มี๊หมวย AIA คุ้มครองหมดห่วง

มี๊หมวย AIA คุ้มครองหมดห่วง วางแผนการเงิน ประกันชีวิต เกษียณ ทุนการศึกษา มรดก สุขภาพโรคร้ายแรง ประกันชีวิตควบการลงทุน
ติดต่อ : 065-4542917

19/12/2025

ประกันชีวิต เป็นสินค้าชนิดเดียวในโลกที่แปลกมากครับ
ถ้าคนซื้อรู้สึกว่าตัวเอง 'ขาดทุน' (จ่ายเบี้ยไปแล้วไม่ได้ใช้/ไม่ได้เคลม) นั่นแปลว่าคุณกำลัง 'โชคดีที่สุด'... เพราะมันหมายความว่าคุณยังมีลมหายใจ มีสุขภาพแข็งแรง และยังมีเวลาไปหาเงินได้มากกว่าค่าเบี้ยนั่นเป็นร้อยเท่าพันเท่า

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครได้ 'กำไร' จากประกันชีวิต (ได้รับสินไหมมากกว่าเบี้ยที่จ่าย) นั่นมักจะต้องแลกมาด้วย 'สิ่งที่แพงที่สุด' เสมอ... ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพที่เสียไป หรือลมหายใจที่ไม่มีวันกลับคืน
ดังนั้น ผมขอยอม 'ขาดทุนทางตัวเลข' เพื่อแลกกับ 'กำไรชีวิต' ที่ได้อยู่ดูแลคนที่เรารักไปนานๆ ดีกว่าครับ

เครดิต: นักรบกรมธรรม์

09/12/2025

เอาเหรียญบาท…ไปแลกเป็นแบงก์ร้อย มีอยู่จริงในโลกการเงิน

ถ้าใครสักคนเดินมาบอกเราว่า “เฮ้ คุณเอาเหรียญบาทมา แล้วผมจะให้แบงก์ร้อยกลับไป”
เราคงคิดว่าเขาโกหก หรือไม่ก็ตั้งใจจะหลอกเราแน่ ๆ

แต่ในโลกของการเงิน มีหนึ่งเครื่องมือที่ทำงานแบบนั้นจริง ๆ
และ Ben Feldman หนึ่งในตำนานนักขายประกันชีวิตระดับโลก ได้สรุปมันออกมาแบบสั้น กระชับ และทรงพลังที่สุดว่า

“Life insurance is the only tool that takes pennies and then guarantees dollars.”
หรือถ้าแปลเป็นภาษาเข้าใจง่ายสำหรับคนไทยก็คือ
“ประกันชีวิต คือเครื่องมือเดียวที่เอาเหรียญบาทไปแลกเป็นแบงก์ร้อย…แบบการันตี”

เพราะอะไร?

เพราะแค่เราแบ่งรายได้เพียงเล็กน้อย—เทียบเท่ากับ “เหรียญบาท” ในคำอุปมา—ไปจ่ายเป็นเบี้ยประกัน
ระบบของบริษัทประกันจะ “การันตี” ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในชีวิตขึ้น
ครอบครัวของเราจะได้รับ “แบงก์ร้อย” กลับคืนมาในรูปของเงินก้อนที่มากกว่าหลายเท่า

นี่คือพลังของการคูณมรดก
พลังของการปกป้องคนที่เรารัก
และพลังของการทำให้เงินเล็ก ๆ กลายเป็นทรัพย์สินก้อนใหญ่ได้ในทันที โดยไม่ต้องรอหลายสิบปี

เครื่องมืออะไรในโลกที่ทำแบบนี้ได้อีก?
หุ้นทำไม่ได้
คริปโตไม่การันตี
อสังหาก็ใช้เงินก้อนใหญ่

มีเพียง “ประกันชีวิต” เท่านั้น ที่เงินเล็กน้อยของวันนี้ สามารถสร้างหลักประกันที่ยิ่งใหญ่ให้ครอบครัววันหน้าได้แบบแน่นอน

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่เข้าใจมูลค่าของการปกป้อง
จะมองประกันชีวิตไม่ใช่ค่าใช้จ่าย…
แต่เป็น “ดีลที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต”

ดีลที่เอา “เหรียญบาท” ไปแลก “แบงก์ร้อย”
พร้อมการันตีผลลัพธ์ 100%

📌หมายเหตุ:
ชอบคอนเทนต์ที่มีภาพการ์ตูนแบบนี้มั๊ยครับ?
อ่านแล้วได้ไอเดียดีดี
ในการนำเสนอประกันชีวิตใช่ไหมครับ?
ผมเขียนไว้อีกเยอะเลยในหนังสือ
"เรื่องเล่าประกันชีวิตฉบับการ์ตูน"
ดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่นี่ 👇🏻
https://www.kunsue.com/shop/author/iamjeff/boxset_insurance_cartoon/

#เพจพี่ชื่อเจฟ

25/10/2025

💎 5 เหตุผลที่ “คนรวย” ใช้ประกันชีวิตสร้างมรดก

เพราะคนที่มีทรัพย์สินเยอะ…รู้ดีว่า “เงิน” ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ส่งต่อได้ แต่ “ระบบ” ที่ทำให้เงินถึงมือลูกหลานต่างหาก คือของขวัญที่แท้จริง

🏛 1. เพราะประกันชีวิตคือ “เงินสดทันที” ที่ถึงมือทายาทแน่นอน

ไม่ต้องรอขายทรัพย์ ไม่ต้องรอศาล ไม่ต้องรอแบ่งมรดก
เพียงไม่กี่วันหลังจากผู้เอาประกันจากไป บริษัทประกันก็จ่ายเงินก้อนให้ทายาททันที
นี่คือ “สภาพคล่อง” ที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาวิกฤตของครอบครัว

🛡 2. เพราะเป็น “มรดกปลอดภาษี”

เงินมรดกจากกรมธรรม์ประกันชีวิต ไม่ต้องเสียภาษีมรดก
ในขณะที่ทรัพย์สินอื่น เช่น ที่ดิน หุ้น หรือเงินฝาก ต้องผ่านกระบวนการภาษี
นี่คือเครื่องมือที่คนรวยใช้วางแผนเพื่อลูกหลานได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วย

⚖️ 3. เพราะใช้ “ประกันชีวิต” เป็นเครื่องมือจัดสมดุลมรดก

ลูกคนหนึ่งอาจได้รับกิจการ
อีกคนได้รับอสังหาริมทรัพย์
แต่ทุกคนควรได้รับ “มูลค่าเท่าเทียม”
คนรวยจึงใช้กรมธรรม์ช่วยปรับสมดุลมรดกให้ยุติธรรมและไม่เกิดความขัดแย้งในครอบครัว

💰 4. เพราะเป็น “การโอนทรัพย์สินข้ามรุ่น” ที่ง่ายที่สุด

ไม่ต้องโอนที่ดิน ไม่ต้องตั้งบริษัทลูกหลาน
เพียงระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ เงินก้อนก็จะถูกโอนให้โดยตรง
สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

🌳 5. เพราะนี่คือ “การส่งต่อคุณค่าแห่งชีวิต”

มรดกไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี
แต่มันคือ “ความตั้งใจของพ่อแม่” ที่อยากให้ลูกหลานมีอนาคตที่มั่นคง
ประกันชีวิตจึงไม่ใช่แค่เอกสาร...แต่มันคือจดหมายรักฉบับสุดท้ายจากคนที่รักที่สุด

✨ สรุป: คนรวยไม่ซื้อประกันเพราะกลัวตาย
แต่ซื้อเพราะเข้าใจว่า “ความมั่งคั่งที่แท้จริง คือการส่งต่อได้อย่างสง่างาม”

พิมพ์ "อ่านจบ"
ถ้าคุณอ่านจบ เพราะคุณคือสุดยอดนักอ่านคนหนึ่ง

สนใจร่วมทีมงานฝ่ายขายกับพี่เจฟทักอินบ๊อกซ์ หรือ Line OA:

25/10/2025
11/09/2025

🔥 “อนาคตลูก...ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าคุณ!” 🔥
อย่าคิดว่าเงินไม่สำคัญ...
เพราะวันที่ ไม่มี มันสำคัญกว่าทุกอย่าง‼️
🎓 การศึกษาดีๆ ต้องใช้เงิน
💸 อย่าใช้ชีวิตเพลินจนลืมเก็บเพื่ออนาคตลูก
เพราะโอกาส...ไม่รอใคร

01/09/2025

เลี้ยงลูก 1 คน ตั้งแต่ตั้งท้อง จนถึง อายุ 20 ปี ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ถึงจะพอ?
"เงินเดือน 200,000 บาท ไม่พอเลี้ยงลูก" ประโยคนี้อาจฟังดูเกินจริงสำหรับใครหลายคน แต่กลับสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเผชิญ โพสต์ของ นายแพทย์ธีรภัทร์ พุ่มพวง (หมออั้น) บัญชี Aun Theeraphat ที่มียอดแชร์กว่า 24,000 ครั้งบน Facebook
จุดประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความกดดันในการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบัน ที่การแข่งขันและค่านิยมทางสังคมผลักดันให้พ่อแม่ต้องทุ่มเททั้งเงินและเวลาเพื่อ "ซื้ออนาคต" ที่ดีที่สุดให้ลูก จนบางครั้งหลงลืมความสุขในปัจจุบันและเวลาอันมีค่าของครอบครัว
โพสต์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่ชนชั้นกลางจำนวนมากกำลังตกอยู่ใน "เมนูบุฟเฟต์แห่งความวิตกกังวล" ที่ต้องจ่ายเงินไปกับกิจกรรมเสริมต่างๆ มากมาย เพราะกลัวลูกจะ "เสียโอกาส" ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ลูกต้องการที่สุด อาจไม่ใช่คลาสที่ 5 หรือคลาสที่ 10 แต่เป็นเพียงเวลาของพ่อแม่ และบรรยากาศในบ้านที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่านั้นคือเด็กที่ถูกยัดเยียดทุกอย่างจนล้นอาจไม่ได้เก่งกว่าเด็กที่มีความสุขและได้ใช้เวลาตามวัย การศึกษาวิจัยทั่วโลกต่างยืนยันว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายจะเรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่ถูกกดดัน

[ เจาะลึกค่าใช้จ่าย เลี้ยงลูก 1 คน ยุคนี้ ต้องใช้เงินเท่าไหร่?]

Thairath Money จึงได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อฉายภาพ ค่าใช้จ่ายจริง ที่พ่อแม่ต้องแบกรับตั้งแต่ ตรวจพบว่าตั้งท้อง - คลอด จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อายุ 20 ปี มาให้พิจารณากัน
โดยข้อมูลเหล่านี้ ไม่ได้เป็นตัวเลขตายตัวทั้งหมด เพียงแต่เป็นค่าเฉลี่ยรวม ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพรวมของภาระทางการเงินได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายที่แท้จริงแล้ว จะขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป

[ ค่าใช้จ่ายช่วงตั้งครรภ์และคลอดบุตร ]

ก่อนที่ลูกจะลืมตาดูโลก พ่อแม่ก็มีค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยที่ต้องเตรียมไว้สำหรับการตั้งครรภ์และคลอดบุตร ตั้งแต่ค่าตรวจครรภ์ ค่าซาวด์อัลตราซาวด์ ค่าคลอด ไปจนถึงค่าห้องพักฟื้น ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากตามโรงพยาบาลและแพ็กเกจที่เลือก

- ครอบครัวทั่วไป: 25,000 - 46,000 บาท
- ครอบครัวระดับกลาง: 71,000 - 148,000 บาท
- ครอบครัวระดับสูง: 200,000 - 355,000 บาท

[ ค่าเทอมและค่าเล่าเรียน ]

ต้องยอมรับว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของการเลี้ยงลูกคือค่าเล่าเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยิ่งเลือกโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือโรงเรียนนานาชาติ ค่าใช้จ่ายยิ่งสูงตามไปด้วย

(อ่านต่อในคอมเมนต์)

#การเงินดีชีวิตดี #เลี้ยงลูก #ค่าเทอม #ค่าคลอด #ค่าใช้จ่าย #ค่าครองชีพ #เรียนพิเศษ #ประกัน

30/08/2025

“รักษาฟรี” อาจไม่ฟรีอีกต่อไป – ระบบสาธารณสุขไทยเผชิญวิกฤตขาดงบ วิกฤตเงียบที่ประชาชนยังไม่รู้ตัว

รายงานพิเศษโดย : #ข่าวเด่นประเด็นร้อน

จากเวทีสัมมนา “ทิศทางการดำเนินงานระบบบัตรทองในปัจจุบันและอนาคต”

ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังคงรู้สึกอุ่นใจกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในนาม “บัตรทอง” ซึ่งทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องควักกระเป๋า ระบบเบื้องหลังที่ทำให้บริการนี้ดำเนินต่อไปได้ กำลังเผชิญความเปราะบางอย่างรุนแรง

ข้อมูลจากเวทีสัมมนาล่าสุด เผยให้เห็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้ระบบบัตรทองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ภายใน 3 ปี หากไม่มีการปรับโครงสร้างงบประมาณและวิธีบริหารจัดการอย่างจริงจัง

#โรงพยาบาลรัฐขาดทุนสะสมเกินครึ่งประเทศ
ปัจจุบัน โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศจำนวน 218 แห่งมีเงินบำรุงติดลบ และอีก 91 แห่งมีเงินเหลือไม่ถึง 5 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าระดับที่สามารถบริหารความเสี่ยงหรือรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินใด ๆ ได้อย่างปลอดภัย

แม้ภารกิจของโรงพยาบาลรัฐจะไม่ใช่การแสวงหากำไร แต่การขาดทุนสะสมต่อเนื่องโดยไม่มีแนวทางชดเชยหรืองบประมาณที่เพียงพอ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพบริการและเสถียรภาพของระบบ

จ่ายน้อยกว่าทุน…ใครคือผู้แบกรับความเสี่ยง?
หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ “ต้นทุนการรักษาจริง” กับ “อัตราการเบิกจ่ายจาก สปสช.” ที่ไม่สมดุล โดยต้นทุนเฉลี่ยของการรักษาผู้ป่วยในหนึ่งรายอยู่ที่ประมาณ 13,000 บาท ขณะที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายให้เพียง 7,100 บาท (ข้อมูลปี 2568)

ส่วนต่างที่เกิดขึ้นนี้ โรงพยาบาลต้องเป็นผู้รับภาระเอง และในสถานการณ์ที่ขาดงบอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลหลายแห่งกำลังอยู่ในภาวะ “ล้มละลายเชิงระบบ” โดยไม่มีทางออกที่ชัดเจน

นโยบายดี แต่ไม่มีงบรองรับ
บริการเสริมใหม่ ๆ ที่ตั้งใจลดความแออัด เช่น การส่งยาถึงบ้าน การเจาะเลือดที่บ้าน หรือให้ผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน เป็นแนวคิดที่ดี แต่หากไม่มีงบประมาณรองรับอย่างเพียงพอ อาจกลายเป็นภาระเพิ่มของหน่วยบริการแทนที่จะเป็นทางออก

ในขณะที่ผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาลรัฐต้องรอเตียง ICU หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างจำกัด งบประมาณกลับถูกจัดสรรไปยังบริการที่ “เบา” และต้นทุนต่ำ ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัญหาการจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบาย

#งบบัตรทองหายไปครึ่งในเวลา 3 ปี
หลังวิกฤตโควิด-19 งบบัตรทองเคยอยู่ในระดับสูงสุดที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา งบดังกล่าวลดลงปีละเกือบ 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือเพียง 40,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะ “หมด” ในไม่เกิน 3 ปี หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากบุคลากรในระบบให้ยอมรับปัญหาและหาทางอุดช่องโหว่ แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่ปรากฏแนวนโยบายที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจในการบริหารงบประมาณระดับประเทศ

#ข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคสนาม
จากเวทีสัมมนา มีข้อเสนอเพื่อแก้วิกฤตระบบสาธารณสุขและหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนี้:

✅ ปรับอัตราการชดเชยค่ารักษาให้สะท้อนต้นทุนจริง

✅ ยุติการเพิ่มสิทธิประโยชน์โดยไม่มีแหล่งงบรองรับ

✅ จัดตั้ง “กองทุนพยุงโรงพยาบาลที่ขาดทุน” เพื่อไม่ให้ระบบพังล้มแบบลูกโซ่

✅ ใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมตามระดับความรุนแรงของผู้ป่วย

✅ ทำให้ทุกนโยบายใหม่ต้องเปิดเผยว่าใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

#ถึงเวลาพูดความจริงกับประชาชน

ความเข้าใจผิดที่ว่า “ทุกอย่างฟรี” โดยไม่เข้าใจว่าทุกระบบต้องมีคนแบกรับต้นทุน อาจทำให้สังคมไทยมองข้ามวิกฤตที่กำลังจะมาถึง

หากไม่เริ่ม “พูดความจริง” กับประชาชน และวางแผนแก้ไขอย่างจริงจัง วันนี้ ระบบ “รักษาฟรี” ที่เคยเป็นต้นแบบความสำเร็จของไทยในสายตานานาชาติ อาจกลายเป็นเพียงความทรงจำในเวลาอันใกล้

อ้างอิง : https://www.facebook.com/photo/?fbid=24576158145334474&set=a.198402560203372

30/08/2025
28/08/2025
22/08/2025

ผมโสด ไม่มีภาระ ไม่ต้องเลี้ยงดูใคร ประกันชีวิตจึงไม่จำเป็น

ตัวแทน: เรื่องนั้นผมเห็นด้วย 100% เลยครับ เพราะว่าวันนี้ หากคนโสดจากโลกนี้ไป ย่อมไม่มีใครเดือดร้อนแน่นอน ในมุมนี้ประกันชีวิตจึงไม่มีความจำเป็นสำหรับคนโสดเลย ถูกไหมครับ?

เรียนถาม คุณผู้มุ่งหวังครับ กว่าคุณเรียนจบมาใช้เวลากี่ปีครับ?

ผู้มุ่งหวัง: เป็นสิบปี ยี่สิบปีนะ

ตัวแทน: คุณผู้มุ่งหวังใช้เงินไปเยอะไหมครับกับการศึกษา?

ผู้มุ่งหวัง: ก็เยอะอยู่นะ

ตัวแทน: ซึ่งนั่นยังไม่รวมค่ากินค่าอยู่ ค่าเสื้อผ้า ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เลยถูกไหมครับ
ถามตรงๆ ครับว่า ค่าใช้จ่ายพวกนี้ คุณเป็นคนหามาจ่ายเอง หรือมีคนออกค่าใช้จ่ายให้ครับ??

ผู้มุ่งหวัง: พ่อแม่ผมออกให้สิ

ตัวแทน: ไม่รู้คุณเชื่อแบบผมไหมว่า การที่พ่อแม่ของเราส่งเสียเราเรียน ท่านไม่เคยหวังอะไรจากเรา ท่านไม่เคยหวังให้เราต้องมาตอบแทน ท่านทำไปก็เพราะว่า “รักเราด้วยความบริสุทธิ์ใจ”

ผมเคยดูคลิปวิดีโอหนึ่งของ อ.จตุพล ชมพูนิช
ท่านพูดได้ลึกซึ้งมากๆ ว่า

วันที่เราไม่มีเงิน เพื่อนมาหยิบยื่นให้
เรารู้สึกซาบซึ้งใจว่า เพื่อนเป็นคนมีน้ำใจ
แล้วคนที่เลี้ยงดูเรามาทั้งชีวิต ส่งเสียเรามาจนกระทั่งจบการศึกษา
หมดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ คนนั้นคือใครครับ?

วันที่เราป่วยไข้ เพื่อนมาเยี่ยมครั้งนึง แล้วก็หายไป
เรารู้สึกซาบซึ้งใจว่า เพื่อนไม่ลืมเรา
แล้วที่คนดูแลเรามาทั้งชีวิต ป้อนข้าวป้อนน้ำเราเวลาป่วยไข้
บางคนประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ เขาก็ยังอยู่ดูแลตลอดไป
เขาคนนั้น คือใครครับ

วันที่เรามีความรัก
คนที่เรารักเหมือนลมหายใจ เหมือนทั้งชีวิต
แต่วันที่เขาเดินจากไป เพราะเขาไม่รักเราแล้ว เราเหมือนจะเป็นจะตาย
เราบอกเราจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา
แล้วคนที่รักเรามาทั้งชีวิต เรากลับ ไม่สนใจ
แต่เรายอมตายเพื่อใครสักคน ที่ไม่ได้รักเรา

วันนี้เวลากินข้าว แม่จะให้เรากินส่วนที่อร่อยที่สุด ดีที่สุด
ส่วนแม่กินอะไรก็ได้
วันนี้เรากินอาหารอร่อยที่สุด เราคิดถึงใครครับ

เสื้อผ้าใหม่ของเรา คือการไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ของแม่
แม่ใส่อะไรก็ได้ แต่ถ้าลูกอยากได้ของใหม่ แม่ก็ยินดีซื้อให้
วันนี้เราซื้อเสื้อผ้าใหม่ เราคิดถึงใครครับ

สำหรับผมนะ ผมเชื่อว่า ความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่
อย่าว่าแต่แค่ส่งเสียเรียนหนังสือเลย ชีวิตของท่าน ท่านก็ให้เราได้ ท่านตายแทนเราได้
คุณเชื่อแบบผมไหมครับ?

(ถ้าคุณพูดได้ดี สื่อถึงความรักได้อย่างงดงาม ผู้มุ่งหวังจะมีท่าทีอ่อนลง)

ผู้มุ่งหวัง: อืม..เห็นด้วยครับ

ตัวแทน: พ่อแม่ของเรา ท่านอายุมากกว่าเรา จำเป็นเสมอไปไหมครับ ที่ท่านต้องจากเราไปก่อน?

หากโลกกลับตาลปัตร เราต้องจากท่านไปก่อน
ผมขอถามคุณจากใจ ในฐานะคนเป็นลูกเหมือนกัน
คุณอยากจากโลกนี้ไปแบบค่าตัวกลายเป็นศูนย์
หรือ
ไปแบบมีค่าตัว มีเงินสดสัก 1,000,000 บาท เพื่อตอบค่าน้ำนมให้ท่านทั้งสอง ที่มีความอุตสาหะเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่ เงินก้อนนี้จะเลี้ยงดูท่านเสมือนหนึ่งคุณอยู่ดูแลท่านด้วยตัวคุณเอง

แบบไหนดีกว่ากันครับ?

คุณออมปีละ 3% ของวงเงินตอบแทนค่าน้ำนมที่คุณต้องการ
เช่น ออม 15,000 บาทต่อปี จะได้วงเงินตอบแทนค่าน้ำนมบิดามารดา 500,000 บาท
ออม 30,000 บาทต่อปี จะได้วงเงินตอบแทนค่าน้ำนมบิดามารดา 1,000,000 บาท

หากเกิดอะไรขึ้นก่อน เงินสดๆ นี้ถูกส่งมอบให้คุณพ่อคุณแม่

หาก ทุกอย่างดำเนินไปตามวัฏจักรของโลก ไม่เกิดอะไรขึ้น เงินทั้งหมดที่คุณออมเข้ามา บริษัทจะคืนให้คุณไว้ใช้ยามเกษียณ

เห็นด้วยไหมครับว่า หากเป็นแบบนี้คุณก็ ชนะ - ชนะ ทั้งสองทาง
ได้ทั้งตอบแทนค่าน้ำนมบิดามารดา และ สร้างเงินให้ตัวเองใช้ยามเกษียณ

คุณอยากสร้างวงเงินเพื่อค่าน้ำนมคุณพ่อคุณแม่
ที่วงเงิน 500,000 หรือ 1,000,000 บาทดีครับ?

พิมพ์ "มีประโยชน์ "
ถ้าบทความนี้มีประโยชน์กับคุณ

เขียนโดยพี่เจฟ

ที่อยู่

427/4 ม. 5
Chon Buri
20000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มี๊หมวย AIA คุ้มครองหมดห่วงผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์