Family Wealth - การเงินของคนรักครอบครัว

Family Wealth - การเงินของคนรักครอบครัว แชร์เรื่องราว มุมมอง และการเงินของคนรักครอบครัว

22/07/2026

☑ Check List ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้
หากอยากให้ลูกเรียนอินเตอร์แบบปลอดภัยในระยะยาว
คุณทำข้อไหนกันแล้วบ้างคะ ?

พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกมี “ต้นทุนชีวิตที่ดี”
อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ได้ใช้ภาษา
อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่เด็ก ได้ค้นพบตัวเอง
และมีโอกาสเลือกทางเดินชีวิตได้มากขึ้น
จึงเลือกให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์
หรือโรงเรียนแบบที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะให้ได้

แต่เราเคยถามตัวเองกันไหมคะว่า…
วันนี้ได้เตรียมเงินสำหรับอนาคตของลูก
อย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง และถ้าวันนึง
คุณให้ลูกเข้าโรงเรียนที่ตั้งใจไว้ได้แล้ว
แต่กลับเกิดเรื่องบางอย่างที่อาจกระทบ
กับอนาคตของลูกขึ้นมา
คุณจะทำอย่างไร ?



และเราจะเตรียมเงินอย่างไร
ให้ปลอดภัยทั้งอนาคตของลูก
และอนาคตของคุณด้วยค่ะ

-----------------------------------

ตอนนี้โรงเรียนอินเตอร์ส่วนใหญ่มีค่าเทอม เริ่มต้น
Pre-Nursery ที่ 200,000 – 400,000 ต่อปี
ขณะที่โรงเรียนนานาชาติระดับ Top Tier 🏫
อาจเริ่มต้นที่ครึ่งล้าน และสูงขึ้นตามระดับชั้นเรียน
ไปจนถึงมากกว่า 1,000,000 บาทต่อปี
นี่ยังไม่รวมค่าแรกเข้า ค่ากิจกรรม
ค่าเรียนพิเศษ ดนตรี หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เลยนะคะ

คำถามที่เราต้องตอบให้ได้ก่อนเลย
จึงไม่ใช่แค่ “จะจ่ายค่าเทอมไหวไหม”
แต่ยังต้องวางแผนระยะยาวว่า
“จะส่งลูกเรียนจนจบ แบบปลอดภัย” ได้ยังไง

นี่เลยเป็น Check List 7 ข้อ ที่จะเปลี่ยน
“ความไม่แน่นอน” ให้กลายเป็น
“แผนที่ปลอดภัย” สำหรับการศึกษาลูกได้เลยค่ะ

---------------------------

1. เลือกประเภทของโรงเรียน “ก่อน” เริ่มเก็บเงิน 🏫

อย่าเพิ่งคิดว่าต้องเก็บเดือนละเท่าไร
แต่ให้คิดก่อนว่าคุณอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนแบบไหน
จะเป็นโรงเรียน Bilingual โรงเรียนนานาชาติระดับกลาง
หรือระดับ Top Tier เพราะแต่ละทางเลือก
มีค่าใช้จ่ายที่ต่างกันหลายแสนบาทต่อปี


เมื่อเป้าหมายชัด ตัวเลขจึงจะชัด และเมื่อตัวเลขชัด
คุณถึงจะเริ่มลงมือเก็บเงินได้จริง
และอาจทำให้ต้องปรับระดับของโรงเรียน
ให้เหมาะกับเงินที่จะเก็บได้ด้วยค่ะ


---------------------------

2. คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด “ไม่ใช่” แค่ค่าเทอม 💰
ค่าใช้จ่ายในการเรียน จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ


- ค่าใช้จ่ายจำเป็น (Need) ก็คือ ค่าเทอม
ค่าแรกเข้า ค่ามัดจำ ค่าชุดยูนิฟอร์ม
ชุดว่ายน้ำ อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียน

- ค่าใช้จ่ายเสริม (Want) ก็คือ ค่ากิจกรรม
ค่าเรียนดนตรี ค่าเรียนเสริมพิเศษ
และซัมเมอร์โปรแกรม

พอคำนวณออกมาแล้ว จะต้องเผื่อไว้อีกนิดหน่อย
สำหรับค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เราอาจนึกไม่ถึงในตอนนี้
และที่สำคัญคือ อย่าลืมคำนวณเงินเฟ้อการศึกษา
ที่ต้องคิดแบบทบต้นไปอีก 3-5% ในทุกปีเข้าไปด้วยนะคะ

ซึ่งคิดคร่าวๆ อาจจะสูงกว่าตัวเลขตั้งต้น
อยู่ที่ 50 - 100% เลยค่ะ เงินก้อนนี้แหละ
จึงจะเป็นเงินที่เราต้องเตรียมวางแผนเก็บต่อไป

---------------------------

3. “แยก” เงินค่าการศึกษาของลูก 🫙
ออกจากเงินก้อนอื่นอย่างชัดเจน

เงินที่เตรียมไว้ให้ลูก ไม่ควรเอาไปรวมกับ
เงินสำหรับเป้าหมายอย่างอื่น เช่น
ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินสำรอง
หรือเงินเกษียณของพ่อแม่
แต่ควรแยกเก็บให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการ

📌 แยกเก็บเป็นบัญชีอื่น
อาจแยกเก็บอีกธนาคารนึง
หรือเปิดบัญชีแยกอีกอันนึง
แยกเป้าหมายการลงทุนเป็นอีกชื่อนึงใน Port ลงทุน
หลาย Application ที่ใช้ในการลงทุน
สามารถแยกเป้าหมายตามต้องการได้
เช่น เงินเก็บค่าเทอมลูก
ภายใต้ชื่อบัญชีเดียวกัน
ทำให้เงินไม่ปนกัน

📌 ทำบัญชี หรือเก็บข้อมูลแยกเอาไว้ให้รู้ว่า
เงินก้อนนี้สำหรับการศึกษาของลูกเท่านั้น
การแยกเก็บแบบนี้ จะทำให้เราไม่ใช้เงิน
สำหรับอนาคตของลูกเพื่อแก้ปัญหาวันนี้
และไม่ปนกับเงินสำหรับอนาคตของพ่อแม่เองด้วยค่ะ

---------------------------



4. “เริ่มให้เร็ว” จะทำให้การเก็บเงินง่ายขึ้น 🌱

หากตั้งเป้าเก็บเงินค่าเรียนลูก 10 ล้านบาท
โดยมีเวลาทะยอยเก็บ 15 ปี
ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 4% ต่อปี
คุณต้องเก็บประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน
แต่หากเหลือเวลา 10 ปี ตัวเลขก็จะเพิ่ม
เป็นประมาณ 67,000 บาทต่อเดือน
และถ้าเหลือเพียง 5 ปี
ภาระจะหนักขึ้นหลายเท่าทันที
เห็นไหมคะว่า การเก็บเงินจะง่ายขึ้นมาก
เพียงแค่เราเริ่มเก็บให้เร็วขึ้น

---------------------------

5. แบ่งเงิน “ตามช่วงเวลา” ที่ต้องใช้ ⏳

💰 เงินที่จะใช้ใน 1–3 ปี ควรอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ
เพราะหากเกิดอะไรขึ้น คุณต้องใช้เงินก้อนนี้
โดยไม่มีเวลารอให้ตลาดฟื้น

💰 เงินที่ยังมีเวลา 5–10 ปี
อาจลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงขึ้นได้
อาจแบ่งพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงสูง ต่อ เสี่ยงต่ำ
เป็น 20/80 หรือ 30/70
ให้มีโอกาสรับผลตอบแทนได้มากขึ้น

💰 ส่วนเงินที่ยังไม่ใช้ในอีก 10 ปีขึ้นไป
จึงค่อยพิจารณาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น
มีโอกาสเติบโต โดยต้องอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ครอบครัวรับได้


📌 ข้อควรระวัง คือ อย่าลงทุนตามกระแส
ลงทุนตามเพื่อน หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่คุณไม่เข้าใจ
ไม่งั้นเงินอาจหายไปได้ในพริบตา

---------------------------

6. เตรียม “แผนสำรอง” หากรายได้ของพ่อแม่หยุดลง
หรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน 🛡️

ลองถามตัวเองว่า ถ้าพ่อแม่ ที่เป็นคนหารายได้เข้าบ้าน
เกิดทำงานไมได้ ป่วยหนัก หรือเสียชีวิต
ลูกจะยังเรียนต่อได้ตามที่เราตั้งใจไว้ไหม?

การเตรียมการศึกษาของลูก หรือ
Education Fund จึงไม่ใช่แค่การเก็บเงิน
หรือการลงทุน แต่ต้องมีการปกป้องอนาคตของลูก
และอนาคตของตัวเอง
ด้วยประกันเท่าที่จำเป็น เช่น

🛡️ ประกันชีวิต หากเราจากไปก่อน
เงินก้อนนี้จะส่งลูกต่อแทนเรา
ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกจะมี
อนาคตที่ดีตามที่เราตั้งใจเอาไว้


🛡️ ประกันโรคร้ายแรง หรือประกันทุพพลภาพ
เพื่อดูแลพ่อแม่เองในวันที่ทำงานไม่ได้
จะได้ไม่กระทบกับเงินที่เตรียมไว้สำหรับการศึกษาของลูก
หรือแม้แต่จ่ายเป็นค่าเทอมแทนได้

---------------------------

7. ตั้งเป้าเป็น “ขั้นบันได” ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ 🪜

เมื่อเห็นตัวเลข 10 หรือ 15 ล้านบาท
อย่าเพิ่งถอดใจ
คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินครบทั้งหมดในวันนี้
แต่ต้องเริ่มวางระบบเก็บเงิน
Education Fund ตั้งแต่วันนี้ต่างหาก

เริ่มจากค่าแรกเข้า และค่าเทอม 3-7 ปีแรกก่อน
แล้วค่อยขยายไปถึงประถมกลาง-ปลาย
มัธยม และมหาวิทยาลัย

เงินเริ่มต้นที่คุณมี จะสามารถเติบโตและ
มั่นคงขึ้นได้จากการเก็บ การลงทุน
และการทบทวนแผนอย่างต่อเนื่องทุกปี

---------------------------

พ่อแม่อย่างเรา เมื่อมีลูกแล้ว
ก็อยากดูแลเค้าให้ดีที่สุด
เท่าที่พ่อแม่คนนึงจะทำได้
ซึ่งการเริ่มวางแผนให้ดี
ยิ่งเริ่มได้เร็วแค่ไหน
ก็ยิ่งทำให้เกิดภาพที่ชัดเจนได้มากขึ้นเท่านั้น


เปลี่ยนภาพในความคิดให้เป็นตัวเลข
เปลี่ยนตัวเลขให้เป็นแผน
และเปลี่ยนแผนให้เป็นการลงมือทำ

และอย่าลืมว่า นอกจากอนาคตของลูกแล้ว
คุณก็มีอนาคตของตัวเองที่ต้องวางแผนด้วยเช่นกัน
เพราะชีวิตที่ดีของลูก ไม่ควรแลกมา
ด้วยความเสี่ยงทางการเงินของพ่อแม่นะคะ


บทความนี้เขียนโดย
คุณแอน สุดารัตน์ บริสุทธนะกุล FChFP
Junior Wealth Advisor
Siam Wealth Management

#วางแผนการศึกษาบุตร
#ส่งลูกเรียนอินเตอร์

#คิดเรื่องชีวิตคิดถึงเรา

22/07/2026

4 วิธีการสอนลูกออมเงินเริ่มง่ายๆ จากกระปุกออมสิน

📌 วิธีที่หนึ่งคือเลือกกระปุกแบบที่เค้าชอบ
หรือถ้าเป็นไปได้อยากให้เป็นแบบใสหรือเห็นข้างใน
เพราะถ้าเค้าออมเงินของเค้าแล้ว
เค้าเห็นการเติบโตของเงินในกระปุกที่เค้าหยอดลงทุกวัน
จะทำให้เด็กมีกำลังใจและความพยายาม
เป็นการกระตุ้นอย่างนึงที่ทำให้
เด็กอยากเก็บเงินนั่นเองครับและ
จะทำให้เขาอ่ะสามารถสัมผัสเงินออมของตัวเองจริงได้



📌 อย่างที่สองแนะนำแยกเป็นกระปุกเป้าหมาย 3 กระปุก
- กระปุกที่หนึ่งคือเงินเก็บเป็นเงินส่วนที่เก็บ
ห้ามแคะเด็ดขาดเก็บไว้ยาวๆ
ลักษณะคล้ายเงินสำรองฉุกเฉินครับ
อาจจะเก็บอยู่ในเช่นธนาคารหรือ
เป็นกองทุนตลาดเงินก็ได้ให้สอนให้ลูกเห็นตัวเลขเงิน

- กระปุกที่สองสำหรับ ค่าใช้จ่าย spending
กระปุกนี้จะเป็นเงินสำหรับที่เก็บเพื่อซื้อของ
ที่เขาอยากได้อาจจะเป็นชิ้นเล็กชิ้นใหญ่
แล้วแต่ความต้องการของเค้าเลยครับ


- กระปุกที่สามเป็นกระปุกเงิน สำหรับแบ่งปัน
เงินส่วนนี้อาจจะเป็นเงินส่วนเล็กที่เอาไว้ใช้
สำหรับไปทำบุญไปซื้อของขวัญวันเกิดให้เพื่อนร่วมห้อง
เอาไปซื้อขนมแจกเพื่อนๆเป็นต้นครับ



📌 วิธีที่สามชวนลูกตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
แล้วเป็นแบบที่สามารถจับต้องได้
เอาเป็นแบบไม่ไกลเกินไปคือ
โดยหลักหลักแล้วเด็กๆ ยังไม่ค่อยเข้าใจหรอกครับ
ว่าเออจะเก็บเงินซื้อของใหญ่ๆ นู่นนี่นั่นไว้
เพราะอะไรเค้าอาจจะตื่นเต้นในบางอย่างมากกว่า
เช่นของเล่น อาจจะตั้งเป้าว่าเก็บเงินให้ได้นะ
เดือนละ 100 บาทเริ่มต้นวันละ 5 บาท 10 บาทเป็นต้น

กระปุกนี้มีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ
คือคุณพ่อคุณแม่อาจจะไปปริ้นต์รูปภาพของลูกๆ 👧🏻👦🏻
แล้วแปะไว้ที่กระปุกออมสินเพื่อให้เป็น
การกระตุ้นทำให้เขารู้สึกอยากร่วมกิจกรรมนี้ครับ



📌 วิธีที่สี่มีระบบสนับสนุนหรือสมทบทุน
เพื่อเพิ่มแรงจูงใจนั่นเองครับ
ผมเข้าใจว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูก
และสนับสนุนลูกอันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆครับ
ที่จะช่วยผลักดันให้เขาอ่ะมีกำลังใจ
ใจฟู รู้สึกอยากร่วมกิจกรรมและ
เขาก็จะรู้สึกว่าการที่เขาทำมีคนสนับสนุนตลอดนั่นเองครับ



✨ ทริกเสริม ช่วงวีคเอ็นเสาร์อาทิตย์ก็ชวนลูกๆ
มานั่งนับเงินว่าปัจจุบันเราเก็บเงินได้เท่าไหร่แล้วนะ
ยังอีกห่างไกลไหม ก็จะเป็นการกระตุ้น
ให้ลูกๆร่วมกิจกรรมและเห็นความสำเร็จของตัวเอง
ในแต่ละสัปดาห์นั่นเองครับ
อีกอย่างนึงก็คือเป็นเป็นการฝึก
ให้ลูกคิดคำนวณตัวเลขได้คณิตศาสตร์ไปในตัวด้วย


✨ สิ่งสำคัญของพ่อแม่ยุคนี้คือการเริ่มปลูกฝัง
เรื่องการเงินเล็กๆน้อยๆนี่แหละครับดีที่สุด
และส่วนตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ที่จะเดินทางไปกับพวกเราทุกคน
ขอให้กิจกรรมการเก็บเงินของลูกๆ
และของพ่อแม่สนุกนะครับ แล้วเจอกันครับ

บทความโดย คุณซัน วรวัชชัย นิรัตศัย
ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™
Wealth Advisor
Siam Wealth Management


#ชวนลูกออมเงิน
#คิดเรื่องชีวิตคิดถึงเรา

นิทานลูก ที่สอนแม่บางทีเราก้พยายามตั้งกฎ ตั้งกติกามากมาย แต่เราอาจลืมว่าสิ่งเหล่านั่นบางครั้งมันสร้างความกลัว ความกังวล ...
24/06/2026

นิทานลูก ที่สอนแม่
บางทีเราก้พยายามตั้งกฎ ตั้งกติกามากมาย
แต่เราอาจลืมว่าสิ่งเหล่านั่นบางครั้งมันสร้างความกลัว ความกังวล ให้กับตัวเอง
Just be Jelly ~ ปล่อยตัวเองไปตามธรรมชาติ หรือ สถานการณ์นั้นๆบ้าง มันจะช่วยให้เรา Relex ขึ้นจริงๆ

เอามาแชร์ให้น้าซุ้งเขียนเองค่ะ
01/06/2026

เอามาแชร์ให้น้า
ซุ้งเขียนเองค่ะ

เราไม่จำเป็นต้องเลือก ระหว่างลูกกับเราเพราะเราวามารถวางแผนให้ดีและสมดุลได้ 😊
12/11/2025

เราไม่จำเป็นต้องเลือก ระหว่างลูกกับเรา
เพราะเราวามารถวางแผนให้ดีและสมดุลได้ 😊

“หลายครอบครัวคิดว่าต้องเลือกระหว่าง ‘อนาคตลูก’ หรือ ‘อนาคตเรา’
แต่จริง ๆ แล้ว ‘ทั้งสองเป้าหมายไปด้วยกันได้’ ถ้าเริ่มวางแผนอย่างมีระบบ 🧮
เก็บ ออม ลงทุน และตรวจสอบแผนให้เหมาะสมกับเป้าหมายของคุณ 💼”

#วางแผนเกษียณส่งลูกเรียนต่อ

สรุปวันนี้ ได้ข้อมูลน่าสนใจ จากคุณแฮม CATS ดู Boarding School คือ ส่งนักเรียนไปเรียนระดับมัธยมที่ต่างประเทศ ตั้งแต่ Year...
12/11/2025

สรุปวันนี้ ได้ข้อมูลน่าสนใจ

จากคุณแฮม CATS ดู Boarding School คือ ส่งนักเรียนไปเรียนระดับมัธยมที่ต่างประเทศ ตั้งแต่ Year7-13 หรือจะไปเรียนแค่ A-Level 2ปีก่อนเข้ามหาลัยได้เช่นกัน
• ค่าเทอมปีละ 2-5ล้านบาท ส่วนใหญ่ราคารวมค่าที่พักค่ากินอยู่แล้ว
• เฟ้อ 3-5% ต่อปี
• มีทุนถ้าเกรดดี+มีความสามารถพิเศษ
• สามารถทำงานไปด้วยได้อย่างถูกกฎหมาย

จากคุณเอ๋ จาก INTO ดู Pathway คือ ส่งนักเรียนที่ไม่ได้เรียนหลักสูตรอินเตอร์ แล้วต้องไปปรับพื้นฐานก่อนเข้าเรียน ป.ตรี ป.โท ที่ต่างประเทศ มีหลักสูตรทั้ง 6เดือน 9เดือน 1ปี
• ค่าเทอมปีละ 800,000
• เฟ้อ 3-5% ต่อปี
• มีการจ่ายจองล็อค rate ค่าเทอม
• สามารถทำงานไปด้วยได้อย่างถูกกฎหมาย โดยมีโปรแกรมให้การันตีว่ามีงานก่อนลินไปเรียนต่อได้ด้วย

เก็บข้อมูล สำหรับวางแผนการเงิน 🤓

Holding ไม่เท่ากับ Trust น้าอ่านดู ดีและมีประโยชน์จ้า
12/10/2025

Holding ไม่เท่ากับ Trust น้า
อ่านดู ดีและมีประโยชน์จ้า

อย่าสับสน “ Trust vs Holding Company”
ทำไม “Trust” และ “Holding Company” ถึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ในการวางแผนความมั่งคั่งระหว่างประเทศของครอบครัว
(Global Family Wealth Planning)
เรามักเห็นการใช้ Trust, Offshore Company,
และ Holding Company อยู่ในโครงสร้างเดียวกัน

แต่สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด โดยเฉพาะที่ปรึกษาการเงินบางราย คือคิดว่า
“ใช้ Holding Company แทน Trust ได้”

ความจริงคือ ไม่สามารถแทนกันได้เลย
เพราะทั้งสองมี “หน้าที่” และ “บทบาททางกฎหมาย” ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผมขออธิบายจากรูปละกัน
________________________________________
1. ชั้นบนสุด: Family Trust

เครื่องมือบริหารกรรมสิทธิ์และการสืบทอด (Ownership & Legacy Layer)
Family Trust คือ “กลไกการถือครองทรัพย์สิน” ที่เจ้าของทรัพย์ (Settlor)
โอนทรัพย์สินให้ Trustee ถือไว้ “เพื่อประโยชน์ของผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries)”

โดยมี Letter of Wishes (LOW) และที่ปรึกษากฎหมายภาษี (Tax & Legal Advisor)
คอยกำหนดแนวทางการบริหารและการถ่ายทอดความมั่งคั่ง
ให้ตรงตามเจตนารมณ์ของครอบครัว

บทบาทหลักของ Trust คือ
• ควบคุมและถ่ายทอดทรัพย์สินจากรุ่นสู่รุ่น
• ป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายหรือภาษีมรดก
• วางกรอบสิทธิ์ของผู้รับประโยชน์อย่างชัดเจน
• สร้าง “กลไกคุ้มครองความมั่งคั่ง” (Asset Protection) ระยะยาว

ดังนั้น Trust ทำหน้าที่เป็น “ชั้นกรรมสิทธิ์ (Ownership Layer)” ไม่ใช่เครื่องมือบริหารการลงทุน

________________________________________

2. Offshore Investment Company – ชั้นกลางเพื่อวางแผนภาษีข้ามพรมแดน
Trust มักจะถือหุ้นใน Offshore Investment Company
เช่นในประเทศสิงคโปร์หรือเขตภาษีต่ำอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นฐานบริหารเงินลงทุนระดับโลก

บริษัทนี้เปิด Investment Account สำหรับลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ
และอาจถือหุ้นใน Future Companies ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือนวัตกรรมในอนาคต

หน้าที่หลักของ Offshore Company คือ
• เป็นศูนย์กลางการบริหารพอร์ตลงทุนระดับโลก
• วางโครงสร้างภาษีระหว่างประเทศ (Cross-Border Tax Planning)
• แยกทรัพย์สินจากการถือครองส่วนบุคคล
ชั้นนี้คือ “ชั้นวางแผนและบริหารการลงทุนระหว่างประเทศ (Tax & Investment Layer)”

________________________________________
3. ชั้นในประเทศ: Holding Company – เครื่องมือบริหารและควบคุมกิจการ
ในประเทศไทย โครงสร้างจะเชื่อมต่อมาที่ Holding Company

ซึ่งเป็นศูนย์กลางการถือหุ้นในกิจการต่าง ๆ เช่น
• Real Estate Company
• Future Companies หรือธุรกิจที่ครอบครัวกำลังพัฒนา
• Investment Account ภายในประเทศ

ภายในโครงสร้างนี้ยังมี Family Constitution หรือ Governance Framework
เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันของครอบครัวในการลงทุน
การจ่ายผลประโยชน์ และการสืบทอดอำนาจการตัดสินใจ

ชั้นนี้คือ “ชั้นควบคุมและบริหาร (Management & Governance Layer)”
ไม่ใช่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงหรือถ่ายทอดกรรมสิทธิ์เหมือน Trust

โดยสรุป

Family Trust = ถ่ายทอดและคุ้มครองทรัพย์สิน
Holding Company = บริหารและลงทุนในกิจการ

หากมีใครบอกว่า “ใช้ Holding Company แทน Trust ดีกว่า”
แปลว่ากำลังสับสนระหว่าง
“เครื่องมือบริหารการลงทุน” กับ “เครื่องมือถ่ายทอดความมั่งคั่ง”

Trust ตอบคำถามว่า

“ใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง และใครได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินนี้?”

Holding Company ตอบคำถามว่า

“ทรัพย์สินนั้นจะถูกบริหาร ลงทุน และสร้างผลตอบแทนอย่างไร?”

ในโครงสร้างครอบครัวที่ยั่งยืนระดับโลก — ทั้งสองสิ่งจึงควรถูกใช้ร่วมกัน
Trust ดูแล ความต่อเนื่องและการคุ้มครองความมั่งคั่ง
ส่วน Holding Company ดูแล การบริหารและการเติบโตของความมั่งคั่ง

ชวนกันฟังน้า 😊
26/09/2025

ชวนกันฟังน้า 😊

#วัยเดอะแบก พ่อแม่ต้องดู ลูกต้องเลี้ยง การเงินส่วนตัวก็ต้องจัดการ แล้วจะบริหารเงินอย่างไรดี มาร่วมพูดคุย...

ชอบมาก 🤍Key สรุปง่ายๆ…• เตรียมตัว• เข้าใจ• รับมืออย่างมีสติ• ค้นพบศักยภาพของตัวเอง• ซื่อตรงกับประสบการณ์ตัวเองฟังตอนขับร...
25/07/2025

ชอบมาก 🤍
Key สรุปง่ายๆ…
• เตรียมตัว
• เข้าใจ
• รับมืออย่างมีสติ
• ค้นพบศักยภาพของตัวเอง
• ซื่อตรงกับประสบการณ์ตัวเอง

ฟังตอนขับรถยาวๆ แล้วคิดตาม ดีจัง เลยอยากแชร์

"สบตากับความตายด้วยความรัก" บทเรียนจากการจากไปของ อ.ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค็ง จากภรรยาที่ต้องสูญเสียสามีแบบไ....

อยากชวนมาวางแผนเรื่องนี้กัน 🤍
25/07/2025

อยากชวนมาวางแผนเรื่องนี้กัน 🤍

เรื่องที่ควรจัดการ...ก่อนเราจากไป​ 🤍
“ไม่ใช่เรื่องของความตาย...แต่คือการเตรียมความรักไว้ล่วงหน้า”​
แม้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อไร แต่เราสามารถ “เตรียมตัวให้พร้อม” คือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับคนข้างหลัง​

การวางแผนก่อนจากไปไม่ใช่แค่เรื่องเอกสารหรือมรดก แต่มันคือการ “ส่งต่อความมั่นใจ” ให้คนที่เรารักลองทบทวน 3 เรื่องใหญ่ที่ควรจัดการเอาไว้ก่อนถึงวันนั้น

📌 1. ทรัพย์สิน​ 💰
การจัดการทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว และทำให้สิ่งที่เราหามาทั้งชีวิต ไม่ตกไปอยู่ในมือคนที่เราไม่ได้ตั้งใจ​
✅ ทะเบียนทรัพย์สิน : เริ่มจากรวบรวมและทำบัญชีทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน รถยนต์ บัญชีเงินฝาก หุ้น กองทุน หรือแม้แต่ของสะสมส่วนตัว จัดเรียงไว้เป็นระบบ ใครถือครอง อะไรอยู่ที่ไหน เพื่อให้ผู้จัดการมรดกสามารถดำเนินการได้ง่าย​
✅ พินัยกรรม : ระบุความประสงค์อย่างชัดเจนว่า “ใครคือผู้จัการมรดก” ลดปัญหาฟ้องร้องในอนาคต และควรจัดทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย​
✅ ประกันชีวิต : อีกหนึ่งเครื่องมือส่งต่อความมั่นคงทางการเงิน ควรตรวจสอบว่าผู้รับประโยชน์ระบุไว้ถูกต้อง และเงินเอาประกันเพียงพอกับภาระหรือไม่​

📌 2. สิทธิและหน้าที่ ​🙌
หากเรามีบทบาทในธุรกิจ หรืออยู่ในตำแหน่งที่ต้องใช้การตัดสินใจ คนที่อยู่ต่อจะต้องการ “คู่มือ” ที่เราทิ้งไว้​
✅ ความเป็นเจ้าของกิจการ : มีแผนการส่งต่อหุ้นหรือการพิจารณาจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งไว้หรือยัง?​
✅ หน้าที่ในฐานะผู้บริหาร : หากเราไม่อยู่การดำเนินการต่างๆต้องหยุดลงไหม? มีใครสามารถรับช่วงตำแหน่งแทนได้หรือไม่? เตรียมคนหรือเอกสารรองรับไว้ดีพอหรือยัง?​
✅ อำนาจในการตัดสินใจ : เอกสารอย่างหนังสือมอบอำนาจ หรือการแต่งตั้งผู้มีอำนาจสำรองในกรณีฉุกเฉิน จำเป็นต้องมีให้พร้อม​

📌 3. ร่างกายและความสงบใจ​ 🤍
การวางแผนไว้ก่อน จะช่วยให้เราจากไปอย่างที่เรา “ตั้งใจ” และทำให้คนที่อยู่ไม่ต้องตัดสินใจแทนในวันที่ใจไม่พร้อม​
✅ Palliative Care (สมุดเบาใจ) : บันทึกความต้องการเรื่องการรักษาในระยะท้าย เช่น ต้องการรักษาแค่ไหน หรือไม่ต้องการฟื้นคืนชีพ​
✅ รูปแบบงานศพ : อยากให้จัดงานแบบเรียบง่ายหรือแบบพิธี มีเพลงโปรดไหม หรืออยากให้งานเน้นความสุขมากกว่าความเศร้า?​
✅ สถานที่อยู่หลังความตาย : อยากฝังหรือเผา? อยากอยู่ที่วัดไหน หรืออยากให้กระดูกไปเก็บไว้ที่ไหน?​

สุดท้าย...​การวางแผนก่อนจากไป คือวิธีการแสดงความรักแบบลึกซึ้งที่สุด​
เพราะเราไม่ได้จากไปพร้อมกับความว่างเปล่า แต่เราทิ้ง “ความมั่นใจ” ให้คนข้างหลัง
ว่า​ ทุกอย่าง...จะไม่หล่นหาย​


#วางแผนการเงิน

ที่อยู่

7 ซอยจันทน์ 43 แยก 9 ถนนจันทน์. แขวงทุ่งวัดดอน
Sathon
10120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Family Wealth - การเงินของคนรักครอบครัวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Family Wealth - การเงินของคนรักครอบครัว:

ทางลัด

แชร์