บ้านและที่ดินเชียงราย ราคาดี

บ้านและที่ดินเชียงราย ราคาดี รวมบ้านและที่ดินเชียงราย ราคาดี หลายแปลงนัดดูได้

23/09/2024

ภาคกลางญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหนักเป็นประวัติการณ์ ก่อน้ำท่วม-ดินถล่ม ดับแล้ว 6 สูญหาย 10

อ่านรายละเอียดในคอมเมนต์
#มติชนออนไลน์

22/09/2024

ลงโฆษณาได้หลายหลากช่องทาง

09/09/2024

"จงเลือกทำงาน
ที่ได้ทั้งความสุขและเงิน
ถ้ายังไม่เจอ
ก็ต้องพัฒนาความสามารถ
ทำตัวให้ดีพอ
ที่จะเลือกสิ่งที่เราต้องการ"
-เกรซ เฌอมาณย์ รัตนพงศ์ตระกูล-
ผู้เขียนหนังสือ BESTSELLER วิธีเป็นคน 1% ที่ "หาเงินเก่ง" ที่สุด
เริ่มต้นวันใหม่ที่ดีด้วยการอ่านหนังสือสักเล่ม
แต่ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองควรอ่านเล่มไหน
ทักมาปรึกษา THE MONEY ได้เลย
สั่งซื้อหนังสือออนไลน์ง่ายๆ ส่งตรงถึงหน้าบ้านคุณ
ได้ที่ Inbox เพจ THEMONEY
หรือคลิกลิงก์ที่อยู่ด้านล่างนี้ครับ
คลิกเลย https://lin.ee/7dvvjth8

_________________________________________

หากไม่อยากพลาดความรู้ทางการเงินและแรงบันดาลใจดี ๆ ที่มีมาเสิร์ฟทุกวัน ก็อย่าลืมกดติดตามเพจ THE MONEY

#หนังสือดี #หนังสือน่าอ่าน #ความสุข #เงิน #มนุษย์เงินเดือน

09/09/2024

อธิบาย 6 ขั้นตอน หาหุ้นปันผล ให้มีกิน มีใช้ ได้ตลอดชีวิต | MONEY LAB
เส้นทางการไปสู่อิสรภาพทางการเงินมีหลากหลายวิธี และแต่ละคนก็เลือกเส้นทางแตกต่างกันไป

แต่มีอยู่วิธีหนึ่ง ที่มีหลักการเรียบง่าย ไม่ต้องเร่งรีบ แต่ค่อย ๆ อดทนทำไปเรื่อย ๆ สักวันเราทุกคนก็สามารถไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้เหมือนกัน

วิธีที่ว่าก็คือ การลงทุนในหุ้นของบริษัทพื้นฐานดี ที่สามารถจ่ายเงินปันผลให้เรามีกินมีใช้ไปได้ ตลอดชีวิต

แล้วหลักการในการหาหุ้นแบบนี้ลงทุนเพื่อชีวิตของเรา เป็นอย่างไร ?

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

หลักการหาหุ้นปันผล ที่เราสามารถถือลงทุนไปยาว ๆ ได้ มีอยู่ 6 ข้อ

1. บริษัทต้องมีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

คุณลักษณะที่บอกว่าบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ก็อย่างเช่น

- มีคุณภาพของรายได้และกำไรที่ดี เช่น ขายสินค้าที่ลูกค้าจะต้องกลับมาซื้อซ้ำบ่อย ๆ

- ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน สินค้าและบริการของบริษัท จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

- มีแบรนด์ของสินค้าที่แข็งแกร่ง ที่ลูกค้ามักนึกถึงเป็นลำดับแรก ๆ เสมอ

- มีผู้บริหารที่เก่ง ขยัน และมีธรรมาภิบาล คอยดูแลบริษัทอยู่

- ในระยะยาว บริษัทยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีก ทำให้รายได้และกำไรของบริษัทมากขึ้น

เช่น สามารถขยายธุรกิจเข้าไปแข่งขันในตลาดใหม่ ๆ หรือสามารถปรับราคาขายสินค้าให้สูงขึ้นได้

2. บริษัทต้องมี ROE ที่สูง

ROE ย่อมาจาก Return on Equity
หรือแปลเป็นไทยว่า “ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น”

ไว้ใช้ดูว่า ผู้บริหารของบริษัทนี้สามารถนำเงินในส่วนของผู้ถือหุ้น ไปสร้างผลตอบแทนออกมา ได้ดีและคุ้มค่าแค่ไหน

บริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว ควรจะมี ROE ที่สูง อย่างน้อย 15% ขึ้นไป ได้อย่างต่อเนื่อง

3. บริษัทต้องมีหนี้น้อย

การที่บริษัทมีหนี้สินมากเกินไป ก็นับเป็นความเสี่ยงมากอย่างหนึ่ง เพราะในช่วงที่เหตุการณ์ปกติ บริษัทอาจจะสามารถทำธุรกิจต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา

แต่หากวันหนึ่ง มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น โรคระบาด วิกฤติเศรษฐกิจ ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม

ก็สามารถส่งผลให้ธุรกิจของบริษัท เจอกับปัญหาร้ายแรงจนขาดสภาพคล่อง และมีปัญหาในการชำระหนี้ได้เลย

แต่บริษัทที่มีหนี้สินน้อย มักจะผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาได้ง่ายกว่าบริษัทที่มีหนี้สินมาก

ดังนั้น ก่อนที่จะลงทุน การวิเคราะห์ความเสี่ยงเรื่องหนี้สินของบริษัท จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ

โดยเราจะใช้อัตราส่วน 2 ตัวในการวิเคราะห์เรื่องนี้

ตัวแรกเลยคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ D/E Ratio

คำนวณจาก
หนี้สินสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น

D/E Ratio ไว้ใช้เทียบว่า บริษัทมีหนี้สินรวมมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับเงินในส่วนของเจ้าของบริษัท

โดย D/E Ratio ที่อยู่ในระดับปลอดภัย ไม่ควรมากกว่า 2 เท่า ถ้ามากกว่านั้น อาจจะหมายความว่า บริษัทเริ่มมีหนี้มากเกินไป

อย่างไรก็ตาม การดูแค่ D/E Ratio อย่างเดียว ก็อาจจะไม่เหมาะสมกับธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจค้าปลีก เพราะมีหนี้สินประเภทเจ้าหนี้การค้าอยู่เยอะ

ดังนั้น เราจึงต้องใช้อัตราส่วนตัวต่อมา ดูประกอบกันไปด้วย นั่นก็คือ

อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ IBD/E Ratio

คำนวณจาก
หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย / ส่วนของผู้ถือหุ้น

IBD/E Ratio ไว้ใช้ดูว่า บริษัทมีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมดเยอะแค่ไหน เมื่อเทียบกับเงินในส่วนของเจ้าของบริษัท

โดย IBD/E Ratio ไม่ควรเกิน 1.5 เท่า เพราะถ้ามากกว่านี้ หมายความว่า บริษัทกำลังมีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยมากเกินไป

และยิ่งบริษัทมีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยมากเท่าไร เงินที่บริษัทได้มาจากการทำธุรกิจ ก็จะต้องจ่ายคืนหนี้มากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทมีหนี้เยอะในบางช่วงเวลา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีเสมอไป เพราะในบางครั้ง บริษัทจำเป็นต้องกู้เงินมาเยอะ เพื่อนำไปใช้ขยายธุรกิจ

หากธุรกิจเป็นไปด้วยดี สร้างกระแสเงินสดกลับเข้ามาให้บริษัทมากมาย อีกไม่นาน หนี้สินของบริษัทก็จะลดลงได้ โดยไม่น่าเป็นห่วงอีกต่อไป

ซึ่งวิธีที่จะไว้ใช้ดูว่า บริษัทมีความสม่ำเสมอในการสร้างกระแสเงินสดดีมากแค่ไหน จะอยู่ในข้อที่ 4

4. บริษัทต้องมีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวก และควรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กระแสเงินสดอิสระ หรือ Free Cash Flow เปรียบเสมือนเงินสดที่ไหลเข้ามาในบริษัท ที่เจ้าของจะเอาไปทำอะไรก็ได้

เพราะเป็นกระแสเงินสดที่คงเหลืออยู่ หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทุกอย่างไปหมดแล้ว

คำนวณหาได้จาก
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมการดำเนินงาน - รายจ่ายเพื่อการลงทุน

ลองมาดูตัวอย่างกัน เช่น บริษัท A มี
- กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน 1,000 ล้านบาท
- รายจ่ายเพื่อการลงทุน 500 ล้านบาท

บริษัท A จึงมีกระแสเงินสดอิสระ เท่ากับ 500 ล้านบาท

บริษัทที่แข็งแกร่ง และมีความสามารถในการแข่งขัน มักจะมีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกสม่ำเสมอ

หากบริษัทผลิตกระแสเงินสดอิสระได้มาก และเพิ่มขึ้นในทุกปีได้ด้วย บริษัทก็ยิ่งมีโอกาสจะจ่ายคืนหนี้ได้เร็วขึ้น รวมถึงจ่ายเงินปันผล และซื้อหุ้นคืน ได้มากขึ้นด้วย นั่นเอง

5. บริษัทต้องมีประวัติการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น อย่างสม่ำเสมอ

บริษัทควรมีประวัติการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอในทุกปี โดยควรจ่ายเพิ่มขึ้น อย่างน้อยเฉลี่ย 3% ขึ้นไป

เช่น ปี 2566 บริษัท A จ่ายเงินปันผล 1 บาทต่อหุ้น แต่พอในปี 2567 บริษัท A มีกำไรมากขึ้น ทำให้จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 1.05 บาทต่อหุ้น

เงินปันผลที่จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 1 บาทต่อหุ้น มาเป็น 1.05 บาทต่อหุ้น ก็คือบริษัท A จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 5% ซึ่งมากกว่า 3% เสียอีก

เหตุผลที่ใช้ 3% เป็นขั้นต่ำ ก็เพราะว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในระยะยาว อยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี

ถ้าเราลงทุนในบริษัทที่จ่ายเงินปันผลให้กับเรามากขึ้นได้เฉลี่ยประมาณ 3% ในทุกปี ก็เท่ากับว่า เราจะได้รับกระแสเงินสดในรูปเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นในทุกปี มากกว่าอัตราเงินเฟ้อ

เพราะอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2% จะกัดกินอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของเงินที่เรามีอยู่

แต่ถ้าเราลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นมากกว่าอัตราเงินเฟ้อได้ ก็เท่ากับเรากำลังมีตัวช่วยปกป้องอำนาจการจับจ่ายใช้สอยของเงินเราอยู่ นั่นเอง

และยิ่งถ้าเราได้ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปีได้สูง เราก็ยิ่งปลอดภัยจากเงินเฟ้อมากขึ้น

6. รอซื้อหุ้นในราคาที่เหมาะสม ตอนที่มีส่วนลด

ถึงตรงนี้ เราก็คงพอจะเข้าใจถึงหลักการในการหาหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ที่มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลให้เราได้มากขึ้นในทุก ๆ ปีแล้ว

สิ่งที่เราควรทำต่อไปก็คือ การซื้อหุ้นของบริษัทเหล่านี้ ในราคาที่ยุติธรรม ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง โดยเราต้องไม่ซื้อหุ้นมาในราคาที่แพงเกินไป

หรือหมายความว่า ทุกครั้งก่อนจะซื้อหุ้น เราจะต้องประเมินมูลค่าหุ้นก่อน

ซึ่งวิธีที่เหมาะสมในการใช้ประเมินมูลค่าหุ้น ก็มีอยู่หลากหลายแบบ เช่น

- ประเมินมูลค่าด้วย P/E Ratio
- ประเมินมูลค่าด้วยเงินปันผล หรือ Dividend Discount Model
- ประเมินมูลค่าด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด หรือ Discount Cash Flow Model

เมื่อเราประเมินมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทออกมาได้แล้ว เราจะต้องกำหนดส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย หรือ Margin of Safety เอาไว้เสมอด้วย

ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย มีไว้ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการวิเคราะห์ของเรา โดยเราจะต้องไม่ซื้อหุ้นของบริษัท ในราคาที่เกินกว่าที่กำหนดไว้เด็ดขาด

ตัวอย่างเช่น เราคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัท A ออกมาได้ที่ 10 บาทต่อหุ้น

เราก็อาจจะกำหนดว่า ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยในการลงทุน อยู่ที่ 50%

ดังนั้น เราก็จะซื้อหุ้นของบริษัท A ไม่เกิน 5 บาทต่อหุ้นเท่านั้น

อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ขอนำหลักการข้างต้นมากล่าวโดยสรุปอีกครั้ง

สรุปแล้ว หลักการในการลงทุนหุ้นที่จ่ายเงินปันผลดี ที่จะสร้างกระแสเงินสด ให้เราเก็บกินไปได้อย่างยาวนาน มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 ข้อ

1. หาบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้เจอ
2. บริษัทต้องมีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น สูงกว่า 15%
3. บริษัทต้องมีหนี้น้อย
4. บริษัทต้องมีกระแสเงินสดอิสระที่เป็นบวก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
5. มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น อย่างสม่ำเสมอ
6. รอซื้อหุ้น ตอนที่ราคาถูก

หากเราทำได้ดังนี้ อดทน เก็บออม และลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ อย่างมีวินัย เงินปันผลที่ได้รับมา ก็นำกลับไปลงทุนเพิ่ม ยังไม่เอาออกมาใช้

สักวันกระแสเงินสดที่เราได้จากการลงทุนในรูปของเงินปันผล ก็น่าจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรา

และวันนั้น ก็คือวันที่เราจะบอกกับตัวเองได้อย่างเต็มปากว่า “ฉันมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว..”

#ลงทุน
#หลักการลงทุน
#หุ้นปันผล

03/09/2024

ส่องเศรษฐกิจเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ทำไมถึงโตดี โตจากอะไร ? /โดย ลงทุนแมน
ประเทศเพื่อนบ้านของไทยหลาย ๆ ประเทศ ได้ประกาศตัวเลข GDP ของปี 2566 ออกมา ด้วยตัวเลขการเติบโตที่มากกว่า 5%
ตัวอย่างเช่น

- เวียดนาม GDP โต 5%
- อินโดนีเซีย GDP โต 5.1%
- ฟิลิปปินส์ GDP โต 5.5%

ทำให้หลายคนสงสัยว่า
ทำไมประเทศเหล่านี้ ถึงเติบโตได้ดี และมีของดีอะไร ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

แล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากการเติบโตนี้ได้บ้าง..
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ก่อนอื่นต้องบอกว่า จริง ๆ แล้วในปีที่ผ่านมา ประเทศเพื่อนบ้านเราทั้ง 3 ประเทศที่กล่าวมา ล้วนมี GDP ที่โตน้อยกว่าปีก่อนหน้า

โดยเฉพาะ GDP ของทั้งเวียดนามและฟิลิปปินส์นั้น ก็โตได้ต่ำกว่าที่คาดหวังด้วย ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม ด้วยตัวเลขการเติบโตที่ถือว่าสูงพอสมควร หลายคนสงสัยกันอยู่ดี ว่าเศรษฐกิจโตได้เพราะอะไรกันแน่

มาเริ่มกันที่เวียดนาม..

หลายคนอาจจะคิดว่า GDP ของเวียดนาม จะมาจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก เห็นได้จากการย้ายฐานการผลิต ตลอดจนการลงทุนจากต่างชาติ ที่ย้ายเข้าสู่เวียดนามจำนวนมาก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาคบริการ ครองแชมป์ด้านมูลค่าเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 41% ของ GDP
ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ตามมาเป็นอันดับ 2 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 38%

ซึ่งในปีที่ผ่านมา ภาคบริการของเวียดนาม ถือเป็นพระเอกหลัก ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีการเติบโตมากถึง 6.82%

เหตุผลที่ทำให้ภาคบริการของเวียดนาม มีการเติบโตสูง ก็คือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ฟื้นตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา

ซึ่งเป็นผลจากการผ่อนปรนข้อกำหนดด้านวีซ่า ให้แก่นักท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ

ถ้าถามว่านักท่องเที่ยวต่างชาติ สำคัญกับเวียดนามมากขนาดไหน ก็บอกได้เลยว่าสำคัญมาก

เพราะในช่วงก่อนการล็อกดาวน์ การท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ ในเวียดนาม ครองสัดส่วนถึง 8% ของ GDP ซึ่งน้อยกว่าไทยซึ่งอยู่ที่ 10-12% ของ GDP เพียงนิดเดียวเท่านั้น

และในปีที่ผ่านมา เวียดนามมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประมาณ 13 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่ง ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย

ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับนโยบายของภาครัฐ ที่ขยายระยะเวลาการลดหย่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 10% เป็น 8%

ทำให้ภาคการบริโภค (Consumption) ของเวียดนาม สามารถเติบโตจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ได้สำเร็จ

ซึ่งในปีที่ผ่านมา การบริโภคภายในประเทศ ก็เป็นตัวแบกการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม แทนที่การลงทุนและการส่งออก ที่ต่างก็ทำไม่ได้ตามเป้าหมาย

มาต่อที่ อินโดนีเซีย

เมื่อดูจาก GDP จะพบว่า องค์ประกอบหลักของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย มาจากการบริโภคภาคครัวเรือน (Consumption) หรือก็คือการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนในประเทศนั่นเอง โดยคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP เลยทีเดียว

ในปีที่ผ่านมา การบริโภคภาคครัวเรือนของอินโดนีเซีย ก็เติบโตได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจะชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า แต่ก็ยังขยายตัวถึง 4.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ซึ่งการเติบโตของ GDP อินโดนีเซียที่ 5% ในปีที่ผ่านมา ก็มาจากภาคส่วนนี้ถึงครึ่งหนึ่ง หรือ 2.5% เลยทีเดียว

โดยสาเหตุที่ทำให้คนอินโดนีเซีย จับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ
ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น และนโยบายช่วยเหลือต่าง ๆ จากรัฐบาล ตลอดจนการใช้จ่ายในช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

อีกทั้ง รัฐบาลของอินโดนีเซีย ก็มีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมีการพัฒนาเมืองหลวงใหม่อย่างนูซันตารา

ก็เป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้ตัวเลขการลงทุนภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น จนเป็นตัวช่วยดัน GDP มากถึง 1.4% จากการเติบโต 5% นั้น

นอกจากนี้ ภาคการผลิตของอินโดนีเซีย ก็ถือว่าเติบโตได้ค่อนข้างดีในปีที่ผ่านมา โดยสามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึง 32 เดือน และมีส่วนช่วยผลักดันการเติบโตของ GDP ถึง 1%

ซึ่งถ้าเราลองดูตัวเลข GDP ของแต่ละอุตสาหกรรม จะพบว่า อินโดนีเซียมีความโดดเด่นในด้านการผลิตมากที่สุด ตามมาด้วยการเกษตร และค้าปลีก

และอีกหนึ่งภาคธุรกิจที่มาแรงแซงทางโค้ง ก็คือภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เติบโตมากที่สุด ในปีที่ผ่านมาถึง 14%

เป็นผลจากปริมาณการส่งออก-นำเข้าสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และการเปิดรถไฟ LRT และรถไฟความเร็วสูงสายใหม่

มาถึงประเทศสุดท้ายก็คือ ฟิลิปปินส์

เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย GDP ของฟิลิปปินส์ ก็มาจากการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก เช่นเดียวกัน

GDP ของฟิลิปปินส์ มาจากการบริโภคของภาคครัวเรือน ถึง 3 ใน 4 และในปีที่ผ่านมา ส่วนนี้ก็โตกว่า 5.6% ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว

โดยมาจากการที่ฟิลิปปินส์ มีอัตราการว่างงานที่ค่อนข้างต่ำ ประกอบกับแรงงานชาวฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานอยู่ต่างประเทศ มีการส่งเงินกลับประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าถึง 1 ใน 10 ของ GDP เลยทีเดียว

และถ้าลองมาดูในส่วนภาคการบริการนั้น ก็เติบโตแรงถึง 7.2% โดยมาจากการขนส่ง บริการที่พัก และบริการด้านอาหาร ที่เติบโตสูงมาก เป็นผลมาจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าจากปีก่อน

นอกจากนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ ยังมีการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการในช่วงที่ผ่านมา

โดยตัวเลขการใช้จ่ายด้านนี้ ถือว่าสูงมากที่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว ซึ่งก็ช่วยเร่งการเติบโตของ GDP อีกทางหนึ่ง

จากที่ยกตัวอย่างมาทั้ง 3 ประเทศ จะเห็นได้ว่าการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านเรานั้น มีจุดที่คล้าย ๆ กันก็คือ
- การบริโภคภายในประเทศ และการท่องเที่ยว ที่เริ่มฟื้นตัว
- การลงทุนของภาครัฐ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ

ซึ่งก็ดูคล้ายคลึงกันกับบ้านเรา เพราะในช่วงที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจไทย หลัก ๆ ก็มาจากการบริโภคภาคครัวเรือน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-https://www.pwc.com/id/en/pwc-publications/general-publications/indonesia-economic-update.html
-https://www.mckinsey.com/featured-insights/future-of-asia/southeast-asia-quarterly-economic-review
-https://www.bps.go.id/en/pressrelease
-https://economic-research.bnpparibas.com/html/en-US/Indonesia-economy-holding-well-10/16/2023,48994
-https://www.adb.org/where-we-work/indonesia/economy
-https://arc-group.com/indonesia-economic-update-report-q4-2023/
-https://www.adb.org/where-we-work/viet-nam/economy
-https://www.gso.gov.vn/en/data-and-statistics/2024/02/socio-economic-situation-in-the-fourth-quarter-and-2023/
-https://arc-group.com/vietnam-economic-update-report-q4-2023/ -section1
-https://www.psa.gov.ph

02/09/2024

ITOCHU คือบริษัทอะไร ทำไมมีทั้ง CP และ Berkshire เป็นเจ้าของร่วมกัน | MONEY LAB
ลองนึกภาพว่า เราเปิดประตูห้องประชุมเข้าไป แล้วเจอกับคนที่รวยที่สุดในไทยอย่าง เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ และนักลงทุนระดับตำนาน อย่างคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่งอยู่ข้างใน ตอนวันประชุมผู้ถือหุ้น เราเองก็คงจะรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย

แต่แน่นอนว่าคำถามในหัวของเราที่จะตามมาคือ บริษัทนี้มีดีอะไร ถึงดึงดูดใจของทั้ง 2 มหาเศรษฐีจากคนละซีกโลก ให้มาถือหุ้นร่วมกัน

แถมทั้ง 2 มหาเศรษฐี ก็ไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะบริษัท Berkshire Hathaway ของคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์ นั้นคือผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ตามมาด้วยบริษัท CP Group ของเจ้าสัวธนินท์ ที่เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ของบริษัท

และบริษัทที่ว่านั้นก็คือ บริษัทจากญี่ปุ่นที่ชื่อว่า ITOCHU

แล้วทั้ง CP และ Berkshire Hathaway มองเห็นอะไรใน ITOCHU ถึงทุ่มเงินลงทุนมหาศาลในบริษัทนี้ ?

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

จุดเริ่มต้นของบริษัท ITOCHU ต้องย้อนกลับไปในปี 1858 สมัยที่ผู้ก่อตั้งบริษัทอย่างคุณ Chubei Itoh เริ่มทำการค้าขาย ขณะที่ยังมีอายุได้เพียง 15 ปี เท่านั้น

ต้องใช้เวลาเกือบ 200 ปี กว่าที่บริษัท ITOCHU จะขยับขยายธุรกิจเรื่อยมา จากเดิมที่เป็นเพียงบริษัทที่ค้าขายแค่ระหว่างหัวเมืองต่าง ๆ ในญี่ปุ่น

จนกลายเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศรายใหญ่แห่งหนึ่งของญี่ปุ่น โดยปัจจุบัน ITOCHU แบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 8 กลุ่มหลัก คือ..

1. ธุรกิจขายสินค้าสิ่งทอ
2. ธุรกิจขายเครื่องจักร
3. ธุรกิจเหมืองแร่
4. ธุรกิจพลังงาน และเคมีภัณฑ์
5. ธุรกิจอาหาร
6. ธุรกิจขายสินค้าทั่วไป และธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
7. ธุรกิจ ICT และการเงิน
8. กลุ่มธุรกิจใหม่ รวมถึงเครือข่ายร้านค้าสะดวกซื้อ อย่าง FamilyMart ด้วย

กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่นำสินค้าเข้ามาขายในญี่ปุ่น แบบ ITOCHU มีชื่อเรียกว่า Sogo Shosha ซึ่งธุรกิจเหล่านี้เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

เนื่องจากญี่ปุ่นมีภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ ทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัด จึงต้องมีธุรกิจ Sogo Shosha เป็นตัวกลางจัดหาสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขาย

นอกจาก ITOCHU แล้ว ในกลุ่ม Sogo Shosha เองก็ยังมีบริษัท Mitsubishi, Mitsui & Co., Sumitomo และ Marubeni ที่คอยทำหน้าที่จัดหาสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน

จุดเริ่มต้นที่ทำให้กลุ่ม CP เข้ามาถือหุ้นใน ITOCHU คือตอนที่ CP เข้าลงทุนในบริษัท Ping An Insurance Group กลุ่มบริษัทประกันที่ใหญ่ที่สุดของจีนในปี 2013

ในตอนนั้นผู้บริหารของ Ping An ต้องการแนะนำให้เจ้าสัวธนินท์ รู้จักกับคุณ Masahiro Okafuji ประธานบริษัท ITOCHU ในเวลานั้น

เมื่อเจ้าสัวธนินท์ ตรวจสอบประวัติของคุณ Okafuji ก็รู้สึกทึ่งกับความสามารถของคุณ Okafuji มาก

เพราะในเวลานั้นกลุ่มบริษัท Sogo Shosha ของญี่ปุ่น ต่างถอดใจกับธุรกิจสิ่งทอกันหมดแล้ว เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่สร้างผลกำไรให้บริษัท

แต่คุณ Okafuji กลับสามารถทำกำไรในธุรกิจสิ่งทอเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจของ ITOCHU ดูเหมือนจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่ม CP เท่าไรนัก เจ้าสัวธนินท์ จึงไม่ได้พบกับคุณ Okafuji เสียที

จนเวลาผ่านมาเกือบครึ่งปี เจ้าสัวธนินท์ มีโอกาสบินไปทำธุรกิจที่ญี่ปุ่น เขาจึงถือโอกาสเข้าพบคุณ Okafuji ด้วย

และในวันเดียวกันนั้นเอง เจ้าสัวธนินท์ ก็เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอขอซื้อหุ้น ITOCHU ในสัดส่วน 10%

แต่สุดท้ายก็ตกลงกันว่ากลุ่ม CP จะถือหุ้นใน ITOCHU ประมาณ 4.9% ส่วน ITOCHU จะถือหุ้นในบริษัท C.P. Pokphand ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง 25%

ซึ่งบริษัท C.P. Pokphand ในตลาดหุ้นฮ่องกง คือบริษัทย่อยของ CPF ซึ่งทำธุรกิจเกษตร และอาหารในประเทศเวียดนาม และจีน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในวันที่เจ้าสัวธนินท์ ตัดสินใจแลกหุ้น C.P. Pokphand กับ ITOCHU วันนั้นราคาหุ้น ITOCHU มีราคาอยู่ที่ 1,300 เยนต่อหุ้นเท่านั้น

แต่ในวันนี้ราคาหุ้น ITOCHU มีราคาหุ้นไม่ต่ำกว่า 7,000 เยน..

เวลาล่วงเลยผ่านมาจนถึงปี 2020 Berkshire Hathaway ของคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัท Sogo Shosha ของญี่ปุ่นพร้อมกันถึง 5 แห่ง

คือ ITOCHU, Marubeni, Mitsubishi, Mitsui & Co. และ Sumitomo โดยเข้าถือหุ้นบริษัทละ 5%

พร้อมกับประกาศว่าจะเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเหล่านี้สูงสุดไม่เกิน 9.9% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในแต่ละบริษัท

โดยคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยพูดถึงการเข้ามาลงทุนในกลุ่ม Sogo Shosha ทั้ง 5 บริษัทของญี่ปุ่น ว่าเป็นการลงทุนระยะยาว และยังเชื่อมั่นในอนาคตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่

นอกจากนี้บริษัททั้ง 5 แห่ง ยังมีการลงทุนออกไปยังหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย

Berkshire Hathaway เข้ามาซื้อหุ้นของ ITOCHU เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 1 ของ ITOCHU คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 7.5%

ส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ก็คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากกลุ่ม CP จากเมืองไทย ที่ถือหุ้นในสัดส่วน 4.5%

ปัจจุบัน ITOCHU มีมูลค่าบริษัท 2.6 ล้านล้านบาท เมื่อคิดจากสัดส่วนการถือหุ้นแล้ว Berkshire Hathaway มีหุ้น ITOCHU คิดเป็นมูลค่าประมาณ 198,349 ล้านบาท

ส่วนกลุ่ม CP จะมีหุ้น ITOCHU คิดเป็นมูลค่าประมาณ 118,726 ล้านบาท

แม้ทั้ง Berkshire Hathaway และกลุ่ม CP จะมีเหตุผลในการเข้าลงทุนใน ITOCHU แตกต่างกัน

แต่ผลการดำเนินงานของ ITOCHU ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ทั้ง 2 ฝ่าย ตัดสินใจถูก ที่มาถือหุ้นในบริษัทแห่งนี้ร่วมกัน

- ปี 2021 รายได้ 2,433,939 ล้านบาท กำไรสุทธิ 94,287 ล้านบาท

- ปี 2022 รายได้ 2,887,420 ล้านบาท กำไรสุทธิ 192,662 ล้านบาท

- ปี 2023 รายได้ 3,275,503 ล้านบาท กำไรสุทธิ 188,023 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า เมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นจากช่วงที่มีโรคระบาด ผลประกอบการของ ITOCHU ก็กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

และผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ก็ส่งผลทำให้ราคาหุ้นของ ITOCHU ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดในช่วงปี 2020 ถึง 350%

จนกลายเป็นหุ้นที่สร้างผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่าง Berkshire Hathaway ของคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์ และกลุ่ม CP ของเจ้าสัวธนินท์ ได้อย่างงดงาม..

#ธุรกิจ
#หุ้นนอก
#เจ้าสัวซีพี

References
-https://www.marketscreener.com/quote/stock/ITOCHU-CORPORATION-6491311/company/
-https://asia.nikkei.com/Spotlight/My-Personal-History/Dhanin-Chearavanont/Dhanin-Chearavanont-26-CP-Itochu-and-Citic-an-alliance-of-the-strong2
-http://www.cpp.hk/?route=about_profile
-https://www.itochu.com/us/en/about/history/index.html
-https://www.itochu.co.jp/en/ir/doc/annual_report/online2023/
-https://www.itochu.co.jp/en/ir/doc/annual_report/index.html
-https://forbesthailand.com/commentaries/insights/

02/09/2024

ร้านทองไทย ใครรายได้มากสุด
- แพลตฟอร์ม Blockdit Invest แอปโซเชียลแรก ที่ผู้ใช้สามารถให้ความเห็นต่อ หุ้นรายตัว ทั้งหุ้นไทย หุ้นอเมริกา ลองใช้ได้ที่ Blockdit.com/download เลือกแถบเมนู Invest

02/09/2024

ตัวอย่าง นักธุรกิจระดับโลก ที่เริ่มต้นสร้างอาณาจักรธุรกิจ หลังอายุ 40
- ติดตามลงทุนเกิร์ลฉบับกระชับรวดเร็วทันใจ ได้ที่ x.com/longtungirl

02/09/2024

ถ้าคุณไม่หาทาง ทำเงิน
ขณะที่คุณกำลังหลับ
คุณก็จะต้องทำงานไปจนตาย
- Warren Buffett -
เริ่มต้นวันใหม่ที่ดีด้วยการอ่านหนังสือสักเล่ม
แต่ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองควรอ่านเล่มไหน
ทักมาปรึกษา THE MONEY ได้เลย
สั่งซื้อหนังสือออนไลน์ง่ายๆ ส่งตรงถึงหน้าบ้านคุณ
ได้ที่ Inbox เพจ THEMONEY
คลิกเลย https://lin.ee/t644fPY
_________________________________________

หากชอบเนื้อหา The Money ก็อย่าลืมกดติดตามเพจ จะได้ไม่พลาดความรู้ดี ๆ ที่มีมาเสริฟให้ทุกวันน่ะ

ที่อยู่

พาน
Chiang Rai
57120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านและที่ดินเชียงราย ราคาดีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง บ้านและที่ดินเชียงราย ราคาดี:

แชร์