเสียงประชาชนทั้งประเทศ

3️⃣ ล็อกอนาคตประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง

กติกาที่ประชาชนไม่เคยเลือก
แต่กลับตรวจสอบได้ยากมาก

สิ่งที่เกิดขึ้น
• ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ล็อกนโยบายรัฐบาลเลือกตั้ง
• ประเทศปรับตัวช้า ไม่ทันโลก
• คนเก่งไม่อยากอยู่ในระบบ
• คนรุ่นใหม่ไม่เห็นอนาคต ต้องมองออกนอกประเทศ

จุดอันตราย
หน่วยงานตรวจสอบหลายแห่ง
มีอำนาจสูง
แต่ประชาชน
👉 ตรวจสอบไม่ได้
👉 ถอดถอนไม่ได้

เมื่ออำนาจไม่ต้องรับผิดโดยตรง
→ ความเสี่ยงคอร์รัปชันเชิงระบบยิ่งสูง

ผลลัพธ์
• งบประมาณขาดความโปร่งใส
• โครงการรัฐถูกตั้งคำถามซ้ำ
• แต่ความรับผิดแทบไม่เกิดขึ้นจริง

4️⃣ เรื่องที่ต้องพูดให้ชัด

แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ≠ แก้ มาตรา 112
• ม.112 เป็นกฎหมายอาญา ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ
• การแก้รัฐธรรมนูญ คือการแก้
• ที่มานายกฯ
• วุฒิสภา
• องค์กรอิสระ
• ระบบถ่วงดุลอำนาจ
• ต่อให้แก้รัฐธรรมนูญ ม.112 ไม่เปลี่ยนอัตโนมัติ
• หากจะเปลี่ยน ต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติแยกต่างหาก



🔑 สรุปสุดท้าย

รัฐธรรมนูญ 2560
คือปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

การแก้รัฐธรรมนูญ
ไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง
แต่คือการ
ปลดล็อกประเทศ
แก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง
ลดคอร์รัปชันเชิงระบบ
และ คืนอำนาจให้ประชาชน

ตามความหมายของคำว่า
“ประชาธิปไตย” จริง ๆ

8 กุมภาพันธ์นี้ อย่าเงียบ
#8กุมภากาเห็นชอบ

https://youtu.be/8uZKwbtp2yI?si=Nv1m8-tpVbpqgAgR
19/01/2026

https://youtu.be/8uZKwbtp2yI?si=Nv1m8-tpVbpqgAgR

ทำไมรดน้ำเท่าไหร่ต้นไม้ก็ยังตาย? หรือทำไมรดน้ำแล้วใบถึงเป็นจุด? คำตอบอาจอยู่ที่ "เวลา" ที่คุณรดน้ำครับ! 🛑 ‌...

ถ้าเราคิดแค่ปากท้องแล้วไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เราจะแก้ปัญหาชั่วลูกหลานได้ยังไง?
06/01/2026

ถ้าเราคิดแค่ปากท้องแล้วไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เราจะแก้ปัญหาชั่วลูกหลานได้ยังไง?

[ มาแก้ปากท้องด้วย Reform-driven Growth กันสักตั้ง ]


1. ทำไมประเทศไทยแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้เสียที


จากนโยบายกว่า 200 ข้อที่พรรคประชาชนเปิดช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา
https://election69.peoplesparty.or.th/policy/

ถ้าต้องสรุปเป็นคำสั้นๆ คำเดียว ผมจะเรียกทั้งหมดนี้ว่า Reform-driven Growth

ใช่ครับ ถ้าแปลเป็นไทยมันจะธรรมดามาก

จะโตด้วยการ “ปฏิรูป” เหรอ โถ ไม่เห็นตื่นเต้นเลย ไม่ว้าวเลย ใครจะสนใจ แล้วจะแก้ปากท้องได้ยังไง

ในด้านหนึ่ง คำอุทานแบบนี้เกิดอัตโนมัติเพราะคำว่า “ปฏิรูป” ถูกการเมืองไทยปู้ยี่ปู้ยำมาตลอด 20 ปีหลัง

รัฐบาลจากทุกสีพากันตั้งคณะกรรมการปฏิรูปชุดแล้วชุดเล่า

ผลิตรายงานหลายหมื่นหน้าที่ไม่ส่งผลลัพธ์รูปธรรมต่อชีวิตประชาชน แถมยังมีเนื้อหาซ้ำซ้อนกันไปมา

จนปฏิรูปกลายเป็น “คำตาย” ที่ไม่มีพลังในการสื่อสารนโยบายไปแล้ว

แต่อีกด้านหนึ่ง ประโยคอุทานที่ว่า “ไม่เห็นตื่นเต้นเลย ไม่ว้าวเลย”

ก็ชวนให้ตั้งคำถามต่อได้ว่า แล้วสังคมไทยคิดว่าการแก้ปัญหาปากท้องคืออะไรกัน

หรือเพราะเราเคยชินกับความหวือหวาจากนโยบายหาเสียงมากกว่าจะมองหาแก่นสาร

หรือเพราะเราจินตนาการไม่ออกว่า นอกจากแจกเงินกับประกาศทำโครงการใหญ่ๆ เบิ้มๆ แล้ว

โลกภายนอกเค้าแก้ปัญหาปากท้องกันได้ยังไง

- - - - - - -

2. เวียดนามกำลังจะแซงไทยด้วยการ “ปฏิรูปรัฐ”


แทบทุกวันตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เราได้ยินแต่ข่าวการเติบโตของเวียดนาม

เวียดนามจะแซงไทย

แต่ทราบไหมครับ หากต้องสรุปยุทธศาสตร์ที่ทำให้เวียดนามโตระดับ 5-8% ต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ

กลับอยู่ในคำธรรมดาๆ น่าเบื่อๆ ว่า Reform-driven Growth นี่แหละ


ตอนต้นทศวรรษ 2530 เวียดนามผงกหัวออกจากการเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก

ก็ด้วยการ “ปฏิรูปแรงจูงใจ” เปลี่ยนระบบนารวมมาให้ครัวเรือนและปัจเจกมีส่วนเป็นเจ้าของนา มีการแข่งขันด้านราคา

เมื่อรวมกับการผนวกเข้าซัพพลายเชนโลกผ่าน WTO และ FTA ผลิตภาพทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมจึงก้าวกระโดด

แต่ผลข้างเคียงที่ตามมากับการเติบโตช่วงแรกก็คือ ระบบราชการที่ขยายตัวจนเทอะทะ

Doi Moi 2.0 ระลอกล่าสุดจึงมีหัวใจอยู่ที่การ “ปฏิรูปรัฐ” หรือ state reform

ใช่ครับ เรื่องธรรมดาๆ น่าเบื่อๆ อีกแล้ว

เวียดนามปรับโครงสร้างกระทรวงจาก 22 ให้เหลือ 17

ควบรวมหน่วยงานที่ทำหน้าที่ซ้ำซ้อน ลดจำนวนจังหวัด ปรับระบบเขต

แน่นอนว่าเศรษฐกิจเวียดนามยังมีจุดอ่อนหลายด้าน โดยเฉพาะการพึ่งพาตลาดส่งออกและบริษัทข้ามชาติสูงมาก ในขณะที่กิจการท้องถิ่นมักเป็นรัฐวิสาหกิจที่ยังห่างมาตรฐานสากล

แต่ผู้กำหนดนโยบายของเวียดนามกล้ายอมรับความจริง

กล้าตัดสินใจเรื่องยากๆ อย่างการปฏิรูประบบราชการ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็น “ประเทศรายได้สูง” ในปี 2045 หรืออีก 20 ปี

ซึ่งไม่ค่อยมีใครเชื่อ

เพราะมีแต่คนคิดว่า มันจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น

- - - - - - -

3. แล้วทำไมเศรษฐกิจไทยถึงไม่โต

หันกลับมามองที่ประเทศไทยเรา

เราไม่มีเงินลงทุนหรือ...ก็ไม่ใช่

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา วัดสัดส่วนต่อจีดีพีแล้ว กลุ่มธุรกิจไทยขันแข็งขนเงินออกไปลงทุนต่างประเทศ มากกว่าทุนใหญ่ในมาเลเซีย ทุนใหญ่ในอินโดนีเซีย ทุนใหญ่ในเวียดนามเสียอีก

ถ้าทำเป็นอินโฟกราฟฟิก ก็อาจเป็นรูปเดียวที่ไทยแซงทุกชาติในอาเซียนได้

เราไม่มีที่ดินพอให้เกษตรกรทำกินหรือ...ก็ไม่ใช่

เพราะยังมีที่ดินทับซ้อน รอพิสูจน์สิทธิเพื่อเป็นโฉนดอีกอย่างน้อย 70 ล้านไร่ รอเป็นป่าอนุรักษ์อีก 30 ล้านไร่


เราไม่มีงบสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือ...ก็ไม่ใช่

รัฐไทยเคยอุดหนุนรถ EV ถึงคันละ 150,000 บาท และใช้เงินไปกับอุตสาหกรรมนี้มากกว่า 20,000 ล้านบาทแล้ว

ในเมื่อมีเงิน มีทรัพยากร มีความพยายามแล้ว

สิ่งที่ฉุดรั้งเราไว้จึงอยู่ที่วิธีการใช้เงิน วิธีการใช้รัฐ และแรงจูงใจของคนในสังคม

สังคมที่เด็กทุกคนรู้ว่า เวลามีปัญหาแล้วเส้นสาย-คอนเน็คชั่นช่วยจัดการได้ทุกอย่าง ไม่มีใครอยากตั้งใจเรียนหรอกครับ

สังคมที่ภาคธุรกิจรู้ว่า เจอ-จ่าย-จบ และมีแต่จะลงโทษหาเรื่องกับคนสุจริต ไม่มีใครอยากจ่ายภาษีหรอกครับ

และย่อมไม่มีใครลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมด้วย เพราะสุดท้าย “ได้สัมปทาน” เมื่อไหร่ ก็อิ่มสบายไปอีก 25 ปี

แล้วมีเหตุผลอะไรที่เวียดนามจะแซงไทยไปไม่ได้?

เพราะไทยจะแจกเงินกันอีกหรือ

เพราะไทยมีนโยบายล้ำๆ ว้าวๆ หรือ

ผมยืนยันว่ามีเหตุผลเดียวที่จะทำให้เวียดนามแซงไทยไม่ได้

นั่นคือ เราหนักแน่น จริงจัง กล้าทำเรื่องน่าเบื่อๆ แต่จำเป็นอย่าง Reform-driven Growth

ปฏิรูปใหญ่ เปลี่ยนรัฐ เปลี่ยนแรงจูงใจสังคม

ตั้งหลักกันใหม่ ปรับทิศทางให้ถูก แล้วเดินหน้าไปด้วยกัน

แน่นอนครับ การ Reform ที่ว่านี้ ต้องทำหลายด้านไปพร้อมกัน

ฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันก็ต้องทำ หยุดหลุมดำเศรษฐกิจ ติดปีก SME ด้วยดิจิทัลก็ต้องทำ

ปรับระบบสวัสดิการและสาธารณสุขก็ต้องทำ คืนความยุติธรรมให้สังคม และเตรียมรับโลกรวน-ภัยพิบัติก็ต้องทำ

หากพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนอยากฟังรายละเอียดเพิ่มเติม

ว่าพรรคประชาชนจะ Reform แต่ละเรื่องอย่างไร

ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมงาน “วิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน”


วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคมนี้ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

แล้วพบกันครับ

05/01/2026

"...โอกาสที่ประเทศไทยเคยมีแบบเมื่อ 10–20 ปีก่อน กำลังริบหรี่ลง หากวันนี้ไม่มีใครลุกขึ้นมาช่วยกันรื้อระบบและปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ ความหวังของเยาวชนที่จะเป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ หรือช่างฝีมือที่มีทักษะสูงและรายได้ดีอาจเลือนหายไป หากวิศวกรรุ่นพี่ไม่ช่วยปูทาง คนรุ่นใหม่ก็อาจไม่เห็นอนาคตของตนเองในประเทศนี้..."
คือ คำกล่าวของ รศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน พูดถึงหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเลือกลาออกจากอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แม้จะรับราชการมากว่า 30 ปี มุ่งหน้าเข้าสู่ถนนการเมืองร่วมกับพรรคประชาชน
จากพื้นฐานด้านวิศวกรรมอุตสาหการ เขามองการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยในมิติที่กว้างกว่าการผลิตสินค้า แต่ครอบคลุมถึงวิถีการทำธุรกิจ สิ่งแวดล้อม ระบบการศึกษา และโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมหลากหลาย แต่สิ่งที่ขาดคือการผนวกรวมอุตสาหกรรมเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างมียุทธศาสตร์
เขาย้ำว่าการกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไม่ใช่เรื่องของเอกชนฝ่ายเดียว แต่รัฐต้องใช้ขีดความสามารถของตนเข้าไปบริหารจัดการ โดยเฉพาะผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นยุทธภัณฑ์ ระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แทนที่จะซื้อมาใช้งานเพียงมิติเดียว รัฐควรใช้สิ่งเหล่านี้เป็น “หมุดหมาย” เพื่อสร้างการผลิตในประเทศ เกิดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
ตัวอย่างที่เขามักยกขึ้นมา คือการจัดซื้ออาวุธภายใต้นโยบายออฟเซต ซึ่งต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาภาคการผลิตในประเทศ แนวคิดเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับการจัดซื้อทุกประเภท ตั้งแต่ระบบขนส่ง รถขยะ ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์ หากทำได้สำเร็จ ขีดความสามารถของประเทศจะถูกยกระดับ เกิดตลาดงานที่เข้มแข็ง งานที่ท้าทาย และค่าตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่
หากรัฐสามารถสร้างอุตสาหกรรมที่ยากและซับซ้อนขึ้น นักวิชาการและวิศวกรก็จะได้ใช้ความรู้ที่สั่งสมมาอย่างเต็มที่ คนรุ่นใหม่จะต้องพัฒนาทักษะให้สูงขึ้นตามไปด้วย นี่คือจุดเริ่มต้นของการยกระดับประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

อ่าน https://www.matichon.co.th/weekly/special/article_876574

05/01/2026

คุกไทยขังใคร?
ย้อนประวัติศาสตร์
‘นักโทษ VIP’ ที่มีมาทุกยุค
เมื่อราชทัณฑ์ไม่ได้ทำเอาโมเดลตะวันตกมาใช้จริง ทำให้คุกไทยไม่ได้เป็นพื้นที่สร้างวินัยให้ผู้กระทำผิดกลับสู่สังคม แต่ดันกลายเป็นแหล่งคุมขังผู้เห็นต่างทางการเมือง และยังเปิดช่องให้มีบรรดา ‘นักโทษ VIP’ ทั้งอภิสิทธิ์ชนคนไทย รวมไปถึงชาวต่างชาติ
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่มีมาทุกยุคทุกสมัย หากย้อนประวัติศาสตร์เรือนจำไทย HEADLINE ขีดเส้นใต้ประเด็นใหญ่ โดยสำนักข่าว TODAY พูดคุยกับ ผศ.ดร. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ ‘รัฐราชทัณฑ์’ ถึงปัญหาคาราคาซังของราชทัณฑ์ไทย
[ผู้ต้องขัง VIP มีมาทุกสมัย]
ผู้ต้องขังที่มีอภิสิทธิ์กว่านักโทษทั่วไปมีมาอยู่ทุกยุคทุกสมัย ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ รัฐราชทัณฑ์ เล่าย้อนประวัติศาสตร์ให้ฟังว่า จากเอกสารเก่าก็ปรากฏ ‘คุก VIP’ มาตั้งแต่อดีต ไม่ใช่เรื่องใหม่ และแทบไม่ต่างจากปัจจุบันเท่าไหร่นัก
แม้ปัจจุบันการลงทัณฑ์ของไทยจะใช้การจำคุก ซึ่งยึดตามมาตรฐานการลงทัณฑ์แบบตะวันตก แต่หากย้อนกลับไปก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว การลงทัณฑ์ของไทยอยู่ด้วยแนวคิดทางศาสนา และวัฒนธรรมที่แฝงอยู่ในสังคมไทย เมื่อมีผู้กระทำผิด ก็ต้องให้โทษสาสม ซึ่งสังคมไทยก็ยังคงคุ้นเคยกันแบบนี้ ทำให้หลายๆ อย่างในคุกไทยก็ยังคงมีการแฝงเร้นวัฒนธรรมการลงทัณฑ์แบบดั้งเดิม
“เอาจริงๆ แล้วโดยปกติของเรานี้ เราเชื่อว่ามนุษย์เราเกิดมาไม่เท่ากัน ในวิธีคิดแบบไทยๆ ครับ เพราะว่าเราสั่งสมบุญบารมี สั่งสมกรรมดีกรรมชั่วมาไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดใครทำกรรมชั่ว ก็ต้องถูกลงโทษให้มันสาสม ซึ่งอันนี้มันคือวิธีการลงทัณฑ์แบบไทยๆ อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเลย คือสมมติถ้าเกิดการลงทัณฑ์ วิธีการลงทัณฑ์แบบไทย แบบจารีตเรา จะสัมพันธ์อยู่กับเรื่องของช่วงชั้นสถานะ ของบุคคล ถ้าเกิดเป็นชนชั้นสูง ก็จะเป็นแบบหนึ่ง ถ้าเกิดเป็นคนธรรมดา เป็นไพร่ เป็นสามัญชน ก็อีกแบบหนึ่ง ซึ่งลักษณะแบบนี้ มันสัมพันธ์กับเงื่อนไขการลงทัณฑ์แบบไทยๆ ที่มันไม่ได้เป็นแบบเดียวกับมาตรฐานแบบตะวันตก ที่ทุกอย่างมีสแตนดาร์ด มีความเสมอภาคเสมอกันภายใต้กฎหมาย” อ.ศรัญญู กล่าว
เมื่อย้อนกลับไปช่วงการปฏิรูประบบราชทัณฑ์ในช่วงแรก หรือในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5-6 ก็พบว่ามีผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้านาย ทำการปลอมธนบัตร ซึ่งแท้จริงต้องได้รับโทษจำคุก แต่กลับไม่ต้องจำคุก และให้ทำการ ‘ขังหลวง’ หรือการขังอยู่ในวังแทน
นี่เป็นสิ่งที่ อ.ศรัญญู ระบุว่า จารีตที่สัมพันธ์อยู่กับเรื่องช่วงชั้นทางสังคม ก็ปกป้องสิทธิพิเศษอะไรบางอย่างของคนชนชั้นสูง
เช่นเดียวกับนักโทษต่างชาติ ก็พบว่าในอดีต “มีสถานะที่สูงกว่านักโทษไทย” อ.ศรัญญู อธิบายว่าเนื่องจากได้รับความคุ้มครองและตัดสินโดยศาลต่างประเทศไม่ใช่ศาลไทย ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงที่สูงกว่า พร้อมได้รับอภิสิทธิ์หลายอย่าง เช่นไม่ต้องสวมเครื่องพันธนาการ ไม่ต้องสวมเครื่องแบบหรือโซ่ตรวน และพบว่ามีการปรุงอาหารหรือสั่งอาหารจากข้างนอกเข้ามาในคุกได้
[คุกมีไว้ขังคนปฏิปักษ์ต่อผู้มีอำนาจ?]
ส่วนการคุมขังนักโทษการเมือง ก็มีอยู่ในหลายยุคหลายสมัยของไทยเช่นกัน แม้ในอดีตอาจมีผู้วิจารณ์รัฐบาลอย่าง ก.ศ.ร. กุหลาบ ซึ่งถูกจำคุกและส่งไปโรงพยาบาลจิตเวช รัฐไม่ได้นิยามเป็นนักโทษการเมือง แต่มองว่าเป็นนักโทษคดีอาญา แต่การนิยามผู้ต้องขังทางการเมืองเริ่มเห็นชัดเจนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมื่อมีการออกกฎหมายหลายฉบับ และการนิรโทษกรรมทั้งคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง กบฏบวรเดช ก็มีผู้ต้องขังทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น
ในช่วงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการคุมขังคนที่มีแนวคิดอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์ โดยเกิดเป็นคุกพิเศษที่ลาดยาว แม้ว่าจะเป็นการกวาดจับนักคิดนักเขียน แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังมีอิสระในการเคลื่อนไหวทางภูมิปัญญา เช่นการเขียนหนังสือ แต่งเพลง หรือการสร้างพื้นที่เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ของฝ่ายซ้ายภายในเรือนจำ
ปัจจุบันอาจไม่มี ‘แดนการเมือง’ สำหรับคุมขังนักโทษคดีการเมืองโดยเฉพาะ แต่ก็ยังคงมีผู้ต้องหาและผู้ต้องขังทางการเมือง เช่น คดีอาญา ม.112 คดีชุมนุม และคดีความมั่นคงอยู่
“ปัญหาที่สำคัญเลยก็คือสุดท้ายแล้วเนี่ย ผู้ต้องขังทางการเมือง พวกเขาไม่ใช่นักโทษที่กระทำผิด โดยเจตนาว่าฉันจะกระทำผิดนะ แต่มันมีความมุ่งหมายทางการเมือง อาจจะต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้มันดีขึ้น ต้องการเปลี่ยนแปลงหรือว่ามีการเคลื่อนไหวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้มีอำนาจ ซึ่งในส่วนนี้เนี่ย เอาจริงๆ คือระบบราชทัณฑ์ไทย เขาไม่ต้องการรีฟอร์มของคนกลุ่มนี้ แต่เขาต้องการแยกคนกลุ่มนี้ออกจากสังคมแล้วก็ไปควบคุม แล้วก็พยายามจำกัดเสรีภาพทางความคิด เสรีภาพทางด้านร่างกาย” อ.ศรัญญู กล่าว
[ปัญหาคาราคาซัง แต่ไร้งบประมาณ]
จากเรื่องราวย้อนไปในประวัติศาสตร์ กลับมาดูปัจจุบัน ปัญหาต่างๆ ก็แทบไม่ได้ต่างจากในอดีตเลย ไม่ใช่แค่เรื่อง VIP ยังรวมไปถึงปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก และปัญหาการสร้างวินัยซึ่งยังพบว่ามีผู้กระทำผิดซ้ำเยอะมาก
อ.ศรัญญู มองว่าเป็นเพราะว่าวิวัฒนาการของราชทัณฑ์ไทย ไม่ได้เอาโมเดลตะวันตกมาใช้จริงๆ แต่นำเอาโมเดลคุกอาณานิคมมาใช้ จึงไม่มีความจำเป็นในการสร้างวินัย อีกทั้งเรื่องงบประมาณที่จำกัด บุคลากรที่น้อย แต่ต้องดูแลผู้ต้องขังจำนวนมาก จึงทำให้ทรัพยากรไม่สอดคล้องกับการจัดการ การที่ยังอยู่อย่างนี้มาได้โดยที่ไม่พังไปตั้งแต่ต้นก็ดีเท่าไหร่แล้ว
“ถามว่าถ้าเกิดเราจะต้องปรับปรุงอะไรต่างๆ ราชทัณฑ์ ผมว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่มันมีปัญหาอะไรต่างๆ ที่มันเยอะกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในส่วนนี้ราชทัณฑ์มันคือปลายทาง แต่ถ้าเกิดจะต้องทำราชทัณฑ์ให้มันดีขึ้น ต้นทางมันต้องไปด้วยกันด้วย แต่ถ้าเกิดถามว่าในราชทัณฑ์จะต้องปรับปรุงอะไร ส่วนหนึ่งผมมองว่าอย่างน้อยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ก็คือปฏิบัติผู้ต้องขังให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงจะได้ แล้วเพื่อที่จะให้ผู้ต้องขังเนี่ย เมื่อพ้นโทษไปแล้วสามารถปรับตัวเข้าสู่สังคมภายนอกได้ แล้วก็เรื่องของการฝึกอาชีพ การให้ความรู้อะไรต่างๆ ซึ่งผมว่าราชทัณฑ์ก็ทำอยู่ แต่เขาอาจจะมีข้อจำกัดอะไรต่างๆ เยอะพอสมควร” อ.ศรัญญู กล่าวทิ้งท้าย
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
#สำนักข่าวทูเดย์

ที่อยู่

Chai Nat
17000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Natt Lifestyle Memoผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Natt Lifestyle Memo:

แชร์