07/07/2026
เคสนี้ผมนึกถึงเคสของคุณแม่ผมเลยครับ
ผมมาเป็นตัวแทนประกันเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว
แต่ตอนนั้นคุณแม่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว
ทั้งเบาหวาน
ความดัน
และเคยเป็น Stroke
ทำให้คุณแม่ไม่สามารถทำประกันสุขภาพ
หรือประกันโรคร้ายแรงได้แล้ว
ตอนนั้นผมเองก็เป็นข้าราชการ
เลยเคยคิดเหมือนกันว่า
สิทธิ์รักษาที่มีอยู่ “น่าจะเพียงพอแล้ว”
จนวันหนึ่งคุณแม่ป่วยเพิ่ม
เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ต้องทำหัตถการสวนเส้นเลือดทางขา
เพื่อฝังเครื่องช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจ
ตรงนั้นเองที่ทำให้ผมเพิ่งเข้าใจว่า…
แม้จะมีสิทธิ์ข้าราชการ
ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีส่วนเกินเลยทุกกรณี
ครั้งนั้นโรงพยาบาลแจ้งให้เตรียมเงินไว้ประมาณ 30,000 บาท
แต่ยอดที่เรียกเก็บจริงประมาณ 22,000 บาท
ผมไม่ได้ร้องเรียนอะไรครับ
เพราะเอกสารที่โรงพยาบาลให้มา
ระบุเหตุผลค่อนข้างชัดเจนว่า
ส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบเอง
เคสนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า
“สิทธิ์รักษา” กับ “การวางแผนค่าใช้จ่ายส่วนเกิน”
เป็นคนละเรื่องกัน
มีสิทธิ์รักษาเป็นเรื่องดีมากครับ
แต่ถ้ามีโอกาสวางแผนเพิ่มได้ตั้งแต่ตอนที่สุขภาพยังรับประกันได้
บางครั้งมันช่วยลดภาระในวันที่ต้องใช้จริงได้มากกว่าที่คิด
🫀 “ไม่มีเงินก็ผ่าไม่ได้?” สธ.-สปสช.แจงปมผู้ป่วยบัตรทองถูก รพ.รัฐ เรียกมัดจำ 3 หมื่น
ผู้ป่วยบัตรทอง จ.ยะลา ถูกเรียกมัดจำ 3 หมื่นก่อนผ่าตัด สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง งบไม่ทันต้นทุนรักษา “ปลัด สธ.” แจง “ค่าสเตนต์แพง” เร่งหาทางอุดช่องว่างงบประมาณ “รมว.สธ.” ย้ำ โรงพยาบาลควรหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บผู้ป่วย “เลขาฯ สปสช.” ยอมรับ ต้องทบทวนอัตราชดเชยให้สอดคล้องเทคโนโลยี
กรณี “สมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เปิดเผยเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวผู้ป่วยวัย 76 ปี ในจังหวัดยะลา ซึ่งใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) แต่ถูกโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า 30,000 บาท ก่อนเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง โดยอ้างว่า หากไม่วางเงินจะไม่สามารถเข้าห้องผ่าตัดได้ ส่งผลให้ครอบครัวซึ่งประกอบอาชีพรับจ้างกรีดยาง รายได้เพียงวันละประมาณ 300 บาท ต้องเร่งกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปัญหาการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยสิทธิบัตรทองในลักษณะดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นในหลายแผนกของโรงพยาบาล และมีผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นต้องผ่าตัดสมองเร่งด่วน ต้องหาเงินมาชำระก่อนเข้ารับการรักษา สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ควรได้รับการรักษาภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพ
◤ ปลัด สธ.แจง โรงพยาบาลขาดทุนจากค่าสเตนต์รายละกว่า 3 หมื่นบาท
เมื่อวานนี้ (6 ก.ค. 69) หลังการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้ง 7/2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์สื่อ ชี้แจงว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวป่วยด้วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ซึ่งตามสิทธิประโยชน์ของ สปสช. สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดแบบเปิด ซึ่งยังอยู่ในสิทธิการรักษา
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยกว่า คือ การใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือด (Stent Graft) ผ่านสายสวน ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เนื่องจากไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
“ผู้ป่วยรายนี้อายุมากแล้ว 76 ปี แพทย์จึงเลือกใช้วิธีใส่สเตนต์ เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการผ่าตัดเปิด” นพ.สมฤกษ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่ราคาของอุปกรณ์ โดยสเตนต์มีราคาประมาณ 200,000-300,000 บาทต่อราย ขณะที่อัตราชดเชยของ สปสช. ยังต่ำกว่าต้นทุนจริงประมาณ 30,000 บาท ทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระส่วนต่างเอง
ปลัด สธ. เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลในจังหวัดยะลาให้บริการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวประมาณ 230-240 ราย และต้องนำเงินจากแหล่งอื่นมาชดเชยค่ารักษารวมกว่า 4.5-5 ล้านบาท ส่งผลให้โรงพยาบาลเริ่มขอความร่วมมือให้ผู้ป่วยร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน
“กรณีนี้จึงเป็นการขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย ไม่ใช่เพราะโรงพยาบาลไม่รักษา แต่เป็นผลจากต้นทุนอุปกรณ์ที่สูงกว่างบที่ได้รับ”
◤ ชี้โรงพยาบาลหลายแห่งก็เก็บร่วมจ่าย
นพ.สมฤกษ์ ระบุว่า การร่วมจ่ายในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงพยาบาลในจังหวัดยะลา แต่โรงเรียนแพทย์หลายแห่งก็มีการเรียกเก็บเงินร่วมจ่ายประมาณ 30,000-50,000 บาทเช่นกัน เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับไม่ครอบคลุมต้นทุนของอุปกรณ์
อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่มีเงินจริง โรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็จะใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นมาช่วยเหลือ ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนต่อเนื่อง
“เรื่องนี้สะท้อนว่าควรมีกลไกให้ผู้ให้บริการกับ สปสช. สามารถหารือและปรับอัตราชดเชยได้รวดเร็วขึ้น ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อหรือราคาเครื่องมือแพทย์ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว”
◤ รมว.สธ.ย้ำ โรงพยาบาลควรหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บผู้ป่วย
ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปัญหาลักษณะนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อหาแนวทางแก้ไข
“ตัวเลขงบประมาณที่ต้องปรับจริง ๆ ไม่ได้มากนัก สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้สามารถปรับระบบได้รวดเร็ว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนคณะกรรมการจำนวนมากจนล่าช้า”
สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า โรงพยาบาลควรพยายามหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย และขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่งใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ
“โรงพยาบาลพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าสุขภาพการเงินของโรงพยาบาลหลายแห่งมีข้อจำกัด หากสามารถปรับงบประมาณให้เหมาะสมมากขึ้น ปัญหาลักษณะนี้ก็น่าจะลดลง”
◤ เลขาฯ สปสช.ยอมรับ ต้องทบทวนอัตราชดเชยให้สอดคล้องเทคโนโลยี
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. อธิบายว่า การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ โรงพยาบาลสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ 2 ส่วน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลในระบบ DRG และค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์
ปัจจุบัน สปสช. ชดเชยค่าสเตนต์ประมาณ 200,000 บาท ขณะที่ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการของกรมบัญชีกลางเบิกได้ประมาณ 220,000 บาท แม้ตัวเลขจะต่างกันไม่มาก แต่เมื่อรวมค่ารักษาอื่น ๆ แล้ว โรงพยาบาลมองว่าภาพรวมของงบประมาณยังต่ำกว่าต้นทุนจริง
นพ.จเด็จ กล่าวว่า เบื้องต้นได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่า หากเป็นหัตถการแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive) ซึ่งให้ผลการรักษาดีกว่าและลดความเสี่ยงของผู้ป่วย ก็ควรมีการทบทวนแนวทางการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อจูงใจให้โรงพยาบาลเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ
◤ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง งบไม่ทันต้นทุนเทคโนโลยี
กรณีผู้ป่วยบัตรทองในจังหวัดยะลา ถูกเรียกเก็บเงินมัดจำก่อนเข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบหลักประกันสุขภาพ เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่การปรับอัตราชดเชยยังไม่ทันต่อราคาจริงของอุปกรณ์ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุน หรือบางแห่งเริ่มขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย
ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ยืนยันว่าจะเร่งหารือเพื่อปรับระบบงบประมาณและอัตราชดเชยให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษา โดยมีเป้าหมายลดภาระของโรงพยาบาล ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยไม่ให้ถูกปฏิเสธหรือถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินกว่าหลักเกณฑ์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.
#เก็บตกจากวชิรวิทย์ #นักข่าวสาธารณสุข